บทความ

อาหารแห่งความรัก


ก่อนผมเข้ากรุงเทพ ฯ เพลงจากเครื่องรับวิทยุหลอดระงมไปด้วยเสียงเพลงจาก “สุนทราภรณ์” (วงดนตรีกรมโฆษณาการขณะนั้น) เสียงขับกล่อมของ มัณฑนา โมรากุล, วินัย จุลละบุษปะ, ชวลี ช่วงวิทย์, เลิศ ประสมทรัพย์ คู่กับ ศรีสุดา รัชตะวรรณ พิมพ์ฝันไว้กับผมอย่างไม่รู้หาย
“

แหวนประดับก้อย” จากการแต่งของล้วน ควันธรรมกระหึ่มและดังมากในปีที่กรุงเทพ ฯ น้ำท่วมคือปี ๒๔๘๕ เป็นกระแสที่วิพากษ์วิจารณ์งานเพลงของล้วน ว่าเป็นบทที่เขียนด้วยเลือดที่หลั่งมาจากหัวใจ เขียนจากประสบการณ์แห่งชีวิตอันเจ็บอย่างร้าย เหมือนวงการเพลงวิจารณ์งานของ แอม-เสาวลักษณ์ เขียน “แค่เสียใจไม่พอ” อย่างไรอย่างนั้น

ในปีเดียวกัน สง่า อารัมภีร อายุ ๒๑ เขียนเพลงแรกให้กับชีวิตชื่อเพลง “บัวงาม” พร้อม ๆ กับพรานบูรพ์” เขียนเพลง “อยากจะรักสักครั้ง” ให้กับละครเรื่องชื่อเดียวกัน

ขณะที่ วิชัย โกกิลกนิษฐ หรือในนาม “ธาตรี” อายุ ๑๙ ปีได้รับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการกรมโฆษณาการ

ปีถัดมา สง่า อารัมภีร เริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมกับศิลปินค่ายละครคณะ “ศิวารมณ์” วงดนตรีที่ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างสูงมีด้วยกัน ๓ วง คือ วงดนตรีกรมโฆษณาการ ซึ่งมี เอื้อ สุนทรสนาน อายุ ๓๓ เป็นหัวหน้าวง, วงสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดย นารถ ถาวรบุตร อายุ ๓๘ เป็นหัวหน้า และวงดุริยะโยธิน ของกองทัพบก

สุรัฐ พุกกะเวส เป็นอีกคนที่ผมคุ้นเคยมากในขณะเขาเป็น บิ๊กบอส ของค่ายดาราไทย พิมพ์ และจำหน่ายหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์ ส่วนผมทำงานให้กับหนังสือพิมพ์เสียงอ่างทองที่ซอยวรพงษ์บางลำพู ในปี ๒๔๘๖ สุรัฐเรียนจบเตรียม ม.ธ.ก. รุ่น ๔ เริ่มเขียนเพลงแรก “หาดแสนสุข” ซึ่ง เวสสุนทรจามร เป็นผู้ให้แต่ง กับเพลง “ดอกไม้เมืองเหนือ” และเพลง “ราตรี” สองเพลงนี้เอื้อ สุนทรสนานเป็นคนให้แต่ง

วงดนตรี “สุนทราภรณ์” ไปปรากฏวงที่โรงภาพยนตร์โอเดียน สามแยก

แก้ว อัจฉริยกุล เขียนเพลงดัง “พรานทะเล” เป็นอีกคนเหมือนกันที่ผมคุ้นเคย ท่านผู้นี้เคยเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงภาพยนตร์เฉลิมเขตร์ เชิงสะพานกษัตรย์ศึก

ระหว่างสงครามโลก กรมโฆษณาการ ของรัฐบาลก็ต้องทำงานหนัก เพราะรัฐบาลมีกระบอกเสียงอยู่เพียงอย่างเดียว คลื่นวิทยุกรมโฆษณาการจะไปได้ทั่วประเทศหรือเปล่าผมไม่ทราบแต่ขณะเวลานั้นเป็นช่วงที่ผมอยู่จังหวัดนครปฐม กำลังศึกษามัธยมต้นและปลาย สามารถรับฟังได้ชัดเจน ซึ่งมีรายการปลุกใจอย่างรายการ “นายมั่น นายคง” ให้ฟังเป็นประจำ

การปลุกใจประชาชนรวมไปถึงงานเพลงของ วงดนตรีกรมโฆษณาการด้วย ซึ่งก็มีบทเพลงปลุกใจหลายเพลงเกิดขึ้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงที่ เอื้อ สุนทรสนานเขียนทำนองจากบทพระราชนิพนธ์ของ ร.๖ เช่นเพลง “ไทยรวมกำลัง”

“ไทยรวมกำลังตั้งมั่น จะสามารถป้องกันขันแข็ง ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง มายุทธ์แย้งก็จะปลาตไป ฯ”

หรือเพลง “คำปฏิญาณ” “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย ฯ”และเพลง “ไร้รักไร้ผล” “เรานี้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง ควรคำนึงถึงชาติ ศาสนา ไม่ควรให้เสียทีที่เกิดมา ในหมู่ประชาชาวไทย ฯ”

ปี ๙๑ ขณะที่ สุรัฐ พุกกะเวส แต่งเพลง “คูหาสวรรค์” ให้กับ วงดนตรี “สุนทราภรณ์” ผมเข้ากรุงเทพ ฯ เริ่มมาใช้ชีวิตเป็นคนกรุงเทพ ฯ ด้วยการเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๗ ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเชิงสะพานพุทธติดกับโรงเรียนเพาะช่าง และโรงเรียนเสาวภาเมื่อจบจากสวนกุหลาบ ผมก็ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นนักศึกษาในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ในช่วงเวลานี้ผมมีความคุ้นเคยกับวงดนตรี “สุนทราภรณ์” เป็นอย่างมาก

เนื่องจากผมเป็นดาราของมหาวิทยาลัย ความช่างพูดของผมทำให้ผมต้องรับหน้าที่เป็นโฆษกของมหาวิทยาลัย ชีวิตแห่งความเป็นโฆษกทำให้ผมคุ้นเคยกับหลาย ๆ สิ่ง นอกจากสุนทราภรณ์แล้ว ก็ยังได้รู้จักนักกีฬาดัง ๆ ของมหาวิทยาลัยทั้ง ธรรมศาสตร์และจุฬา

งานใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในรั้วเหลือง-แดง จะต้องมีวงดนตรีดังที่สุดของกรุงเทพ ฯ มาบรรเลงซึ่งก็หนีไม่พ้นวงดนตรี “สุนทราภรณ์” ซึ่งรับงานเป็นว่าเล่นทั้งงานมหาวิทยาลัยและงานลีลาศของสมัยนั้นบนเวทีลีลาศของสวนอัมพร และของสวนลุมพินี

วงดนตรีทหารเรือ หรือที่มีชื่อว่า วงดนตรีดุริยางค์กองทัพทหารเรือ โดยมี เนียน วิชิตนันท์ เป็นหัวหน้าวง เกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกคือเกิดในปี ๒๔๘๗ คนแต่งเพลงสำคัญคนหนึ่งเกิดที่นี่ด้วย เขาคือ ไพบูลย์ บุตรขัน ขณะนั้นอายุเพียง ๒๖ ปี มีนักร้องดัง ๆ หลายคน เช่น หนุ่มวัย ๑๘ปีชื่อ พยงค์ มุกดา และ สมยศ ทัศนพันธุ์

รวมทั้งคู่ที่ดังสุด ๆ คือ เฉลิม แก้วสมัย และ เอมอร วิเศษสุต วงดนตรีทหารเรือชอบเล่นที่สนามหลวงบ่อยที่สุดถือเป็นการคืนกำไรให้กับประชาชน จัดโดยกองทัพเรือเพลงเอก “น้ำตาแสงไต้” จากละครเรื่อง “พันท้ายนรสิงห์” แสดงที่ ศาลาเฉลิมไทยในปีเดียวกันเพลงนี้แต่งโดย สง่า อารัมภีร / เวทางค์ / เนรมิต / มารุต และ สุนทรียา ณ เวียงกาญจน์ พระเอกละครที่ขับร้องเพลงนี้คือ สุรสิทธิ สัตยวงศ์ ซึ่งแสดงเป็นพันท้ายนรสิงห์

