บทความ

(7398) จบปี ’46


เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของปี 2546 พอดิบพอดี ซึ่งนั่นก็หมายความว่า วันเวลาของปี 2546
ตลอดทั้งปี ได้มาสิ้นสุดลงแล้วในเดือนนี้

ตลอดทั้งปีน่าจะมีอะไรๆ ที่คู่ควรแก่การบันทึก เพื่อความทรงจำอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย
จะบอกเสียทีเดียวว่า ในกอไผ่ไม่มีอะไรเลย คงไม่ใช่เช่นนั้นอย่างแน่นอน

เรื่องที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรก ก็คือ การประชุมเอเปค ครั้งที่ 11
อันเป็นการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจของเขตเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิครวม 21 เขต
ซึ่งประเทศไทยได้หน้า ได้ตา ในฐานะเป็นประเทศเจ้าภาพจัดการประชุม
การประชุมครั้งนี้จัดให้มีการประชุมในหลายระดับคณะ เช่น ระดับเจ้าหน้าที่ชั้นสูง ระดับรัฐมนตรี
และระดับผู้บริหารสูงสุด ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ที่ขนานนามเป็นพิเศษว่า
เป็นระดับ “ซีอีโอ” และลงท้ายด้วยการประชุมระดับผู้นำสูงสุดของเขตเศรษฐกิจ ในวันที่ 20-21 ตุลาคม
2546 การประชุมมีการจัดประชุมขึ้นในหลายแห่งของประเทศ เช่น ที่ ขอนแก่น ภูเก็ต และกรุงเทพ ฯ

เนื้อหาสาระหรือผลที่จะเกิดขึ้นจากการประชุมครั้งนี้ยากที่จะประเมินออกมาเป็นรูปธรรม
เพราะมีความหลากหลายมากเหลือเกินจนยากที่จะเข้าใจกันอย่างถ่องแท้ ที่พอจะรับรู้กันอยู่บ้าง
ก็แค่ที่ว่าในอนาคตข้างหน้าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ จะมีความร่วมมือกัน
เพื่อทำความตกลงในเรื่องการค้าเสรีระหว่างประเทศเท่านั้น นอกนั้นเป็นเรื่องของการโพรโมท “ยาหอม”
ยี่ห้อต่างๆ เท่านั้น

ต้องเข้าใจกันเสียหน่อยว่า ทำไมการประชุมคราวนี้ถึงไม่ใช้คำจำกัดความว่า เป็นการประชุมร่วมของ
21 ประเทศ
ก็เพราะว่าในกลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมมีบางประเทศมีฐานะเป็นเพียงเขตปกครองพิเศษของอีกประเทศหนึ่
ง เช่น ฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
และไต้หวันถึงแม้โดยสภาพจะไม่ใช่ดินแดนในการปกครองของจีน
แต่ก็ไม่สามารถจะเรียกเป็นประเทศได้ด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ
ขืนเรียกเป็นประเทศจะกลายเป็นปัญหาขัดแย้งระหว่างประเทศขึ้นมา ตกลงเลยเรียกเหมาๆ เอาเป็น
“เขตเศรษฐกิจ” ก็แล้วกัน ซึ่งทั้งหมดก็มีอยู่ด้วยกัน รวม 21 เขตเศรษฐกิจ คือ
รัสเซีย/ญี่ปุ่น/เกาหลี/จีน/ไต้หวัน/ฮ่องกง/เวียดนาม/ไทย/มาเลเซีย/
สิงคโปร์/บรูไน/อินโดนีเซีย/ฟิลิปปินส์/ปาปัวนิวกินี/ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์/แคนาดา/สหรัฐอเมริกา/เมก
ซิโก/เปรู และชิลี เอาแผนที่มากางดูก็จะเห็นว่าเขตเศรษฐกิจเหล่านี้
ล้วนแล้วแต่มีพื้นที่ติดอยู่กับมหาสมุทรแปซิฟิคทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในทวีปเอเชีย/อเมริกาเหนือ/อเมริกากลาง/อเมริกาใต้ รวมถึงออสเตรเลีย
ว่าไปแล้วก็กินเนื้อที่ถึง 5 ทวีปทีเดียว

ไฮไลท์ของการประชุมเอเปค อยู่ที่การประชุมในวันที่ 20-21 ตุลาคม
เพราะมีผู้นำระดับสุดยอดของโลกมาประชุมร่วมกันถึง 21 ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานาธิบดี
จอร์จ ดับเบิลยู บูช ของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ประธานาธิบดี
หูจินเทา ของสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายกรัฐมนตรี คูอิซูมิ แห่งประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรี
มหาเดร์ มูฮัมหมัด ของมาเลเซีย ซึ่งต้องถือว่ามีความหมายเอามากๆ
สำหรับประเทศไทยเราที่เป็นเจ้าภาพ

สุดยอดความยิ่งใหญ่มาพบปะกันในเมืองไทย ไทยเรานอกจากจะได้หน้า ได้ตา เป็นอย่างมากแล้ว
ยังได้มีโอกาสได้แสดงศักยภาพในด้านอื่นๆ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกในโอกาสนี้ด้วย

ได้รับการเยินยอจากผู้นำประเทศทุกท่านว่า จัดการประชุมได้ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก
และยอดเยี่ยมกว่าทุกครั้งที่เคยจัดประชุมมา แม้แต่ในการจะจัดประชุมเอเปคคราวหน้าที่ประเทศเปรู
ประธานาธิบดีแห่งเปรู ยังออกปากหนักใจ กลัวว่าจะจัดได้ไม่ดีเท่าที่ประเทศไทยจัด

สามารถจัดการแสดงขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
ซึ่งจำลองจากพระราชพิธีได้อย่างอลังการและน่าประทับใจเป็นที่สุด ในความยิ่งใหญ่ ที่โอกาสอย่างนี้
ใช่ว่าจะได้พบได้เห็นกันบ่อยครั้งนักในชั่วชีวิตนี้

สามารถเนรมิตถนนหนทางและสถานที่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพ ฯ
ที่อาจจะอยู่ในสายตาของผู้เข้ามาร่วมประชุม ให้สวยสดงดงามเหมือนเมืองสวรรค์ไปหมด
ในเรื่องนี้ถึงจะมี เสียงเล่า เสียงลือ กันบ้างว่า เป็นการกระทำแบบ “ผักชีโรยหน้า”
ซึ่งต้องลงทุนใช้จ่ายไปเป็นจำนวนพันๆ ล้านบาทก็ตามที
แต่ก็ต้องถือว่าเป็นบุญตาของประชาชนคนไทยโดยอานิสงค์ด้วย ก็แล้วกัน

ทำให้กรุงเทพ ฯ กลายเป็นเมืองที่ปลอดจากคนเร่ร่อนและสุนัขจรจัด ได้อย่างน่าพิศวง
และรวมทั้งน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ช่วยยกระดับพ่อค้า แม่ค้า คนขับรถแทกซี รถสามล้อเครื่อง
ให้สามารถพูดภาษาอังกฤษ โต้ตอบ กับชาวต่างประเทศ ได้ถ้วนหน้า

ทำให้คนต่างชาติต่างภาษาได้มีโอกาสเห็นและรับรู้ว่า สินค้า 1 ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล ที่เรียกว่า “โอทอพ”
ในเมืองไทยเรานั้น สุดแสนที่จะวิเศษ และมีคุณค่ามหาศาล
อย่างเสื้อผ้าไหมยกทองของชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์
ที่รัฐบาลเอามาตัดเป็นเสื้อมอบให้กับผู้นำประเทศทั้ง 21 ท่าน ใส่เข้าร่วมประช
ุมเป็นที่ระลึกนั้นมีมูลค่าถึงตัวละเฉียดๆ 100,000 บาท ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นเสื้อที่แพงที่สุดในโลกก็ว่าได้

ที่คนกรุงเทพ ฯ ออกจะมีความรู้สึกที่ไม่สู้จะเป็นมงคลนัก ก็คงเป็นเรื่องเดียว
ก็คือเรื่องระหว่างที่ผู้นำประเทศทั้งหลายเดินทางมาถึงประเทศไทย
เดินทางไปประชุมเดินทางไปรับการรับรองต่างๆ นานา รวมจนถึงการเดินทางกลับ
ทำไมถึงต้องปิดการจราจรกันให้วุ่นวายไปหมด ปิดอย่างไม่เข้าท่าบ้าง เข้าท่าบ้าง ทำให้รถติด
การจราจรดับอย่างยาวนานเกินความจำเป็น คราวหน้าคราวหลังถ้าจะมีกิจกรรมอย่างนี้อีก
น่าจะต้องใช้สมองในการทำงานกันให้มากกว่านี้สักหน่อยก็จะดี

เรื่องของเอเปค ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดแห่งปีก็คงจะมีกันแค่นี้

แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะต้องมีการบันทึกเอาไว้เป็นไฮไลท์ของปี 2546 ด้วย

ป้ายทะเบียนรถยนต์ หมายเลข ษง 9999 ซึ่งโดยปกติจะมีมูลค่าอย่างเป็นทางการเพียง 200 บาท
แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลชุดนี้ ได้สร้างมูลค่าใหม่ให้กับทะเบียนหมายเลขนี้
เป็นมูลค่าถึง 4 ล้านบาท สูงสุด แพงที่สุด จนแม้แต่ บุค ออฟ เรคอร์ด ก็ยังไม่อยากจะบันทึกเอาไว้
เพราะไม่เข้าท่าเป็นที่สุดนั่นเอง



------------------------------
เรื่องโดย : "หลวงเลียบเมือง" formula
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2546
คอลัมน์ : บทความ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/p3888
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th