บทความ

ชนะได้อย่างไร !


เห็นรถยนต์หนาแน่นมากขึ้นทุกนาที เห็นพี่น้องคนไทยแห่กันจองซื้อรถใหม่เป็นว่าเล่น มายบัค ราคาคันละเกือบ 100 ล้านบาท ในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้ แพงกว่าเครื่องบินเล็กชนิดหลายที่นั่งทั้งลำเสียด้วยซ้ำ ยังมีคนไทย (แน่นอนต้องมีนักการเมืองอยู่ด้วย) พากันไปจองตั้ง 3 คัน

 

ผมรู้สึกเป็นปลื้มกับความร่ำรวย ความอยู่ดีกินดี ของพวกเราเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับตั้งความหวังให้เศรษฐกิจที่เราเห็นว่ามันดีหรือคิดว่า เป็น “ของจริง” และ “ยั่งยืน” ตลอดกาล

 

ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปเป็นดังเช่นปี 2539-2540 ซึ่งสภาพการณ์ทุกอย่างเหมือนกันกับทุกวันนี้

 

รถป้ายแดงเกลื่อนกลาดถนน ออกจากบ้านวันไหนไม่เจอรถป้ายแดงสักคันสองคันหรือหลายคัน ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ใครไม่ถอยรถป้ายแดงถือว่า เชยแหลก ตกยุค ไม่มีน้ำยา ใครไม่จองซื้อรถแล้วรอคิวหลายๆเดือนหรือเป็นปี ถือว่าไม่เดิร์น

 

การเก็งกำไรตลาดหุ้นก็เป็นไปอย่างสนุกสนานบันเทิง นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหุ้นทำนายให้เอิกเกริกว่า ดัชนีหุ้นไทยต้องปีนไปพันกว่าจุดเป็นอย่างต่ำ

 

การซื้อขายบ้าน การปลูกสร้างอาคารบ้านช่อง การเก็งกำไรเรื่องที่ดินเป็นไปอย่างคึกคัก ใครไม่ปลูกบ้าน ใครไม่สร้างตึก ไม่ซื้อบ้าน ถือว่าเสียหน้า แสดงว่าไม่มีเครดิท

 

เมื่อเจอผีมาแล้วอย่างจังๆ เวลาเพิ่งผ่านมาหยกๆ ยอมรับตามตรงว่า ผมยังปอดแหกกลัวผีอย่างหนัก ยังเข็ดเขี้ยวกับมันไม่หาย ยังประสาทหลอน ยังวิตกจริต
ไม่อาจวางใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราขณะนี้สักเท่าไร

 

เพราะสภาพทุกอย่างเหมือนกันยังกะแกะหรือกอพพียังไงยังงั้น ไม่ผิดเพี้ยนสักกี่มากน้อย คนไทยยังฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม ไม่เจียมตัว ยังจับจ่ายซื้อหาสิ่งที่ไม่ค่อยมีความจำเป็นอย่างเต็มเหนี่ยว ชีวิตแต่ละคนเต็มไปด้วยความประมาท ขาดความพอเหมาะพอดี ขาดความบันยะบันยัง ไม่ต่างจากสภาพก่อนยุคฟองสบู่แตก

 

จะอย่างไรก็ตาม ผมขอเอาใจช่วย ภาวนาสาธุ อย่าให้ความหวาดเสียวหรือความหวาดระแวงของผมเป็นจริงขึ้นมาเป็นอันขาด อย่าให้ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจซ้ำรอยอีกเป็นอันขาด

 

เพราะผมอยากให้ทุกคนมีความมั่งคั่ง มีความสุขความเจริญ ไม่อยากเห็นคนฆ่าตัวตายกันเป็นเทือกอย่างเช่นอดีตที่ผ่านมาหลัดๆ ภาพของความโหดร้ายเหล่านั้น ยังไม่เลือนหายไปจากความทรงจำแม้แต่นิดเดียว นี่คือเรื่องจริงเลยล่ะ…ขอบอก

 

เอาละครับ มาว่ากันถึงคดีความของเราอย่างเคย งานนี้น่าสนใจ เป็นเรื่องของการทำสัญญาระหว่างคู่กรณีซึ่งไม่รู้เงื่อนแง่ทางกฎหมายอะไรหรอก ปรากฏว่าผลออกมาแบบพลิกลอค ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง จะเป็นผลดีแก่ใคร ฝ่ายไหนได้เฮ ตามไปดูชมได้เลย

 

