บทความ

คุมเข้ม5


ยิ้มชื่นมื่นกันถ้วนหน้า เมื่อยอดการขายรถยนต์รอบเจ็ดเดือนที่ผ่านมา ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องฉุดเอายอดรวมทั้งตลาดเติบโตถึง 35.3 % ขายรถป้ายแดงให้ออกมาติดบนถนนกันได้ถึง 292,153 คัน

นี่ขนาดหน้าฝนที่มีพายุฟ้าคะนอง น้ำท่วม ไต้ฝุ่น นะเนี่ย

ยิ่งเห็นปริมาณรถเพิ่มขึ้นทุกวัน ผู้เกี่ยวข้องด้านการจราจรก็ต้องสรรหามาตรการ ระเบียบข้อบังคับแผนงานต่างๆ ที่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อผ่อนคลายปัญหาการจราจร โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆแบ่งเป็นระยะสั้น เรื่องแรกกำหนดเพดานให้ตำรวจผู้ปฏิบัติงานจราจรได้รับเงินรางวัลจากค่าปรับจราจรเพิ่มจากเดือนละ 5,000บาท/คน เป็นไม่เกิน 10,000 บาท/คน และให้ผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจในการควบคุมการจราจรให้ได้รับเดือนละไม่เกิน 2,000 บาท

เงินรางวัลดังกล่าว ก็เพื่อเป็นแรงจูงใจ หรือกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ระดับผู้ปฏิบัติจราจรก็กราบเรียนผู้ใช้รถใช้ถนนเอาไว้ ว่าพี่เขาได้เงินรางวัลจากค่าปรับจราจรเพิ่มขึ้นพี่เขาก็ต้องเข้มงวดกวดขันกันเป็นธรรมดา ขับรถขับราก็ระมัดระวังเอาไว้บ้าง ทางโค้ง ทางลับตาก็อย่าพยายามแซงเส้นทึบ หรืออย่าพยายามลักไก่ไฟเหลือง ไฟเขียวเพราะพี่เขาจะมองเห็นแต่ไฟแดงเท่านั้น

จอดรถจอดราก็เหมือนกัน ทางโค้ง ขาว-แดง ป้ายห้ามจอด ก็สำรวจตรวจตราให้ถ้วนถี่ยอมจอดไกลกว่าสักหน่อย ยังดีกว่าทำธุระกลับมาเจอกระดาษแผ่นสีขาวเสียบกับที่ปัดน้ำฝนให้ต้องเป็นธุระนำเงินไปชำระถึงสถานีตำรวจให้วุ่นวาย

ระวังกันเอาเองนะครับ ที่นี่ได้แค่เตือนเท่านั้นแหละ เพราะกระผมเองก็โดนเป็นประจำเหมือกันขนาดลักไก่ไฟแดงกันเป็นขบวน พี่ท่านเรียกทั้งขบวนเกือบสิบคันแต่เลือกกระผมเพียงคันเดียวที่ได้รับเกียรติได้ใบสั่ง เหตุเพราะกระผมขับรถกระบะไม่ใช่รถเก๋งเหมือนคันอื่นๆ เรื่องนี้ประทับใจมิรู้ลืมจริงครับ

เรื่องที่สอง เรื่องนี้พูดกันมาตั้งแต่กระผมยังแก้ผ้าวิ่งเล่นน้ำฝนอยู่แน่ะ คือเรื่องการจัดตั้งศาลจราจรเพื่อให้เกิดความชัดเจนและความคล่องตัว

คราวนี้ได้ข้อยุติเสียทีว่าให้สำนักงานศาลยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ดำเนินการจัดตั้งศาลจราจรเรียกว่าเป็นเจ้าภาพ ว่าอย่างนั้นเถอะ โดยประสานกับสำนักงานเลขาธิการศาลยุติธรรมวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดวินัยจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนนโดยออกกฎหมายร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจรเพื่อให้มีศาลจราจรขึ้นมาโดยเฉพาะแยกออกจากศาลแขวง และนำวิธีการลงโทษอื่นมาใช้แทนการเปรียบเทียบปรับ

ขั้นเริ่มต้นคงยังใช้เปรียบเทียบปรับกันไปก่อนแหละครับ มาตรการอื่นอย่างเรื่องทำงานเพื่อสาธารณะประโยชน์เป็นการเปรียบเทียบปรับ โดยใช้ระยะเวลาตามกำหนดบ้านเรายังไม่ค่อยคุ้นเท่าไร เชื่อขนมรับทานก่อนได้เลยครับ ว่าค่าปรับขั้นต่ำหนึ่งพันบาทแน่นอน

แต่ก็คอยให้เป็นรูปเป็นร่างมากกว่านี้ จะสรรหานำมาเสนอต่อไป

เรื่องที่สาม การเพิ่มโทษกรณีเมาสุราในขณะขับรถ โดยต้องแก้ไขพระราชบัญญัติจราจรทางบก ปี 2522 และปรับปรุงตัวบทกฎหมายให้แถมด้วยการตรวจเลือดผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุถ้ามีแอลกอฮอล์อยู่ในเส้นเลือด ท่านว่าเอาให้หนักเข้าไว้

และในเมื่อมีศาลจราจรก็ต้องมีบทกำหนดโทษให้ผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรที่เมาสุราต้องไปทำงานสาธารณะทำงานบริการสังคมแทนการเปรียบเทียบปรับ

