บทความ

คำไพเราะเสนาะหูมิรู้หาย


แล้วใบไม้ในวงวรรณศิลป์ก็ปลิดขั้วทิ้งกิ่งก้านด้วยทานแรงลมไม่ไหวไปอีกหนึ่ง นั่นคือเพื่อนรักนักกลอนร่วมสมัยของผู้เขียนก็มาจากไปอีกหนึ่งแล้ว

เขาคือเจ้าของคำรักหลายๆ วรรคทอง

“คือวันนี้ถ้าพี่นอนหนุนหมอนน้อย/ใจจงคล้อยคิดถึงน้องเจ้าของหมอน/รอยแก้มนิ่มริมเขนยน้องเคยนอน/ หนาวหรือร้อนหมอนคงเอื้ออุ่นเจือจุน”

“น้องเคลียแก้มเกลือกไว้ก่อนให้พี่/ซ้ำกราบที่กลางหมอนเคยนอนหนุน/ยามพี่แนบหน้านอนหมอนละมุน/จงหอมกรุ่นแก้มและกราบกำซาบทรวง”

 

เพียงกลอนสองบทที่เกิดจากจินตนาการในคืนที่นักกลอนโสดในสภาพยากไร้พากันใช้หนังสือหนุนหัวนอนแทนหมอน เมื่อครูเอื้อ สุนทรสนาน ใส่ทำนองหวานหยด แล้วให้สาวน้อยนักศึกษาธรรมศาสตร์นามแฝงว่า บุษยา รังษี ขับร้อง หลายสิบปีผ่านไป กลอนในทำนองนั้นก็กลายเป็นเพลงที่คนร้องได้กันทั้งบ้านทั้งเมือง

 

ถูกแล้ว เพื่อนรักคนล่าสุดที่จากไปก่อนวันสงกรานต์เพียงไม่กี่วันนี้มีนาม สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนปลายปากกาจะหลุดจากชีวิตเขาก็คือ เจ้าของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นชลบุรีที่ชื่อ “เสียงเมืองชล” บ้านเกิด (เขาเป็นคนอ่างหินหรืออ่างศิลา เกิดเมื่อ 2 มีนาคม 2474 ก่อนข้าพเจ้า 3 ปี)

 

สวัสดิ์ เรียนหนังสือจบมัธยมปีที่ 6 สมัยก่อน แล้วก็ถูกไฟฝันอันเร่าร้อนเรียกร้องให้วิ่งเข้ากรุงเทพ ฯ เพื่อเติมฝันเช่นเดียวกับ สนธิกาญน์ กาญจนสน์ จากตรัง วิจิตร ปิ่นจินดา จากอยุธยา ฯลฯต่างหลงใหลในวงการกลอนซึ่งแร้นแค้นยิ่งกว่าพวกนักประพันธ์ที่เรียกว่า “ไส้แห้ง” เสียอีกใช้ความรู้ภาษาไทยที่เอาใจใส่เป็นพิเศษเข้าหนังสือฉบับโน้นฉบับนี้ แต่ที่มีความสุข (ทางใจ)มากที่สุดคือการจัดรายการกลอนทางอากาศ ที่โด่งดังช่วยสร้างนักกลอนร่วมรุ่นและรุ่นน้องๆให้มีชื่อจนใครไม่อาจลืมคือ “กังวานใจ” และ “ลำนำเพลงรัก” ที่สถานีวิทยุ ททท. ที่สี่แยกคอกวัว

 

