บทความ

เลี้ยวไม่ระวัง


เมื่อจั่วหัวเรื่อง “เลี้ยวขวาเจอสวน” ซึ่งเป็นคดีที่นำมาตบท้าย ก็จะเอ่ยถึงการเลี้ยวรถอย่างไรให้ปลอดภัยซะเลย

 

การเลี้ยวรถเมื่อถึงทางแยกทางร่วม ถ้าเป็นการ “เลี้ยวซ้าย” สำหรับบ้านเราถือว่าโอเค ค่อนข้างปลอดภัย ในเมื่อเราใช้กติกาขับรถชิดซ้าย ขณะที่รถมีพวงมาลัยขวา การเลี้ยวซ้ายตามแยกจึงสบาย ส่วนใหญ่ให้

“เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด”

ไม่ต้องรอสัญญาณไฟ สาเหตุเพราะไม่ต้องระวังรถสวน แต่บางแยกก็ให้รอสัญญาณเหมือนกันเพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหากับรถที่มาในทางตรง

 

ส่วนการ “เลี้ยวขวา” แน่นอนตรงทางร่วมทางแยกทะเล่อทะล่าไม่ได้ ต้องระวังรถที่สวนมาในทางตรง ถ้าไม่มีสัญญาณไฟช่วยให้เลี้ยวขวาอย่างปลอดโปร่ง รถชนกันในทางร่วมทางแยกมักจะเกิดจากรถเลี้ยวขวานี่เอง

 

การเลี้ยวขวาที่ค่อนข้างอันตรายอีกประการหนึ่งคือ เลี้ยวรถอยู่บนถนนในทางตรง เลี้ยวขวาเพื่อข้ามถนน เพื่อเข้าตรอกซอกซอย เข้าบ้าน เข้าสถานที่ต่างๆ ซึ่งอยู่ฝั่งขวาของถนน การเลี้ยวลักษณะนี้ ถ้าไม่ระวังไม่ดูตาม้าตาเรือ รถที่แล่นสวนทาง หรือรถแล่นตามมาข้างหลังต้องการจะแซง อาจจ๊ะเอ๋กับรถที่เลี้ยวขวา หรือเลี้ยวข้ามถนนโดยไม่ระมัดระวัง

 

การเลี้ยวขวาโดยไม่ตั้งหลัก ไม่เตรียมตัวเสียแต่เนิ่นๆ นึกจะเลี้ยวก็เลี้ยวขวับทันที ไม่ให้สัญญาณเลี้ยวเลยก็มี รถที่แล่นตามเห็นรถคันหน้าชะลอ เห็นช่องทางด้านขวาโล่ง ก็แซงพรวด หรือรถที่แล่นสวนมาไม่คิดว่าไอ้หมอนั่นจะเลี้ยว มันก็เป็นเรื่อง

 

วิธีเลี้ยวขวาข้ามถนนซึ่งไม่มีเกาะกลาง เท่าที่เห็นมักปฏิบัติไม่เหมือนกัน บางคนให้สัญญาณไฟเลี้ยวแล้วไปหยุดรถ รอเลี้ยวชิดที่เส้นแบ่งกลางถนน ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยพอประมาณ

 

แต่บางคนไม่กล้าไปหยุด หรือชะลอรถตรงเส้นแบ่งกลางถนน มันเสียว จึงใช้วิธีชิดซ้าย จอดรอที่ไหล่ทาง จนกว่าถนนว่าง จึงเลี้ยวขวาข้ามถนน วิธีนี้ค่อนข้างปลอดภัยก็จริง แต่ใช้สำหรับถนนในตัวเมืองหรือชุมชนที่มีรถจอแจไม่ได้ ต้องเป็นถนนนอกเมือง

 

อันตรายที่เกิดจากรถเลี้ยวขวาจริงๆ กลับเป็นกรณีที่รถมอเตอร์ไซค์ทะลึ่งเลี้ยวขวาข้ามถนนแบบพรวดพราดไม่ดูตาม้าตาเรือ ตัดหน้ารถยนต์ คนขับรถยนต์ไม่บาดเจ็บล้มตายก็จริง แต่ส่วนใหญ่คางเหลือง เพราะระบบในบ้านเราห่วย ตำรวจถือโอกาสไล่บี้ฝ่ายรถยนต์เพื่อให้เป็นเงินเป็นทอง เป็นตัวนำโชคดังที่รู้ๆ กันอยู่ ใครผิดใครถูกไม่พูดถึง รถยนต์งี้เหนื่อยหอบ

 

รถใหญ่ เช่น รถพ่วงรถบรรทุกเลี้ยวเข้าซอกเข้าซอยก็อันตรายเช่นกัน อันตรายมักไม่เกิดกับรถใหญ่ที่เลี้ยว แต่เกิดกับรถอื่น คืองี้ครับ ถ้ารถใหญ่ตีวงเลี้ยวครั้งแรกไม่สำเร็จ โชเฟอร์มักจะรีบร้อน ใส่เกียร์ถอยหลัง เพื่อตั้งหลักตีวงเลี้ยวเข้าไปใหม่ทันที โดยระวังว่าจะมีรถหลังตามมา