“นายบานตะไท” ตั้งชื่อแบบนี้ให้ตัวเองด้วยความหวังว่า จะร่ำรวยชนิดบานตะไทหายห่วง เอาเข้าจริงๆ กลับมีหนี้บานตะไท หันรีหันขวางหาที่ไหนไม่ได้ จึงเอารถที่ตัวเองยังผ่อนส่งอยู่เหยงๆ ไปจำนำ “นางคุณนาย” ได้เงินมา 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ยไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอย่างน้อยต้องร้อยละ 3 ต่อเดือน ให้กู้แค่ 3 เดือนเท่านั้นเอง

 

การกู้ยืมเงินครั้งนี้ นางคุณนาย วางแผนกินหลายต่อ จึงไม่ทำสัญญากู้ยืมเงินตามปกติ แต่ทำหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ขึ้นมาแทน โดยบวกเงินต้นกับดอกเบี้ยเข้าไปรวมเป็นเงิน 68,000 บาท ใจดีปัดเศษ ลดเงินต้นให้ 40 บาท

 

ถ้า นายบานตะไท กู้ยืมเงินแล้วหามาชำระหนี้ได้ ผมก็ไม่มีเรื่องเขียน โรงศาลก็ไม่มีงานทำ เมื่อ นายบานตะไท ชักหน้าไม่ถึงหลัง นางคุณนาย (ซึ่งไม่ได้เป็นคุณนายเหมือนชื่อ แต่อยากให้คนเขาเรียกว่าคุณนายเพื่อความเท่ จึงตั้งชื่อซะเก๋ไก๋ว่าคุณนายเฉยเลย) ทวงเงินต้น และดอกเบี้ยแล้ว นายบานตะไท ไม่มีจ่าย จัดแจงจะโอนรถเป็นของตนเองเพื่อหักหนี้

 

แต่ไม่สำเร็จเพราะมารู้ทีหลังว่า นายบานตะไท ยังผ่อนส่งไม่เสร็จ เท่านั้นไม่พอ ยังขาดส่งงวดอีกต่างหาก นางคุณนาย ไม่ธรรมดา หาทางเชือด นายบานตะไท ทันที แจ้งให้บริษัทไฟแนนศ์มายึดรถไป แล้วเอาเหตุนี้มาเล่นงาน นายบานตะไท ด้วยการฟ้องเอาผิดทางอาญา ข้อหาหลอกลวงฉ้อโกง เพราะเอารถที่ยังผ่อนส่งไม่เสร็จมาขายให้

 

นางคุณนาย บี้ นายบานตะไท ไม่สำเร็จหรอกครับ ศาลตัดสินยกฟ้องเนื่องจาก นายบานตะไท นำสืบแสดงต่อศาลว่า ไม่ได้มีเจตนาขายรถให้ นางคุณนาย เป็นเรื่องของการจำนำรถต่างหาก ซึ่งทำกันทั่วไปทั้งบ้านทั้งเมือง เมื่อ นายบานตะไท ไม่ได้ขายรถ จึงเอาผิดข้อหาฉ้อโกงไม่ได้ นายบานตะไท
ชนะไปในสนามแรกหรือไฟท์แรกอย่างไม่น่าเชื่อ

 

นายทุนอย่าง นางคุณนาย ไม่ยอมรามือง่ายๆ งัดเอาหนังสือสัญญาซื้อขายรถมาฟ้อง นายบานตะไท เป็นคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งทันที บังคับให้คืนเงิน 68,000 บาท และดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะจ่ายเสร็จ

 

นายบานตะไท กัดฟันสู้คดีไปตามความจริง ให้การว่าไม่ได้มีการซื้อขายรถ ไม่ได้รับเอาค่ารถตามที่นางคุณนาย อ้าง เป็นเรื่องของการยืมเงินมา 5 หมื่นบาทต่างหาก นางคุณนาย เคยเล่นงาน นายบานตะไท ในคดีอาญา กล่าวหาว่า นายบานตะไท หลอกลวงเอารถที่ยังผ่อนส่งมาขายให้ เป็นความผิดข้อหาฉ้อโกง
แต่ศาลยกฟ้องเพราะเชื่อว่าเป็นการยืมเงินโดยเอารถมาให้ นางคุณนาย ยึดไว้เพื่อค้ำประกัน คำตัดสินในคดีอาญาศาลในคดีแพ่งต้องรับฟัง นางคุณนาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงิน 68,000 บาท

 