ข้าพเจ้าเคยรู้สึกอัศจรรย์ใจในเพื่อนสามคนที่เอ่ยนามข้างต้นที่แต่ละคนเรียนเพียงจบมัธยม (วิจิตร ดีกว่า สวัสดิ์ และ สนธิกาญจน์ ที่เขาจบมัธยมปีที่ 8) แต่ทุกคนกลับเขียนกลอนมีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงปี 2497-98 ในขณะที่ข้าพเจ้ายังส่งกลอนไปไม่ได้ลงสตรีสารเลย และที่น่าทึ่งกว่าอะไรในความเห็นของพวกเรายามนั้นคือ วิจิตร (ในนามปากกา เจษฎา วิจิตร) และ สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ ได้รวมบทกลอนในหนังสือชื่อ เพริศพริ้ง (ปกแดงฉาดฉานน่าตรึงใจจากฝีมือออกแบบปกของ สมาน เฉตระการ) ชื่อจับใจยิ่งว่า “ลำนำแห่งเจ้าพระยา” กับกวีหนุ่มสาวชื่อก้องยุทธจักรยุคนั้น (ปี 2500) เช่น กุลทรัพย์ รุ่งฤดี/ชยศรี
สุนทรพิพิธ/รัตนะ ยาวะประภาษ/อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์/”อุบลรักษ์” และ สดับพร ศรีคำ ฯลฯ

 

จนกระทั่งปี 2502 เพื่อนสามคนที่กล่าวข้างต้นจึงยอมรับให้ข้าพเจ้าเข้าร่วมรวมเล่มด้วยในหนังสือชื่อ “ชะบา” (เจตนาของคนหัวดื้อชื่อ วิจิตร ต้องการสะกดอย่างนี้) ซึ่งเป็นการรวมงานของ “สิบนักกลอนหนุ่ม” ได้แก่ เจษฎา วิจิตร/โกวิท สีตลายัน/อนันต์ สวัสดิพละ/ภิญโญ ศรีจำลอง/ประยอม ซองทอง/บุญรอด ปาณปุณณัง/บุญนิตย์ ไชยเศรษฐ สวัสดิ์/ธงศรีเจริญ และรงก์ โรงน์กร (ผู้ที่ทั้งเขียนปก รูปประกอบและกลอนแอพสแตรคต์ล้ำสมัยอย่างน่าทึ่ง)

 

ที่ผู้เขียนต้องเอ่ยนามทุกคนในหนังสือเล่มนั้น เพราะบัดนี้เพื่อนร่วมงานในรวมกลอนเล่มนั้น บัดนี้เหลือเพียงครึ่งเดียว แต่กระนั้น ความทรงจำในการรวมงานครั้งนั้น (ซึ่งผู้เป็นตัวตั้งตัวตีจัดพิมพ์และรวมเพื่อนไปร่วมกันตั้ง “ชมรมนักกลอน” คือสามคนที่เอ่ยนามในตอนต้นๆ) ก็อยู่ในความทรงจำอันยั่งยืน

 

สนธิกาญจน์ ดูเหมือนจะเป็นผู้อายุมากที่สุดในกลุ่ม 10 หนุ่มเป็นเจ้าของงานกลอนที่ต่อมาเป็นเพลงที่โด่งดังที่มีสำนวนชวนสะท้อนใจว่า

“แม้อยู่ห่างต่างถิ่นแผ่นดินไหน/ถ้าวันใดคิดถึงถิ่นแผ่นดินสยาม/จงมองดาวพราวพร้อยลอยฟ้าคราม/เพราะทุกยามฝากใจไว้กับดาว/ดังสำเนียงเสียงเพื่อนเตือนมาว่า/ทุกเวลาห่วงหวงกับห้วงหาว/คืนฟ้าหมองดาวอับแสงวับวาว/แต่ยังพราวพรายช่วงในดวงใจ/เป็นสำเนียงเสียงสั่งจากฝั่งโขง/ผ่านขอบโค้งฟ้ากว้างสว่างไสว/ เคลียสายลมพรมกรุ่นละมุนละไม/เหมือนเสียงไห้เจ้าพระยาที่อาวรณ์” (จากเจ้าพระยาถึงฝั่งโขง)

 

