บทความ

UNSEEM IN BANGKOK


กรุงเทพ ฯ ยังมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ไม่น้อย แม้ว่าผมได้มาใช้ชีวิตอยู่กับเมืองนี้นานกว่าครึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม

เป็นต้นว่า สะพานพระราม 8 ผมเพิ่งมีโอกาสได้เห็นด้วยตาตอนที่พรรคพวกเชิญผมไปพาร์ทีบนเรือล่องเจ้าพระยาคืนนั้นเป็นอีกสะพานหนึ่งที่มีความสวยงามทางด้านสถาปัตยกรรมโดดเด่นไปจากสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาหลายสะพาน

แต่ถ้าถามว่า เคยขับรถไปสัมผัสสะพานนี้แล้วหรือยัง ต้องขอบอกว่ายัง เหมือนกับอีกหลายๆสะพานข้ามกรุงเทพ ฯ กับ ธนบุรี (ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว ด้วยถูกกรุงเทพ ฯ ยึดไปได้ทั้งหมด)

“ธนบุรี” ถูกเรียกชื่อว่า “ทน-บุ-รี” มาตลอด มีสภาพเป็นเหมือนเมืองน้องของกรุงเทพ ฯ ความเจริญหรือการพัฒนาเมืองไม่อาจเทียบได้กับเมืองพี่ คือ เมืองกรุงเทพ ฯจนชาวธนบุรีอดเรียกเมืองของตนเองไม่ได้ว่า เมืองทนบุรี คือ เมืองที่ทนอยู่กันไป

ความจริง ธนบุรี เป็นเมืองเอกมาก่อนเมืองกรุงเทพ ฯ และน่าเรียกกันว่า “ธนะ-บุ-รี” อันหมายถึงเมืองแห่งทรัพย์สินเงินทอง มีประวัติมาแต่ครั้งสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถระหว่างพุทธศก 1991ถึง 2031แต่เริ่มมีการขุดลำคลองเป็นเส้นทางลัดคุ้งใหญ่แม่น้ำเจ้าพระยามีความสำคัญกับการเดินเรือของชาวต่างประเทศที่จะเข้าไปทำมาค้าขายหรือการเจริญสัมพันธไมตรีกับราชธานีกรุงศรีอยุธยาจำเป็นอย่างยิ่งที่บรรดาเรือสำเภาทั้งหลายต้องหยุดเพื่อการตรวจตรา

ตำบลเล็กๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ จึงมีสภาพเป็นเมืองหน้าด่านหรือเป็น ซี พอร์ท (SEA PORT)รับภารกิจหลักเป็นหูเป็นตาให้กับกรุงศรีอยุธยาในการสอดส่องตรวจตราผู้คนรวมทั้งศัตราวุธทั้งปวงที่เข้าหรือออกจากเมืองหลวง

อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นกรมสรรพากรและกรมศุลกากรเสร็จสรรพ ตั้งหน้าเก็บภาษีอากรสินค้าต่างๆเป็นรายได้สู่ท้องพระคลัง

เมื่อความเป็นดังนี้แล้ว ผู้คนที่อยู่กินกับเมืองนี้จึงค่อนข้างมีกินมีใช้เพราะการเงินสะพัดมีสภาพคล่องไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งๆที่ในสมัยนั้นยังไม่มีเรือสำเภาลำไหนบรรทุกรถยนต์เข้ามาขายให้เมืองนี้เรียกเก็บภาษีผิดๆ ถูกๆ เหมือนทุกวันนี้

ดูเหมือนเงินอยู่ที่ไหน ชาวจีนเชื้อสายไทยก็อยู่ที่นั่น ปฏิเสธไม่ได้ว่าชุมชนชาวจีนได้เกิดขึ้นที่นี่และเป็นชีวิตที่ แพแรลเลล (PARALLEL) ขนานไปกับความเป็นคนสยาม รักความเป็นเสรีชน

แต่คนเราคือมนุษย์ ไม่ใช่อิฐไม่ใช่ปูน พอมีสตางค์เข้าหน่อยก็มักพูดจามีซุ่มมีเสียงไปไหนมาไหนไม่รู้สึกต้องเกรงใจผู้ใด มีความเป็นอิสระอย่างใหญ่ยิ่งไปโดยอัตโนมัติคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นทั้งพ่อค้าและกรรมกรระดับกุลีท่าเรือ จนถึงผู้แทนการค้าฝ่ายสยามคือกรมเจ้าท่า

ที่พูดมานี้เป็นตำบลบางกอก ซึ่งฝรั่งมังค่าเรียกเมืองนี้ขึ้นต้นด้วยตัว B แต่สะกดต่างกันไปมาจนถึงฝรั่งอังกฤษคนหนึ่งชื่อ ปีเตอร์ ฟลอริส (PETER FLORIS) เป็นคนแรกเรียกเมืองบางกอกว่ามังคอค (MANCOCK) เป็นผลให้ชาวจีนแต้จิ๋วเรียกตามว่าเมือง “มังก๊ก”

ตำบลธนบุรี เป็นอีกชุมชนหนึ่งอยู่ทางฟากตะวันตกมีผู้คนหนาแน่นกว่าฟากตะวันออกซึ่งในขณะนั้นมีสภาพเป็นทะเลตม เป็นที่ลุ่มเหมาะกับการทำนาตำบลธนบุรีนี้มีชัยภูมิเป็นเลิศเพราะการสอดประสานระหว่างแผ่นดินกับโครงข่ายลำน้ำน้อยใหญ่ตลอดไปถึงปากอ่าวสยาม สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเลือกเป็นที่มั่นในการทำสงครามกู้ชาติจึงสร้างพระราชวังไว้ระหว่าง วัดโมลีโลกยาราม กับวัดอรุณราชวราราม

และเบื้องนั้นเอง ฟากตะวันออกหรือตำบลบางกอกชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่มีแกนนำสำคัญคนหนึ่งชื่อพระยาราชาเศรษฐี ซึ่งต่อมาเมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระยาราชาเศรษฐีได้ย้ายชาวจีนลงไปทางตอนใต้ของละแวกสามเพ็ง อันเป็นเขตปลายน้ำท้ายพระนคร

ณ กาลเวลานั้น ยุคสมัยนั้น หากมีคนไทยสักสองคนเป็นชาวเมืองธนบุรีคือ คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ กับคุณปราจิณ เอี่ยมลำเนา เมืองนี้ก็คงมีงาน มอเตอร์ โบท โชว์ (MOTOR BOAT SHOW)เปียกโชกกันไปปีละสองครั้งทุกปี

ความวิจิตรสวยงามแห่งสถาปัตยกรรมไทยว่าด้วย ปราสาทราชมณเฑียรของกรุงเทพ ฯ ได้กำเนิดขึ้นมานับแต่มีการย้ายแผ่นดินจากฟากตะวันตกไปสู่ฟากฝั่งตะวันออกด้วยกรุงธนบุรีประกอบด้วยจุดอ่อนถึงสามประการ

– เป็นเมืองอกแตก มีลำน้ำแล่นผ่านกลางแผ่นดินโลเคชันไม่เหมาะสมสำหรับการทำสงครามกับข้าศึกต่างแผ่นดิน

– ลักษณะเป็นคุ้งน้ำใหญ่ กระแสน้ำพัดซัดฝั่งให้เซาะทรุดพังโดยสม่ำเสมอ

– พระราชวังเดิมนั้นถือว่าตั้งอยู่ในที่อุปจาร ระหว่างวัดแจ้งกับวัดท้ายตลาด ยากต่อการขยายพระนคร

เปรียบเทียบกับฟากฝั่งตะวันออกแล้ว ฟากตะวันออกมีข้อเด่นสามข้อคือ

– มีลำน้ำใหญ่เป็นแนวป้องกันข้าศึกศัตรูยาวกว่าฝั่งตะวันตกหากมีศึกประชิดพระนครย่อมต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่า

– นอกกำแพงพระนคร เป็นที่ลุ่มเหมาะแก่การเกษตรกรรมทำนาเลี้ยงชีพราษฎร ในยามมีศึก

– ประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์ที่ลุ่มหรือทะเลตมนี้ยังเป็นตัวหน่วงเหนี่ยวการเดินทัพของข้าศึกเข้าประชิดพระนครอีกโสตหนึ่ง

ไม่น่าเชื่อว่า ในช่วงเวลาเพียง 28 ปีแห่งรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กรุงเทพ ฯ ได้มีสิ่งสวยงามเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งๆ ที่มีสงครามใหญ่กับพม่าถึง 4 ครั้งมีทั้งพระบรมมหาราชวังอันเป็นหลักชัย และศาลหลักเมืองเป็นที่ยึดเหนี่ยวบูชาตลอดจนถึงการขุดคูคลองเสริมแนวลำน้ำธรรมชาติ เช่น คลองรอบกรุง (คือคลองบางลำพูและคลองโอ่งอ่าง) คลองหลอดทั้งสองสาย และคลองมหานาค