 

ผลคือ รถที่แล่นตามหลังจำพวก มอเตอร์ไซค์ รถเก๋ง รถกระบะ ตกที่นั่งซวย ไม่นึกไม่ฝันว่ารถใหญ่จะถอยพรวดออกมาขวาง เลขที่ออกคือ รถเล็กสาหัสหรือตายตามคุณระเบียบ เพราะเสยท้ายรถใหญ่ อะไรไม่ว่า รถใหญ่มักจะเถียง ลื้อมาชนท้าย อั๊วไม่ผิด รถใหญ่ไม่ผิด รถใหญ่ไม่ได้ถอย

 

การเลี้ยวขวา “ตามรถยนต์คันที่อยู่ข้างหน้า” ก็เป็นอะไรที่ต้องระวังเช่นกัน เพราะรถที่อยู่ข้างหน้ามักจะทำให้เกิดจุดบอด ไม่เห็นสภาพของถนนว่าเคลียร์หรือไม่ ขณะเดียวกันก็เป็นจุดบอดให้รถที่แล่นสวนทางมาเช่นกัน เขาจะมองไม่เห็นรถที่เลี้ยวตาม นึกว่ามีรถเลี้ยวอยู่แค่คันเดียว รถมอเตอร์ไซค์มักจะชนกับรถที่เลี้ยวขวาในลักษณะเกือบประสานงาเพราะเหตุนี้ คงไม่ต้องบอกกระมังว่า คนขับรถยนต์ตกเป็นผู้ต้องหาหน้าเหลืองไปตามๆ กัน

 

การขับรถเลี้ยวเข้าบ้าน หรือออกจากบ้านก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง ต้องรอบคอบ ดูหน้าดูหลังให้ดี สุ่มสี่สุ่มห้าอาจตายน้ำตื้น คือตายหน้าบ้านตัวเองนั่นแหละ ไม่ใช่ที่ไหนเลย เศร้ามาก

 

คติเตือนใจคือ ถ้าจะเลี้ยวรถไม่ต้องผลีผลาม

“ไม่ต้องกลัวว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ได้เลี้ยว”

ควรตั้งหลักตรวจตราดูซะก่อนว่าปลอดภัย คุณก็จะขับรถได้โดยไม่มีปัญหาตลอดไป จนกระทั่งแก่เฒ่า ไม่ไปเกิดใหม่ก่อนเวลาอันควร

คดีนี้เกิดขึ้นระหว่างรถเก๋งกับรถเก๋ง คันที่เลี้ยวขวาเพื่อเข้าแฟลทคือรถที่มี “พันโททหารหาญ” ขับขี่มาจ๊ะเอ๋เข้ากับรถที่แล่นสวนมาในทางตรงคือรถที่ “นายพลตรี” ขับขี่

 

รถ นายพลตรี ซึ่งเป็นพลเรือนไม่ได้เป็นทหาร คงจะนุ่มนิ่มไปหน่อยหรือไม่ก็ราคาแพงกว่า จึงหมดค่าซ่อมเยอะกว่ารถของ คุณทหารหาญ ซึ่งเป็นทหารเหมือนชื่อ ยศพันโท

 

เมื่อเกิดเรื่องขึ้นถ้าตกลงกันได้ศาลก็เฮงโดยไม่รู้ตัว คือไม่รู้ว่าเขามีเรื่องกัน แต่ถ้าชาวบ้านตกลงกันไม่ได้ ศาลก็ซวยโดยไม่รู้ตัว คือไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนว่าจะมีการฟ้องร้องให้ศาลออกเหงื่อ

 

งานนี้ก็ตกลงกันไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างโก่งคอเถียงว่าลื้อผิด อั๊วไม่ผิด เหมือนนักการเมืองไทยเปี๊ยบเลย ดังจะเห็นได้จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ประมาณว่าประชาชนกลายเป็นไอ้งั่งไปหมด เพราะนักการเมืองคิดว่าชาวบ้านโง่เซ่อ ไม่รู้ว่าใครดีใครเลวอีกเช่นเคย

 

ในที่สุด นายพลตรี ยื่นฟ้อง พันโททหารหาญ เป็นจำเลยว่าเป็นฝ่ายขับรถประมาท บังคับให้จ่ายค่าเสียหายก้อนเขื่อง

พันโททหารหาญ ไม่ยอมน้อยหน้า ยื่นฟ้อง นายพลตรี เป็นจำเลยเช่นกัน กล่าวหาว่านายพลตรี ขับรถประมาท บังคับให้ใช้ค่าเสียหายจำนวนหนึ่ง