สนธิกาญจน์ จากไปด้วยอุบัติเหตุรถยนต์โดยสารประจำทางถูกชนท้ายในกลางดึกคืนวันศุกร์ที่ 19 ต่อ 20 ธันวาคม 2524 และเป็นคนเดียวที่เสียชีวิตในคราวนั้นโดยที่ทั้งคนทั้งรถไม่มีใครบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว แม้กระทั่ง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่ง สนธิกาญจน์ ซบกับไหล่โดยไม่รู้สึกตัวและไม่ฟื้นอีกเลย แล้วไม่กี่ปีต่อมา เจษฎา วิจิตร ก็ตามไปด้วยอุบัติเหตุที่ไม่มีใครรู้สาเหตุ ทิ้งไว้แต่วรรคสะเทือนใจเช่น “ถ้าไม่รักเธอได้จะไม่รัก จะยอมหักเหใจไปทางอื่น ถ้าลบวันเก่าได้จะให้คืน ทั้งความชื่นความช้ำแล้วอำลา” หรือ “ถึงเป็นปิ่นจินดาก็ค่าน้อย เพราะมากรอยราคินจนสิ้นศรี ไม่สมนามทรามวัยจะใยดี เพชรร้าวนี้มัวหมองไม่ต้องตา” แต่ผลงานที่สำคัญคือรวมเพื่อนๆ มาตั้งกลุ่มเป็น “ชมรมนักกลอน” ซึ่งกลายมาเป็นสมาคมนักกลอนในปัจจุบัน

 

เพื่อนคนถัดมา อนันต์ สวัสดิพละ อดีตนิสิตเกษตรศาสตร์ บางเขนที่มีสำนวนซึ้งใจ “ชีวิตเราเราเป็นนายใจคล้ายทาส/ก็ประหลาดถ้ายอมให้ใจข่มเหง/แพ้ใจตัวชั่วเท่านั้นจะบรรเลง/ประโคมเพลงความเศร้าให้เราฟัง…” เป็นถึงเกษตรจังหวัดหลายจังหวัดก่อนเกษียณอายุราชการ และจากไปด้วยมะเร็งเฮงซวย

 

เช่นเดียวกับ โกวิท สีตลายัน นักเขียน-นักหนังสือพิมพ์-คอลัมนิสต์ผู้โด่งดังในนาม “รามสูร” มังกรห้าเล็บ ฯลฯ แต่ที่มีบทกลอนจับใจว่า “อายผู้คนยังไม่วายอายดิน” หรือ “จะกรองน้ำคำหวานจารสนอง/บนลานทองของกวีศรีสยาม/แม้นข้าดับรูปเสียงขอเพียงนาม/ได้งดงามยงอยู่คู่แผ่นดิน” ซึ่งนามของเพื่อนจะยังยงอยู่คู่ผืนดินไปอีกนาน

 

สำหรับ สวัสดิ์ เพื่อนผู้เพิ่งจากไปในวัย 73 ด้วยมะเร็งเช่นกัน เขามีผลงานเพลงให้ครูเอื้อใส่ทำนองเพราะๆที่จะทำให้เราคิดถึงไปอีกนานแสนนานเช่น “ยิ่งอยู่ใกล้ยอดรักยิ่งอยากจะหนี/ศักดิ์สตรีควรถนอมก่อนยอมสนอง…” หรือ “อ้อมกอดพี่จะสงวนไม่ด่วนเสนอ/อ้อมตักเธอจงถนอมก่อนยอมสนอง/ถึงวันชื่นคืนฉ่ำถูกทำนอง/จะตะกรองกอดกกแนบอกนอน จะกล่อมเธอก่อนนิทราจูบหน้าผาก ถ้าหลับยากจะให้แขนหนุนแทนหมอน หลับแล้วเธอเพ้อหาผวาวอน พี่จะช้อนเชยชิดทั้งนิทรา”

 

ยังมีเพลงที่หลายคนคุ้นเนื้อและทำนองเช่น หยาดฝนแห่งความรัก หงส์สะบัดบาป ฯลฯ แต่ไม่รู้ว่านั่นคือฝีมือนักกลอนคนเดียวกับผู้เขียนเพลง “ฝากหมอน” ซึ่งคงจะเป็นเพลงอมตะไปนานเท่านาน

 

ป่านนี้เพื่อนๆ คงไปรวมกันเป็นสุขอยู่ที่สรวงสวรรค์ชั้นกวีรุจิรัตน์กันแล้วทุกคน เราที่อยู่ข้างหลังขอใช้กรรมไปก่อน ไม่ต้องห่วงพวกเรานะเพื่อนรัก



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2547
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/rHGZg
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th