บทความ

หน้าที่กับวัฒนธรรม


จะเรียกว่าเป็นโชคดีหรือเป็นความบังเอิญอันแสนดีก็น่าจะเรียกได้ นับแต่ปลายปี 2546 มาถึงต้นปีนี้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ชมละครและภาพยนตร์ที่เผอิญมีเนื้อหาช่วงหนึ่งเกี่ยวกับการที่กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาปฏิบัติการในประเทศไทยระหว่างปี 2484-2489 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความขมขื่นให้กรีดลึกในความทรงจำของคนไทยไม่รู้วาย

ช่วงเวลาที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กบ้านนอกอายุย่างเข้าปีที่ 9-10 ขวบการอยู่ห่างไกลปืนเที่ยงในสุดขอบประเทศสยาม ทำให้ได้เห็นแต่เครื่องบินที่บินอยู่ไกลลิบๆแต่เพื่อนที่เคยอยู่กรุงเทพ ฯ ในยามนั้นเขาต้องถูกญาติผู้ใหญ่หอบหิ้ววิ่งหนีระเบิดหลบลงหลุมหลบภัยบ้างก็หนีไปอยู่สวนเมืองนนท์หรือปทุมธานี แต่ผลพวงแห่งความขาดแคลน-ความทุกข์ยากแร้นแค้นซึ่งเป็นสภาพอันเลวร้ายที่ตามมาหลังสงครามต่อให้สะท้อนออกมาในภาพยนตร์และละครเพียงใด ก็ไม่ถึงเสี้ยวความโหด-เลวร้ายที่เกิดขึ้นจริงและเยาวชนยุคใหม่ที่เกิดมาในยุคโลกาภิวัตน์หลับตานึกเพียงใดก็นึกภาพไม่ออกแน่นอน

ภาพยนตร์และละครที่ได้ดูและที่ผู้เขียนอยากพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้คือเรื่อง “คู่กรรม”/”โหมโรง”และ”บางกอก 2485″

เรื่องคู่กรรมนั้นเป็นจินตนาการผสมเค้าความจริงซึ่ง “ทมยันตี” เขียนไว้นานแล้ว(ความจริงนามปากกาของเธอไม่มีเครื่องหมายอัญประกาศคร่อมเลย แต่ที่เขียนคร่อมไว้เพื่อให้เห็นเด่นชัดขึ้นเท่านั้น)นักเขียนสตรีผู้นี้เป็นขวัญใจนักอ่านผู้มีชื่อเสียงและผลงานแพร่หลายเป็นที่ที่นิยมกว้างขวางยาวนานมาก เรื่องของเธอไม่ว่าในในนาม กนกเรฃา โรสลาเรน (ที่เปิดเผยทั่วไปแล้ว การเอ่ยถึงใที่นี้จึงเป็นการยกย่องไม่ถือเป็นการละเมิดโดยไร้มารยาทและจรรยาบรรณอย่างที่นักข่าววรรณกรรมบางคนในยุคใหม่ไม่สู้คำนึง) แต่ละเรื่องต่างได้รับการตีพิมพ์ซ้ำมากมายหลายครั้งมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครนับครั้งไม่ถ้วน

เฉพาะภาพยนตร์ที่ผู้เขียนจำได้ ก็มีคู่พระนาง วรุฒ วรธรรม-จินตหรา สุขพัฒน์ ละครโทรทัศน์ที่คู่ธงไชย แมคอินไตย์-กมลชนก โกมลฐิติ จนกระทั่งละครโทรทัศน์ที่คู่ ศรราม เทพพิทักษ์-พรชิตา ณสงขลา กำลังแสดงฝีมืออยู่ขณะนี้ (กุมภาพันธ์) เมื่อปลายปี 2546ผู้เขียนโชคดีมากที่ชมรมผู้พิพากษาศาลครอบครัวและเยาวชนกลาง (ถ้าจำชื่อกลุ่มผิดไปต้องขออภัย)จัดแสดงรอบการกุศล ละครเพลงเรื่องคู่กรรมขึ้นที่โรงละครกรุงเทพ(ท่านที่ไม่เคยดูละครสมัยใหม่หรือไม่เคยไปชมละครที่โรงแห่งนี้ควรจะได้ไปชมเพราะการแสดงสมัยนี้ไม่ต้องบอกบท แสดงได้รวดเร็วทันใจและแนบเนียนไม่ต้องรอการเปลี่ยนฉากนานอย่างสมัยก่อน เพราะเทคนิคการเปลี่ยนฉากเดี๋ยวนี้เขาทำได้รวดเร็ว-แนบเนียนเสมือนคนดูเข้าไปอยู่ในบรรยากาศนั้นเลย )ผู้เขียนยังซาบซึ้งในการแสดงของพระนางคู่นี้อยู่เลย เพราะชาวญี่ปุ่นที่แสดงเป็น “โกโบริ” นั้นแสดงเป็นญี่ปุ่นพูดภาษาไทยไม่ชัดสมจริงแท้ๆ และการวางตัวได้อย่างไม่มีที่ติ
แถมยังร้องเพลงไทยอย่างที่คนญี่ปุ่นที่พูดไทยไม่ชัดได้อย่างดีอีกด้วย