ยังไม่หมดแค่นั้น ศาลทหารโดดเข้าร่วมวงกะเขาด้วย โดยอัยการศาลทหารยื่นฟ้อง พันโททหารหาญ ข้อหาขับรถประมาท ทำให้ นายพลตรี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยทรัพย์สินเสียหายต่อศาลทหาร

 

ศาลพลเรือนนำคดีที่คนทั้งสองฟ้องกันไปมา 2 คดี รวมเข้าเป็นคดีเดียว คือคดีที่ผมกำลังเอ่ยถึง ขณะที่ต่างฝ่ายต่างปฏิเสธความรับผิด อ้างว่าอีกฝ่ายประมาทต่างหาก

 

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ตัดสินให้ พันโททหารหาญ แพ้คดี บังคับให้จ่ายค่าเสียหายก้อนเขื่อง โดยลดลงมาจากที่ นายพลตรี เรียกร้องราวๆ 1 ใน 3 ส่วน

พันโททหารหาญ ซึ่งเพลี่ยงพล้ำยกแรกบ่หยั่น ให้ทนายยื่นอุทธรณ์ขึ้นไป

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืน

พันโททหารหาญ ยื่นฎีกา อ้างว่าศาลทหารได้ตัดสินออกมาแล้วว่า พันโททหาร ไม่ได้เป็นฝ่ายขับรถประมาท จึงยกฟ้อง เมื่อเป็นเช่นนี้คดีแพ่งที่ พันโททหารหาญ โดน นายพลตรี ฟ้องก็ต้องตัดสินให้ พันโททหารหาญ ชนะด้วยมันถึงจะถูกต้อง

 

ศาลฎีกาพิจารณาคดีนี้อย่างไม่วอกแวก แล้วชี้ขาดออกมาว่า

คดีที่ พันโททหารหาญ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ไม่ถึง 2 แสนบาท จึงฎีกาไม่ได้ศาลไม่รับตัดสินให้

แต่การที่ พันโททหารหาญ ฎีกาโดยอ้างว่า ผลการตัดสินของศาลทหารซึ่งถึงที่สุดแล้วว่า พันโททหารหาญ ไม่ได้ขับรถประมาท ต้องผูกพันคดีแพ่งด้วย ศาลฎีกาจึงต้องตัดสินให้ พันโททหารหาญ ชนะนั้น

 

ศาลฎีกาแทงออกมาว่า อัยการศาลทหารฟ้องเอาผิด พันโททหารหาญ ตาม พรบ. จราจรทางบก ซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ แม้ นายพลตรี ไปเบิกความเป็นพยานโจทก์ที่ศาลทหารด้วย แต่ก็ไม่ได้เข้าไปเป็นโจทก์หรือผู้เสียหาย นายพลตรี จึงไม่ใช่คู่ความเดียวกับโจทก์ในคดีของศาลทหาร ผลคำตัดสินของศาลทหารจึงไม่ผูกพัน นายพลตรี ศาลพลเรือนที่พิจารณาคดีแพ่ง จึงตัดสินถูกต้องแล้วที่ให้ นายพลตรี ชนะคดี

 

ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้ นายพลตรี ชนะขาดลอย

คดีนี้เป็นคดีผิดแผกจากคดีทั่วไป แม้เป็นคดีจราจรก็ตาม เพราะฝ่ายหนึ่งเป็นทหาร เท่านั้นไม่พออัยการศาลทหารยังฟิทจัด ยื่นฟ้องทหารท่านนั้นตาม พรบ.จราจรด้วย ขณะที่คู่กรณีก็ไปลุยกันในศาลแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย

 

หลังจากนั้นศาลทหารตัดสินถึงที่สุดยกฟ้องคดีที่ทหารโดนฟ้องเรื่องขับรถประมาท ฝ่ายนายทหารจึงหยิบเอาผลคำตัดสินของศาลทหารมาเอ่ยอ้างเพื่อเอาชนะคดีแพ่ง

 

แต่ศาลฎีกาชี้ขาดในข้อกฎหมายว่า พลเรือนซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องนายทหารให้รับผิดทางแพ่ง ไม่ได้เป็นคู่ความด้วยในคดีของศาลทหาร ไม่ได้เป็นผู้เสียหาย ผลคำตัดสินของศาลทหารจึงไม่ผูกมัดคดีของศาลพลเรือน สามารถตัดสินไปคนละแควกับศาลทหาร ให้นายทหารรายนี้รับผิดทางแพ่งได้สบายฉะนี้แล



------------------------------
เรื่องโดย : "จอมยุทธ"
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2547
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/wDuXs

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
18 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,699,000
2.
2,930,000
3.
679,000
4.
1,290,000
5.
21,890,000
6.
24,900,000
7.
3,090,000
8.
75,000,000
10.
1,545,000
11.
1,465,000
12.
2,390,000
13.
489,000
14.
1,199,000
16.
2,490,000
17.
479,000
18.
939,000
19.
24,500,000
20.
34,000,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th