คลองเหล่านี้ได้รับใช้ชาวพระนครทั้งในด้านการสัญจร และในการอุปโภคบริโภคมีมากมายหลายลำคลองจนในที่สุดเมื่อฝรั่งมาเห็นด้วยตาแล้วจึงขนานนามบางกอกว่าเป็น “เวนิศแห่งตะวันออก” แต่มาถึงสมัยนี้ ยุคนี้คลองได้หายไปเกือบหมดสิ้น กลายเป็นป่าคอนกรีทเป็นถนน เป็นทางด่วน และมอเตอร์เวย์ ไม่มีประตูน้ำ มีแต่ประตูเก็บเงินบรรดาเรือที่เคยใช้พายแจวถูกนำขึ้นมาวางขอบถนนขายก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเป็นต้นกำเนิดตระกูลโกฮับมาจนเดี๋ยวนี้

หลังสงครามมหาเอเชียบูรพาสามปี ผมเริ่มมาใช้ชีวิตเป็นคนกรุงเทพ ฯได้เห็นสะพานพุทธเพราะเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ที่ตีนสะพานพุทธฝั่งพระนครใกล้กับวัดเลียบ-วัดราชบูรณะ ติดกับที่ทำการของบริษัทไฟฟ้าไทย คอปเปอเรชั่น จำกัด (โรงไฟฟ้าวัดเลียบ)

ถ้าผมมาเร็วกว่านี้สักสามปี ผมก็คงอยู่ในเหตุการณ์ของคืนวันที่ 25 พฤษภาคม ปี 2488 อันเป็นคืนที่ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิด B24 จำนวน 35 เครื่องของฝ่ายพันธมิตรเข้ามาทิ้งระเบิดกรุงเทพ ฯอย่างรุนแรง เป็นผลให้ “โรงไฟฟ้าวัดเลียบ” ราบเป็นสนามกอล์ฟ…เอ๊ย…ไม่เป็นชิ้นดี

แถมสะพานพุทธก็พังพินาศ แยกเหล็กตัวเองออกเป็นสองท่อนใหญ่ๆ การไปมาหาสู่ระหว่างคนฝั่งธนกับคนฝั่งพระนครขาดสะบั้น

ในความแม่นยำของการทิ้งระเบิดคืนนั้นนักบินของฝ่ายพันธมิตรไม่ได้ใช้ดาวเทียมบังคับเหมือนที่ไปทำสงครามในอิรักแต่ใช้ประโยชน์จากความสว่างไสวนวลใยของพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญเดือนหก-วันวิสาขบูชา

ผมพักอยู่กับพี่ชายที่บ้านขมิ้น ใกล้กับศิริราชและตรอกบ้านช่างหล่อการเดินทางไปโรงเรียนสวนกุหลาบ ผมต้องใช้ทั้งเรือและรถ เรือเป็นเรือหัวเกี๊ยะรับจ้างข้ามฟากท่าพรานนกไปท่าช้างวังหลวง ไปท่าพระจันทร์ หรือข้ามจากพระนครไปท่าศิริราชท่าบางกอกน้อย ส่วนรถก็คือรถรางสายสีแดง หรือที่เรียกกันว่า รถรางสายรอบเมือง ผ่านท่าราช ฯ ท่าเตียน ปากคลองตลาด จนถึงสะพานพุทธ

ผมชอบดูการเดินทางของรถรางรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นประกายไฟที่เกิดขึ้นเมื่อยอดเสาไฟฟ้ารถรางกระทบลูกถ้วยวูบวาบเหมือนไฟฟ้าชอท และได้อาศัยอยู่หลายปีส่วนใหญ่ก็จะเป็นสายท่าพระจันทร์ยันบางลำพูหรือไม่ก็อาศัยไปดูภาพยนตร์แถวเจริญกรุง เยาวราช และ วังบูรพา

สมัยผมเป็นเด็กนักเรียนสวนกุหลาบ ทหารเรือค่อนข้างซ่า กว่าทหารบกวันหนึ่งผมยืนอยู่ท้ายรถรางไปโรงเรียนถูกจ่าทหารเรือตะเพิด

“มองอะไรวะ เดี๋ยวพ่อเตะซะนี่…”



------------------------------
เรื่องโดย : บรรเจิด ทวี
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2546
คอลัมน์ : เล่นท้ายเล่ม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/yLNs2
อัพเดทล่าสุด
23 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th