ที่เราหลายคนที่ได้ชมละครรอบพิเศษนั้นประทับใจมากที่สุดคือบทบาทฃอง “อังศุมาลิน”อันน่ารักและแนบเนียนรวมทั้งเสียงร้องเพลงที่แสนไพเราะของ ธีรนัย ณ หนองคาย ธีรนัยมีแก้วเสียงขั้นดีที่ผู้เขียนคิดว่าเพลงที่เธอร้องควรได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างและน่ายินดีที่ได้ทราบมาว่า การเพียรพยายามทำเรื่องนี้เป็นละครเพลงเป็นการร่วมมือของคนจำนวนมากที่ต้องใช้ความสามารถมหาศาล ไม่ว่าผู้สร้าง-ผู้ทำบท-ผู้กำกับผู้แต่งเพลง ฯลฯ ซึ่งถ้าจำไม่ผิดเป็นทีมงานทั้งชาวต่างประเทศและคนไทยผู้สามารถทีมใหญ่มากเมื่อการแสดงจบลง จึงเป็นความเสียดายที่คนไทยน่าจะได้ชมละครเพลงเรื่องที่คนไทยรู้จักดีเรื่องนี้อย่างยิ่งมากกว่าที่แสดงเพียงรอบเดียว

ผู้เขียนได้ยินแว่วๆ ว่าละครเพลงเรื่องนี้ จะกลับมาแสดงจริงจังในเร็วๆ นี้ ถ้าเป็นดังนั้นผู้เขียนจะขอป่าวร้องให้คนไปชมมากๆ เพราะรสของ “ละครเพลง” ถือเป็นการรวมศิลปะแขนงต่างๆมารวมกัน ยากที่ผู้ไม่มีความสามารถเพียงพอจะทำได้ และพวกเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย

ผู้เขียนเคยติดใจละครเพลงเรื่องสำคัญที่ยิ่งใหญ่ของชาว “เอกแซคท์” หรือชาว “แกรมมี” คือ”บัลลังก์เมฆ” มาแล้ว อยากเห็นผลงานการแสดงที่ทุ่มเทมากเรื่องนั้นนั้นในรูปวีดีโอและวีซีดีเพื่อเก็บไว้ให้อนุชนได้ช่วยชื่นชมด้วย พอลูกชายคนโตจองตั๋วละครเพลงเรื่องใหม่ชื่อ “บางกอก 2485″ไว้เผื่อ จึงดีใจที่ได้ไปชื่นชมการทุ่มเทการสร้างการแสดงเรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่เน้นให้เห็นความรู้สึกนึกคิดบางส่วนที่สะท้อนภาพของประวัติศาสตร์ชาติไทยในยามที่บ้านเมืองถูกดึงเข้าสู่สงคราม มีญี่ปุ่นมายุ่มย่ามในชีวิตความเป็นอยู่ของไทยถึงกับมีการชี้นำให้รัฐบาลไทยในยุคนั้นต้องมาย่ำยีวิถีชีวิตอันเป็นวัฒนธรรมของชาติมากมายหลายประการ ในยุคโปรประกันดาว่า “ยุคมาลานำไทยไปสู่มหาอำนาจ” ซึ่งมีคำขวัญชูว่า “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย”แต่เดชะบุญพระบารมีพระสยามเทวาธิราชและพระบารมีบรรพกษัตริย์ไทย ชาติจึงรอดปลอดภัยโดยไทยไม่ตกไปเป็นทาสทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของ “มหาอำนาจ” มากกว่านี้

นอกจากนั้น สิ่งสำคัญยิ่งที่คนไทยในยุคนี้และในอนาคตจะต้องตระหนักและสำเนียกอย่างยิ่งคือบุญคุณที่คนไทยส่วนหนึ่งที่พลีชีวิตปกป้องประเทศชาติไว้ด้วยวิญญาณรักชาติรักอธิปไตยคือกลุ่มบุคคลที่คนไทยบางส่วนลืมไปแล้ว “เสรีไทย” ที่มีกล่าวถึงบ้างประปรายในนวนิยายภาพยนต์และละครบางเรื่อง เช่นในเรื่อง คู่กรรม สตางค์ พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ หรือในเรื่องบางกอก 2485ที่กล่าวถึงความเจ็บช้ำที่โรงละครเฉลิมรัฐ (ในเรื่อง)และการบันเทิงไทยได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแสนสาหัส

ที่ผู้เขียนอยากเขียนถึงมากที่สุดตอนนี้คือภาพยนต์ไทยที่สร้างโดยคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ อิทธิสุนทรวิชัยลักษณ์ ซึ่งได้ใช้วิญญาณความเป็นคนไทยคนหนึ่งใช้จินตนาการประกอบการค้นคว้าเลียนชีวประวัติฃอง หลวงประดิษฐ์ไพเราะ-ศร ศิลปบรรเลงครูดนตรีไทยที่น่าเคารพยิ่งผู้หนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5-6-7 แปลงมาใส่วิญญาณดนตรีไทย(โดยเฉพาะระนาดเอก ความจริงท่านครูเชี่ยวชาญหลายอย่าง โดยเฉพาะซอ)ทำให้ดนตรีไทยมาอวดความงามอลังการได้ แม้ว่าไม่ “โดนใจวัยโจ๋” ในตอนแรกแต่เมื่อมีผู้ช่วยกันส่งเสริม ด้วยการกล่าวขวัญถึงทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์และสื่อมวลชนหลายแขนงก็ช่วยให้ภาพยนต์เรื่องนี้ที่เป็นเรื่องดีแต่ขาดการเอาใจใส่ดูแล ได้กลับมีลมหายใจขึ้นมาอย่างน่ายินดี

ผู้เขียนชมภาพยนต์เรื่อง “โหมโรง” ด้วยความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แสดงวัฒนธรรมไทยได้อย่างวิเศษดนตรีไทยคือวิญญาณอันล้ำลึกของชนที่เรียกว่า “ชาติไทย” อย่างชัดเจน ปลูกฝัง “ความเป็นคน”ที่งดงาม อ่อนหวาน ที่ผู้เขียนอยากเน้นที่สุดคือ “มีคุณธรรม”แทรกอยู่ในวัฒนธรรมการดนตรีไทยนี้มากเหลือเกิน สอนให้รู้ว่าสิ่งดีๆ นั้นได้มาด้วยความยากต้องใฝ่ใจ มีความรัก ต้องฝึกฝน ต้องเคารพครูบาอาจารย์ทั้งที่เป็น “บุคคล” และ “สิ่งของ”คือเครื่องดนตรีและครูที่เป็น “วิญญาณ” ทางศิลปะไทย เช่น หัวโขน พ่อแก่หรือพ่อครู
เราจะเห็นคนดนตรีไทยไหว้เครื่องดนตรีโดยไม่ข้ามกรายไหว้ครูดนตรีทั้งในอดีตและปัจจุบันด้วยความคารวะ แม้จะประกวดประชันกันแทบจะกินเลือดกินเนื้อแต่เมื่อเวลาแพ้ชนะกันแล้ว ต้องเคารพและให้อภัยกัน(เหมือนนักมวยรุ่นน้องที่เข้าไปกราบขออภัยรุ่นพี่ที่ได้ล่วงเกินด้วยการเตะถีบมาในการแข่งขัน)

ผู้เขียนจึงรู้สึกยินดีที่กระทวงวัฒนธรรมและกระทรวงการต่างประเทศรีบคว้าโอกาสมาช่วยส่งเสริมภาพยนต์เรื่องนี้บ้าง แม้ในตอนที่เกือบสายไปก็ยังดีที่ทางราชการไม่ได้ลงทุนลงแรงเท่าที่ควร แต่ได้รีบฉวยโอกาสได้ทันก่อนที่ผู้ใฝ่ทำดีที่ผู้นำของดีของชาติออกมาเชิดชูจะสิ้นกำลังใจและสิ้นใจไปเสียก่อนซึ่งก็นับเป็นการทำคุณที่มี “คุณค่า” ที่ได้ผลพอสมควรเพราะยื่นมือมาคว้าในยามที่เสมือนคนกำลังจะจมน้ำตาย ให้มีโอกาสหายใจได้อีกครั้ง

ขอปรบมือให้ อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์-ผู้ริเริ่มและลงมือทำงานชิ้นยากให้สำเร็จ ครูดนตรีหลายฝ่ายโดยเฉพาะคุณณรงฤทธิ์ โตสง่าที่ทั้งแสดงบทบาทขุนอินได้ยอดเยี่ยมและได้แสดงฝีมือระนาดได้เป็นที่ประจักษ์กลายเป็นดารายอดนิยม ต้องหอบระนาดไปแสดงฝีมือที่โน่นที่นี่ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยแต่ควรแก่ความภาคภูมิใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้จุดประกายอย่าง คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดาและสื่อทุกแขนงที่ควรภูมิใจที่ท่านได้ทำหน้าที่คนไทยได้เหมาะสมแล้ว ไม่เสียชาติที่เกิดมาเป็นคนไทยเพราะคนไทยมีหน้าที่ต้องอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติเท่ากันทุกคน



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2547
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/JErkN

Follow autoinfo.co.th