บทความ

รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ อาชีพที่ใช้เมียเปลือง


คนไทยเรามีอาชีพอยู่ 4 อย่าง คือ รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ เป็นอาชีพที่ไปที่ไหนก็มีเมียที่นั่นซึ่งบ่งบอกถึงว่าเป็นอาชีพที่เอื้ออำนวยให้มีเมียมาก หรือมีเมียหลายคน

รถไฟ เมืองไทยเริ่มมีรถไฟเมื่อในรัชกาลที่ 5 รถไฟสายแรก็คือรถไฟสายปากน้ำวิ่งระหว่างสถานีรถไฟหัวลำโพง กรุงเทพ ฯ ไปยังสถานีรถไฟปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการเป็นระยะทาง 21 กิโลเมตร

รถไฟสายนี้เป็นรถไฟของเอกชน เป็นบริษัทซึ่งคนไทยและชาวต่างประเทศได้ร่วมทุนกันก่อตั้ง

รถไฟสายนี้ได้เปิดทำการวิ่งเมื่อ รศ. 110 (พศ. 2436) คนไทยสมัยนั้นตื่นเต้นกันมากเพราะเป็นยานพาหนะทางบกสิ่งแรกที่วิ่งจากกรุงเทพ ฯ ไปยังต่างจังหวัด ถึงแม้ว่าจะเป็นจังหวัดใกล้ๆก่อนมีรถไฟสายปากน้ำ การไปจังหวัดสมุทรปราการ ต้องเดินทางด้วยเรือแจวเรือพายใช้เวลาเดินทางเป็นวันๆ แต่เมื่อมีรถไฟแล้ว ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้นและสามารถเดินทางไปกลับได้ในวันเดียว เป็นการย่นระยะเวลาเดินทางได้หลายเท่าตัว

ส่วนรถไฟหลวง หรือรถไฟของแผ่นดิน เกิดขึ้นหลังจากที่มีรถไฟสายปากน้ำของเอกชนแล้วไม่นาน

รถไฟหลวงเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯให้มีการสำรวจเส้นทางจากกรุงเทพ ฯ ไปทางเหนือถึงเชียงใหม่ เชียงแสน เชียงราย ฯลฯ

หลังจากนั้นอีก 3 ปี ก็ได้มีการประกาศสร้างทางรถไฟสยามแต่ กรุงเทพ ฯ ถึง นครราชสีมา พศ. 2433

การก่อสร้าง ระยะแรกสร้างตั้งแต่กรุงเทพ ฯ ถึงเมืองกรุงเก่า ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี ระยะทาง 79 กิโลเมตร สิ้นค่าก่อสร้าง 480,000 บาท และได้ทำพิธีเปิดรถไฟสายนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พศ. 2439

สำหรับรถไฟสายนี้วิ่งวันละ 4 ขบวน ไป 2 ขบวน มา 2 ขบวน ค่าโดยสารจากสเตชัน กรุงเทพ ฯ ถึง สเตชันกรุงเก่า ชั้นที่ 1 ราคา 4 บาท 24 อัฐ ชั้นที่ 2 ราคา 2 บาท 16 อัฐ ชั้นที่ 3 ราคา 1 บาท 8 อัฐ

ค่าโดยสารดังกล่าวนับว่าแพงทีเดียวเพราะค่าของเงินสมัยนั้นแพงมากเทียบกับข้าวสารชั้นดีสมัยนั้นถังละเพียง 2 สลึงเท่านั้น เงิน 1 บาท สามารถซื้อข้าวสารได้ถึง 2 ถังซึ่งเทียบกับปัจจุบัน ราคาข้าวหอมมะลิถังละ 300 บาท ก็เป็นเงินถึง 600 บาท

นี่คือจุดเริ่มต้นของการมีรถไฟของเมืองไทย ซึ่งเพียงใน 2 รัชกาลทางรถไฟก็ได้มีไปทั่วประเทศทั้งทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ตลอดจนภาคตะวันออกทำให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็วและราคาค่าโดยสารก็ถูกลงจนคนไทยทุกระดับฐานะสามารถเดินทางได้โดยทั่วกัน

เรือเมล์ ก่อนมีทางรถไฟในประเทศไทยเรือเมล์เป็นพาหนะประเภทเดียวที่ไปมาตามแม่น้ำลำคลองและชายทะเลนอกจากภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาไม่มีแม่น้ำลำคลองที่เรือเมล์สามารถจะไปได้เท่านั้น

เรือเมล์ที่วิ่งอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือบางส่วนซึ่งเป็นที่รู้จักมีประชาชนใช้เป็นพาหนะติดต่อตามจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ริมน้ำ ก็ได้แก่เรือเมล์เขียวและเรือเมล์แดง แต่เมื่อมีทางรถไฟทั่วประเทศแล้ว การคมนาคมทางน้ำนี้ก็ลดความสำคัญลงไปเพราะการไปรถไฟสะดวกรวดเร็วกว่าหลายเท่า นอกจากประชาชนที่อยู่ตามริมน้ำเท่านั้นที่ยังจำเป็นต้องใช้เรือเมล์อยู่ โดยเฉพาะเรือเมล์ที่วิ่งในอ่าวไทย