อันนี้ก็คงต้องดูกันนะครับ ว่าจะสำเร็จได้สักเมื่อไร

แต่อย่างว่าแหละครับ จำไว้อย่างเดียวว่า…เมาไม่กลับ…เอ้ย…เมาไม่ขับ…ดีที่สุด

เรื่องน่ารู้เรื่องต่อไป แบบว่าเตรียมล้อมคอกก่อนวัวหายนั่นแหละครับ

พอจำเรื่องไฟฟ้าดับในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเร็วๆ นี้ได้นะครับเหตุเกิดเพราะเกิดฟ้าผ่าลงที่โรงไฟฟ้าใกล้น้ำตกไนแองการา ในรัฐนิวยอร์คส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับครอบคลุมพื้นที่กว่า 9,300 ตารางไมล์ ประกอบด้วย 7 รัฐ คือ นิวยอร์ค นิวเจอร์ซีโอไฮโอ มิชิแกน คอนเนคทิคัท เพนซิลเวเนีย เวอร์มอนท์ แล้วลุกลามไปยังนครโตรอนโตและกรุงออตตาวา ในประเทศแคนาดา

เรื่องของเรื่องคือเมื่อโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ เกิดหลุดออกจากระบบทำให้โรงไฟฟ้าอื่นที่เดินเครื่องอยู่ในระบบขณะนั้นไม่สามารถจ่ายกำลังไฟฟ้าชดเชยส่วนที่ขาดไปได้เพียงพอส่งผลให้โรงไฟฟ้าที่เหลือจ่ายกำลังไฟฟ้าเกินพิกัด และเกิดการดับอย่างต่อเนื่องซึ่งโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นจะเป็นโรงไฟฟ้าประเภทนิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจึงสามารถเดินเครื่องกลับคืนสู่ระบบใหม่ได้ช้า อันเป็นคุณลักษณะของโรงไฟฟ้าทำให้เกิดไฟฟ้าดับสูงสุดประมาณ 30 ชั่วโมง รวมกำลังผลิตที่ขาดหายไปทั้งสิ้น 61,800 เมกะวัตต์

ของพี่ไทยเราเพื่อไม่ให้น้อยหน้า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตที่พึ่งได้ 24,450 เมกะวัตต์เมื่อเทียบกับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2546จำนวน 78,121 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่ามีกำลังผลิตสำรองเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 30ซึ่งเป็นปริมาณที่เหลืออยู่มากเพียงพอ

บ้านเราในปัจจุบัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีกำลังการผลิตสำรองพร้อมจ่ายทันที สปินนิงเรเซิร์ฟ ( SPINNING RESERVE) เท่ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในระบบประมาณ 700 เมกะวัตต์ซึ่งเมื่อโรงไฟฟ้าเกิดขัดข้อง 1 โรง กำลังผลิตสำรองที่เหลือจะสามารถจ่ายแทนได้ทันทีและหากมีผลต่อเนื่องทำให้โรงไฟฟ้าหลุดออกจากระบบเพิ่มมากขึ้น จะมีระบบป้องกันอัตโนมัติ
อันเดอร์ ฟรีเควนซี ลอด เชดดิง (UNDER FREQUENCY LOAD SHEDDING)เพื่อตัดโหลดบางส่วนออก โดยกระจายตัดโหลดไปทั่วประเทศตามความถี่ของระบบที่ต่ำลงเพื่อรักษาเสถียรภาพส่วนใหญ่ของระบบให้คงอยู่ เรียกง่ายๆ ว่าไม่ดับทั้งประเทศจะกระจายดับเป็นบางจุดเพื่อให้การจ่ายกระแสไฟฟ้าพอเพียง

อย่างไรก็ตามการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีแผนป้องกันไฟฟ้าดับ บแลคเอาท์ พรีเวนชันพแลน(BLACKOUT PREVENTION PLAN) และแผนการนำระบบกลับคืนสู่สภาวะปกติ บแลคเอาท์เรสโตราชัน พแลน (BLACKOUT RESTORATION PLAN) หากเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศจะทำการแยกจ่ายกระแสไฟฟ้าออกเป็นส่วนๆ ในทุกภาคโดยเริ่มจ่ายไฟฟ้าด้วยโรงไฟฟ้าพลังน้ำได้ภายใน 30 นาที และต่อด้วยโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซซึ่งสามารถสตาร์ทอัพ (START UP) ได้เร็ว จานั้นจะขนานระบบเพื่อเชื่อมโยงแต่ละพื้นที่เข้าเป็นระบบเดียวกันโดยจะมีความพร้อมในการจ่ายไฟได้ภายใน 4 ชั่วโมง ซึ่งจะทำการจ่ายไฟได้มากกว่าร้อยละ 50 ของประเทศ และหลังจากนั้นจะทยอยนำโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเข้าจ่ายไฟซึ่งจะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ทั้งหมดภายใน 8 ชั่วโมง

แต่มีคนแถวแหลมฉบังกับระยองเถียงมานะครับ ว่าการกระจายดับเป็นบางจุดน่ะอย่าให้ดับแถวนิคมอุตสาหกรรมไม่ได้หรือครับ เพราะถ้าต้องหยุดสายพานการผลิตหนหนึ่งๆ น่ะมันวุ่นวาย ดูอย่างสหรัฐอเมริกา ยังต้องเอารถที่อยู่ในสายพานการผลิต ช่วงที่ไฟฟ้าดับออกมาจากสายพาน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในโอกาสหน้าเพราะคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเขาเล่นแรง

ส่วนของพี่ไทย กว่าจะเริ่มต้นสายพานการผลิตใหม่ได้ แค่แผนกสีแผนกเดียว บางทีเป็นวันเชียวนะครับ

ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ก็ไม่รู้จะไปเรียกร้องเอาจากใครอีกต่างหาก

ต้องโทษเทวดาไปโน่น



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2546
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/0vRaC

Follow autoinfo.co.th