ปีถัดมาคือปี ๘๘ หลังจากญี่ปุ่นยอมแพ้เพราะโดนลูกระเบิดร้ายแรงเรียกว่า ระเบิด ปรมณูสองลูก สองเมืองทั้ง ฮิโรชิมา และนางาซากิ ซึ่งถ้าเป็นสมัยนี้ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีประเทศไหนกล่าวหา สหรัฐอเมริกา มีอาวุธร้ายแรงไว้ในการครอบครองเป็นการคุกคามสันติภาพชาวโลกในปีนี้ มีคณะละครดังเกิดขึ้นอีกคณะหนึ่งนอกเหนือไปจาก “ศิวารมณ์” คือ “อัศวินการละคร”โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล-พระองค์ชายใหญ่ เป็นเจ้าของ มีนักแต่งเพลงที่สำคัญของคณะละครคือ ม.ล.ประพันธ์ สนิทวงศ์ และ สุรพล แสงเอก

เป็นห้วงเวลาเดียวกับ วงดนตรี “สุนทราภรณ์” ได้เพชรมาประดับวงอีก ๒ เม็ด คือ วินัย จุลละ บุษปะ และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ด้วยวัย ๑๖ปี เข้ารับราชการเป็นข้าราชการของกรมโฆษณาการเพ็ญศรี พุ่มชูศรี เมื่อได้เข้าเรียนที่ธรรมศาสตร์ก็เป็นอีกคนที่คุ้นเคยกับผม เธอเป็นลูกศิษย์ของครูเวส สุนทรจามร

เธอได้ร้องเพลงและได้บันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก คือเพลง “จันทร์ข้างแรม” เป็นบทพระนิพนธ์ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ขณะนั้นมีพระชนมพรรษาครบ ๓ รอบ

มัณฑนา โมรากุล นั้นเป็นคนกรุงเทพ ฯ โดยกำเนิด เกิดที่เขตอำเภอดุสิต เป็นนักเรียนมัธยมแห่งโรงเรียนเสาวภา

เมื่อายุ ๑๔ ปีก็เริ่มเล่นละครกับคณะละคร “จารุกนก” เข้าทำงานกรมโฆษณาการในปี ๘๒ และลาออกเมื่อปี ๙๔ ครูที่สอนการร้องเพลงนั้นมีหลายคนตั้งแต่ มิสแม็คแคน จนถึง ครูเวส สุนทร จามร ถือว่าเป็นนักร้องคนแรกของกรมโฆษณาการที่มีความสามารถและพรสวรรค์ ในการขับร้องเพลงออกอากาศและบันทึกแผ่นเสียง

เพลงที่น่าเป็นเพลงอมตะมากที่สุดที่ขับร้องโดยมัณฑนา โมรากุลนั้น ผมยกให้กับเพลง “หนูเอย” ซึ่งร้องและบันทึกแผ่นเสียงในปี ๒๔๘๘ ความเป็นอมตะนั้นเกิดจากเนื้อเพลงที่เขียนโดยแก้ว อัจฉ ริยกุล และเขียนทำนองโดย เวส สุนทรจามร เป็นสาระแห่งชีวิตที่เข้ากันกับทุกยุคทุกสมัยจนถึงวันนี้โดยมิได้คำนึงถึงเลยว่าเวลาได้ผ่านไปแล้วมากกว่า ครึ่งศตวรรษ

“สมัยนี้เป็นสมัยที่เอาดีกันด้วยปัญญา” / “หนูอย่าเที่ยวหนูอย่าเตร่ อย่าเสเพลประพฤติพาล” /“เพราะสติปัญญานั้นจะพาให้กระเดื่อง หนูเอยชาติบ้านเมืองจะจเริญฟุ้งเฟื่อง ก็เนื่องด้วยเด็กไทย”และอีกท่อน “แม้ชาติต่างแดนมาหมิ่นหรือมาแคลน หนูไม่แค้นบ้างหรือไร”

วิลเลียมส์ เช็คสเปียร์ส นักเขียนละครมีชื่อเสียงของโลกได้เขียนความข้อนี้ไว้

“If music be the food of love, play on”

“แม้นดนตรีเป็นอาหารแห่งความรักแล้วไซร้ จงบรรเลงเถิ



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน สิงหาคม ปี 2546
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/LebYu
อัพเดทล่าสุด
21 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th