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ตัดสินให้ นางคุณนาย ชนะคดี ให้ นายบานตะไท คืนเงิน 68,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยคือ นายบานตะไท หัวหมอเหมือนกัน จึงเล่นเกมยาวยื่นอุทธรณ์ขึ้นไป ขอให้ยกฟ้อง

 

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ใช่การซื้อขายรถตามที่ปรากฏในสัญญา นางคุณนาย ไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษากลับให้ยกฟ้องเสีย

 

โจทก์คือ นางคุณนาย ใจคอไม่ดี กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะเคยแพ้อย่างหมดรูปมาแล้วในคดีอาญา เมื่อคดีแพ่งโดนศาลอุทธรณ์ยกฟ้องอีกกระทอกหนึ่ง จึงอยู่ไม่ได้ ให้ทนายยื่นฎีกาขึ้นไป อ้างว่า นายบานตะไท ทำหนังสือสัญญาขายรถ ระบุว่ารับเงินไป 68,000 บาท เมื่อโอนรถให้ไม่ได้ก็ต้องคืนเงินให้ตนพร้อมดอกเบี้ย ศาลจะมายกฟ้องได้ยังไงกัน

 

ศาลฎีกาเพ่งดูคดีนี้จนได้ที่แล้วก็ชำแหละออกมาว่า

 

การที่ นางคุณนาย อ้างว่า มีการทำสัญญาขายรถ เมื่อโอนรถให้ไม่ได้ นายบานตะไท ต้องคืนเงินนั้น ศาลฎีกาบอกว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โดยเฉพาะในคำตัดสินคดีอาญาที่ นางคุณนาย เคยเล่นงาน นายบานตะไท มาแล้วรอบหนึ่ง ฟังได้ว่าไม่ได้มีการซื้อขายรถตามที่เขียนไว้ในสัญญา เป็นเรื่องของการยืมเงินแล้วนำรถมาค้ำประกัน นางคุณนาย จึงฟ้องเรียกเงิน 68,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายรถไม่ได้หรอก

 

งานนี้เป็นนิติกรรมอำพราง ทำสัญญาขายรถขึ้นมาทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ทั้งสองฝ่ายตกลงกู้ยืมเงินกัน ต่างหาก ความข้อนี้มีพยานหลักฐานมัดตัว นางคุณนาย จนเถียงไม่ขึ้น ทั้งพยานบุคคล และตัวเลขที่ปรากฏในสัญญาซื้อขายรถ เห็นชัดว่ากู้กัน 5 หมื่น เป็นเวลา 3 เดือนดอกเบี้ยร้อยละ3ต่อเดือน บวกดอกเบี้ยเข้าไปลดให้ 40 บาท ลงตัวทึ่ 68,000 บาท พอดี

 

การกู้ยืมเงินกันครั้งนี้ถือว่ามีเอกสารหลักฐาน แม้จะไม่ได้ทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินก็ตาม

 

แต่ นางคุณนาย อย่าเพิ่งดีอกดีใจว่าจะพลิกกลับมาชนะคดี เพราะการกู้ยืมฟังได้ก็จริง ถือว่ามีเอกสารหลักฐานเป็นหนังสือก็จริง แต่ศาลฎีกาไม่บังคับให้ นายบานตะไท ชำระหนี้

 

ศาลฎีกาไม่ได้ใจร้าย เพียงแต่ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้อง นางคุณนาย ตะแงวๆ จะเอาเงินตามสัญญาซื้อขายรถท่าเดียว ไม่ได้ฟ้องเอาเงินกู้คืน ถ้าศาลตัดสินให้ นายบานตะไท จ่ายเงินให้ นางคุณนาย ก็จะเป็นการตัดสินนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตามวิ. แพ่ง มาตรา 142 วรรคแรก การที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้อง ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง

 

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน

 

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญแก่ นางคุณนาย แกพลาดท่าเสียที นายบานตะไท ชนิดหมดรูปทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้า นายบานตะไท นั้นมวยวัดเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้รู้แง่มุมของกฎหมายอะไรเลย เพียงแต่เหตุการณ์มันเข้าทางเท้าซะทุกเรื่อง เลยชนะคดีแบบฟลุคที่สุดก็ว่าได้

 

ใครที่ชอบจำนำรถหรือรับจำนำรถ อ่านคดีนี้แล้วคงเป็นมวยขึ้นอีกแยะ ใช่ไหมครับ



------------------------------
เรื่องโดย : "จอมยุทธ"
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2547
คอลัมน์ : ร่มไม้ชายศาล
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/QzTIH
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง