บทความ

รณชัย จินวัฒนาภรณ์


การประชุมเอเปค 2003 ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพที่มีกลุ่มผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค เข้าร่วมประชุมโดยการจัดประชุมดังกล่าวได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งภาครัฐและเอกชน

ยนตรกิจ กรุพ เป็นบริษัทรถยนต์ที่ให้การสนับสนุนรถ 2 ยี่ห้อ คือ เอาดี และโฟล์คสวาเกนเพื่อใช้เป็นพาหนะของผู้เข้าร่วมประชุมเอเปค 2003

“ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ รณชัย จินวัฒนาภรณ์ กรรมการบริหาร บริษัท ไทยยานยนตร์ จำกัดตัวแทนจำหน่าย โฟล์คสวาเกน

ฟอร์มูลา : ในการประชุมเอเปค 2003 ยนตรกิจ ฯ ร่วมสนับสนุนรถรุ่นใดบ้าง ?

รณชัย : ยนตรกิจ กรุพ ได้นำรถ เอาดี และโฟล์คสวาเกน ร่วมสนับสนุนเนื่องจากรถทั้งสองรุ่นมีทั้งความหรูหรา สมรรถนะ และภาพลักษณ์ที่ดี

ฟอร์มูลา : โฟล์คสวาเกน ให้การสนับสนุนรถรุ่นใด ?

รณชัย : นำรถ โฟล์คสวาเกน คาราเวลล์ วี 6 เข้าร่วมทั้งหมด 42 คัน ใช้งาน 4 จังหวัด คือ ขอนแก่นเชียงใหม่ ภูเก็ต และกรุงเทพ ฯ ซึ่งรถ โฟล์ค ฯ ถือว่าเป็นรถที่มีความพิเศษกว่ารถยี่ห้ออื่นที่ให้การสนับสนุนเนื่องจากเป็นรถขนาดใหญ่ ดูภูมิฐานสมรรถนะที่ดี วางใจได้ รัฐบาลก็ต้องคัดเลือกอย่างมากเพราะรถซีดานถ้าต้องเดินทางเป็นหมู่คณะหรือมีการพูดคุยระหว่างเดินทางก็ไม่ค่อยสะดวก
ดังนั้นจึงต้องเลือกว่ารถที่สามารถประชุมในรถได้ เปิดวีซีดี หรือเตรียมพร้อมก่อนเข้าประชุมและก็ไม่มีรถรุ่นไหน นอกจาก คาราเวลล์ รุ่นนี้ได้รับการตกแต่งพิเศษเป็น 8 ที่นั่งเพิ่มพื้นที่ใช้สอยใส่สัมภาระ พร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์วีซีดี เครื่องเสียง ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศจึงได้พิจารณาอย่างรอบคอบที่เลือกสรรใช้ คาราเวลล์ นอกจากนี้ในเรื่องของภาพลักษณ์แล้ว โฟล์คสวาเกนได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มของระดับผู้นำประเทศ

ฟอร์มูลา : สำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้คิดว่าจะได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง ?

รณชัย : หลังจากสิ้นสุดการประชุมเอเปคครั้งนี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของ โฟล์คสวาเกน ดีขึ้นเนื่องจากโฟล์ค ฯ เน้นเรื่องภาพลักษณ์มาก เห็นได้จากการทำตลาด จะเป็นตลาดนิชมาร์เกทตลาดผู้นำระดับวีไอพี และการประชุมในครั้งนี้ เหมาะสมกับภาพลักษณ์

สิ่งที่จะได้เห็นคือภาพลักษณ์ของ โฟล์คสวาเกน ว่าปัจจุบันได้มีการพัฒนาขึ้นมาเป็นรถระดับหรูมีภาพลักษณ์ที่ดีจากเดิม โฟล์คสวาเกน ถ้าแปลออกมาตรงตัวก็คือ รถพีเพิลคาร์ ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้วเป็นรถที่มีภาพลักษณ์แล้ว ดังนั้นการประชุมในครั้งนี้สิ่งที่ได้รับคือภาพลักษณ์และผู้ที่นั่งรถของเราก็เกิดความประทับใจการประชุมที่ผ่านมาก็มีผู้นำหลายท่านสนใจจะสั่งชุดแต่งเหล่านี้ไปใช้ในประเทศของเขา

นับว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ ยนตรกิจ กรุพ มีโอกาสเข้าไปร่วมในการประชุมระดับโลกและได้รับการไว้วางใจสินค้าในเครือ 2 แบรนด์ รู้สึกภูมิใจที่มีสินค้าดี และประโยชน์ที่ตามมาคือภาพลักษณ์ทั้งตัวบริษัทเองและสินค้า ที่จะนำไปใช้ในเรื่องการตลาดในอนาคตแต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จทางการตลาด การขาย ไม่ได้อยู่ที่ภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียวแต่ต้องมีองค์ประกอบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน จังหวะ การบริการหลังการขาย

ฟอร์มูลา : การตกแต่งเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ บริษัททำเองใช่หรือไม่ ?

รณชัย : การตกแต่งครั้งนี้สิ่งที่คำนึงถึงมากที่สุด คือ ความปลอดภัยอุปกรณ์ที่ตกแต่งใหม่ทั้งหมดนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานเดิม นั่นคือ ตัวยึดเกาะเก้าอี้จะอยู่บนฐานเดิมของโฟล์คสวาเกน ทั้งหมดที่มีมา ซึ่งไม่สามารถไปเจาะพื้นแล้วเจาะร้อยนอทใหม่เหมือนกับรถตู้ที่ทำโดยทั่วไป ที่อยากจะวางเก้าอี้ตรงไหนก็วางแต่ของเราเป็นพื้นฐานจากโรงงานทั้งหมด และอุปกรณ์โครงสร้างทั้งหมดก็เป็นของจากโรงงานเพียงแต่เก้าอี้นั้นได้มีการตกแต่งให้หรูหราเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น

ปัจจุบันรถที่ตกแต่งนั้น ยนตรกิจ ได้มีการจัดจำหน่ายแล้ว แต่เดิม 8 ที่นั่งไม่เคยทำมีแต่ร้านตกแต่งรับไปทำ จนกระทั่งเห็นว่ารถที่บริษัทจำหน่ายไปเป็น 11 ที่นั่ง แล้วคนนำไปตกแต่งซึ่งหากเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุ คนจะมองว่ารถ โฟล์คสวาเกน ไม่ปลอดภัยจึงได้มีการศึกษาร่วมกับต่างประเทศทำ 8 ที่นั่ง เพื่อให้เกิดความปลอดภัย เพราะคนไทยชอบรถ 8 ที่นั่งแต่ก็เพิ่งทำได้ 1-2 ปีเท่านั้น

หลังจากที่ได้มีการตกแต่งเป็นรถ 8 ที่นั่งแล้ว ได้รับความนิยมอย่างมากปัจจุบัน 80-90 %ของรถที่ลูกค้าซื้อไปนั้นจะเป็นรถ 8 ที่นั่ง โดยมีราคาเพิ่มขึ้นอีก 280,000 บาทรวมอุปกรณ์ตกแต่งและภาษีสรรพสามิต แต่รถรุ่นนี้บริษัทหยุดรับจองแล้วเนื่องจากมีออร์เดอร์เต็มไปถึงปลายปี

ฟอร์มูลา : ถ้าเช่นนั้นในปีหน้า โฟล์คสวาเกน เตรียมรถใหม่เข้ามาเสริมทัพอีกกี่รุ่น ?

รณชัย : ปีหน้าจะมีรหัส ที 5 เข้ามา เพราะในรุ่นเก่าใช้รหัส ที 4 ซึ่งเป็นรถรูปโฉมใหม่ เป็นโมเดลเชนจ์แต่ในเรื่องของเครื่องยนต์นั้นกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะเป็นเครื่องแบบไหนแต่ยังเป็นรถช่วงยาวเหมือนเดิม โดยนอกจากนี้แล้วในปีหน้ายังพิจารณาอยู่เพราะถ้ามองแล้วมีรถรุ่นใหม่ออกมาแล้ว อย่างเช่น กอล์ฟ แต่ยังติดปัญหาเรื่องของค่าเงินยูโรซึ่งหากนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยจะมีราคาแพงมากจากอัตราราคาของเงินยูโร สมมติว่ารถราคา ประมาณ 1.2 หมื่นยูโร ในอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญยูโรเท่ากับ 48 บาท คือ 576,000 บาท แต่รวมภาษีนำเข้าอีก รถรุ่นนี้จะมีราคา 1.9 ล้านบาท ซึ่งถ้านำเข้ามาจำหน่ายแล้วมีราคาที่ค่อนข้างแพงมาก ดังนั้นปัญหาสำคัญคือ อัตราแลกเปลี่ยน

นโยบายจึงต้องดูว่าค่าเงินจะแกว่งอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่นอน คือ ที 5 ต้องทำตลาดอย่างแน่นอน เพราะรถ โฟล์คสวาเกน คาราเวลล์ เป็นเจ้าตลาดรถตู้ระดับสูง ที่ไม่มีคู่แข่งในตลาด ส่วนรถบางยี่ห้อเป็น 7 ที่นั่ง เป็นรถคนละตลาดกัน ส่วนใหญ่จะถูกจัดวางเป็นรถ เอมพีวี

ฟอร์มูลา : ในปีหน้าการแข่งขันของ โฟล์คสวาเกน จะมีปัญหามากน้อยเพียงใด เพราะมีรถใหม่ ที 5เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น ?

รณชัย : โฟล์ค ฯ มี พัสสาท ซีเคดี ซึ่งในต่างประเทศในปี 2548 จะโมเดลเชนจ์ และที่ผ่านมานับว่าพัสสาท ทีดีไอ ยังได้รับความนิยมจากลูกค้าอยู่ และในส่วนของเครื่องยนต์ 2.3 วี 5บริษัทต้องเปลี่ยนแนวทางการทำตลาดโดยให้ข้อมูลสินค้ากับตลาดมากขึ้นเนื่องจากเริ่มมองเห็นปัญหาแล้วว่า คำว่าเครื่องยนต์ วี 5 นั้น ความจริงเป็นเครื่องยนต์โครงสร้าง วี 5 สูบ แต่คนเข้าใจว่าเป็นรหัส ซึ่งความจริงแล้วรถเก๋งที่ใช้เครื่องยนต์วี มีไม่กี่คันในประเทศไทยแต่ถ้าคันไหนใส่เครื่องวี ก็จะมีราคาแพง ซึ่งอยู่ในรถยนต์ระดับซูเพอร์คาร์เท่านั้น

ฟอร์มูลา : กลยุทธ์การตลาดที่วางไว้จะเป็นอย่างไร ?

รณชัย : การตลาดแน่นอนว่าต้องมอง 4 P โดยอันดับแรกคือ โพรดัคท์ มีอยู่แล้ว จะติดในเรื่องราคาสินค้าจะขายราคาสูงไปได้ดีก็ต่อเมื่อภาพลักษณ์เริ่มไปได้แล้วดังนั้นเมื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับลูกค้าในตัวสินค้าแล้วยังต้องเร่งเรื่องการสร้างภาพลักษณ์

ฟอร์มูลา : ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนมีการผันผวนสูงขึ้นอยู่เรื่อยๆ จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ?

รณชัย : ต้องใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน โฟล์ค ฯใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพียงยางรถยนต์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นและจำนวนการขายก็ยังไม่เหมาะกับการลงทุนโดยเฉพาะในเรื่องของชิ้นส่วนจะต้องมีการวิจัยและพัฒนาอย่างมากซึ่งบริษัทได้ขอให้บริษัทแม่ช่วยพิจารณาถึงแม้ตลาดจะเล็ก แต่นั่นก็หมายถึงภาพลักษณ์ของ โฟล์ค ฯ ในประเทศ ที่มีประชากรกว่า 60 ล้านคน การทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็อาจจะเกิดผลดีขึ้น

ในระยะยาวการแก้ไขปัญหาอัตราค่าเงินนั้นต้องเป็นการเพิ่มชิ้นส่วนในประเทศ ตัวอย่างรถญี่ปุ่นปัจจุบันใช้ชิ้นส่วนในประเทศเกือบ 100 % แล้ว รถยุโรปที่ประกอบในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 30-40 % นั่นคือข้อเสียเปรียบอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งความจริงแล้วบริษัทอยากแข่งขัน และลุยให้เต็มที่แต่ยังไม่พร้อม เหมือนขาดอาวุธ ช่วงนี้จึงต้องเก็บสะสมอาวุธ ฝึกพนักงานให้พร้อมและเมื่อมีอาวุธนั่นหมายถึงจะสามารถแข่งขันได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ โฟล์ค ฯ กำลังพัฒนา คือ บริการหลังการขายโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการลงทุนในเรื่องของเครื่องมือพิเศษที่สามารถใช้ได้กับรถในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีค่อนข้างสูง ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ของอะไหล่ เนื่องจาก โฟล์ค ฯได้มีการลงทุนศูนย์คลังสินค้าขนาดใหญ่ที่สิงคโปร์ ทำให้ปัจจุบันสามารถสั่งอะไหล่โดยตรงจากสิงคโปร์ช่วยให้เร็วขึ้นกว่าเดิมต้องสั่งที่เยอรมนี ใช้เวลานาน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพบุคลากรในเรื่องของเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวไปข้างหน้า

ฟอร์มูลา : มองสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในปีหน้าไว้อย่างไรบ้าง ?

รณชัย : ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนยังผันผวนอย่างนี้ รถยุโรปก็คงจะต้องใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเพิ่มขึ้นและรถนำเข้าสำเร็จรูปก็จะทำตลาดลำบากรถซีเคดีจะได้เปรียบโดยเฉพาะรถญี่ปุ่นจะได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากตั้งฐานผลิตในไทยหมดแล้ว
และใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 80-90 % ทำให้ได้เปรียบในเรื่องต้นทุน รถยุโรปจะลำบากโดยเฉพาะรถยุโรปที่ไม่มีการประกอบในประเทศจะลำบากมาก ตลาดที่จะเติบโตคือ ตลาดรถญี่ปุ่นนอกจากนี้ยังจะมีเรื่องของดอกเบี้ยที่ลดลง ส่งผลให้คนเริ่มใช้เงินเก็บมากขึ้นโดยเฉพาะคนระดับกลางและล่าง ซึ่งจุดนี้จะทำให้รถพิคอัพเติบโตขึ้นอีก และอีกเรื่องหนึ่งคือเป็นช่วงของจุดเปลี่ยนโมเดลของรถ ก็จะเสริมให้เกิดดีมานด์มากขึ้นโดยรถแต่ละคันจะมีอายุการใช้งาน แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดรวมของปีนี้จะอยู่ที่ 5 แสนกว่าคันหรือโตเพิ่มขึ้นจากปี 2545 ประมาณ 10 %



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : จินดา ลัยนันท์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2546
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/GPufN

Follow autoinfo.co.th