ก่อนมีทางรถไฟ การเดินทางไปภาคใต้ และภาคตะวันออกก็ล้วนแต่ใช้เดินทางด้วยเรือเมล์ในอ่าวไทยทั้งสิ้น

ก่อนที่จะมีเรือเมล์ ไทยเราใช้เรือไฟแทนเรือจ้างเป็นครั้งแรกเมื่อต้นรัชกาลที่ 5

เมื่อสมัยที่ถนนระหว่างจังหวัดต่อจังหวัดยังไม่มีหรือยังไม่สะดวก โดยเฉพาะการติดต่อระหว่างกรุงเทพ ฯ ปทุมธานี และอยุธยา ผู้ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เรือด่วนก็ยังมีความจำเป็นอยู่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้

เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ผู้เขียนเคยนั่งเรือด่วนไปอำเภอเสนาโดยไปลงเรือที่ท่าเตียนใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

เรือดังกล่าวเป็นเรือเครื่องยนต์กลางลำ ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ได้ความว่าเป็นเครื่องยนต์รถบรรทุกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว วิ่งเร็วแต่ก็สั่นสะท้านไปทั้งลำเรือซึ่งทำให้ตัวสั่นไปด้วย แม้จะขึ้นจากเรือแล้ว ก็ยังสั่นอยู่

เมื่อกล่าวถึงเรือเมล์ ก็จำเป็นจะต้องกล่าวถึงรถเมล์ด้วย รถเมล์มีเป็นครั้งแรกในเมืองไทยก็ได้แก่รถเมล์ขาวนายเลิศ (พระยาภักดีนรเศรษฐ์) วิ่งระหว่างยศเสกับประตูน้ำปทุมวัน โดยเริ่มวิ่งตั้งแต่ พศ. 2451 รถที่ใช้วิ่งเป็นรถยี่ห้อ ฟอร์ด นายเลิศออกแบบรถเมล์เอง โดยต่อตัวถังด้วยไม้มีทางขึ้นลงทางท้ายรถ ที่นั่งทำเป็นม้านั่งยาว 2 แถว หันหน้าเข้าหากัน ตัวรถภายนอกทาสีขาว

ปัจจุบันรถเมล์ในกรุงเทพ ฯ และปริมณฑล เป็นของ ขสมก. (บริษัทขนส่งมวลชนกรุงเทพ ฯ) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ

ส่วนรถเมล์ต่างจังหวัด ผู้ดำเนินกิจการ คือ บริษัท ขนส่ง จำกัด ของกรมการขนส่งทำการวิ่งรถเมล์ทั่วประเทศ ทั้งระยะใกล้และไกล โดยจุดเริ่มต้นที่ กรุงเทพ ฯ คือสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ ไปยังจังหวัดภาคเหนือ และอีสาน ที่สถานีขนส่งสายใต้ ไปยังจังหวัดภาคใต้และที่สถานีขนส่งเอกมัยไปยังจังหวัดภาคตะวันออก

เมื่อสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แรกทีเดียวรถเมล์ของบริษัทขนส่งวิ่งจากกรุงเทพ ฯ ไปยังปากน้ำจังหวัดสมุทรปราการ และจาก กรุงเทพ ฯ ไปดอนเมืองถึงรังสิต ที่วิ่งไปไกลที่สุดก็คือ จังหวัดลพบุรีเพราะมีถนนวิ่งไปสะดวกทุกฤดูกาลเพียงเท่านั้น

ส่วนสถานีขนส่งที่กรุงเทพ ฯ ตั้งอยู่ที่ตึกแถวท่าช้างวังหลวง

หลังสงครามหลายปีจึงได้มีรถวิ่งไปต่างจังหวัดไกลๆ มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นรถของบริษัทเอกชน

ภายหลังรถของบริษัทเอกชน จึงได้รวมตัวเข้าเป็นรถร่วมกับบริษัท ขนส่ง จำกัด

ลิเก เป็นการแสดงพื้นบ้านที่คนไทยนิยมชมชอบอย่างหนึ่ง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คณะลิเกที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่คณะหอมหวล ซึ่งแยกคณะไปแสดงตามวิกต่างๆ ทั้ง กรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัด

พระเอกนางเอกของลิเกคณะหอมหวลมีหลายคนตัวหอมหวลเจ้าของคณะเองมีรูปร่างดำพุงพลุ้ยหัวเถิด แสดงเป็นตัวประกอบ แต่ร้องเพลงลิเกเก่ง

ปัจจุบันพระเอกลิเกมีชื่อก็ได้แก่ ไชยยา มิตรไชย ซึ่งเดิมเป็นเด็กลิเกกำพร้าของจังหวัดอ่างทอง รูปหล่อเสียงดี ร้องเพลงเพราะ โดยเฉพาะเป็นพระเอกลิเกหนุ่มนักร้องเพลงทั้งลูกกรุง ลูกทุ่ง

ในอดีต พระเอกนางเอกลิเกที่มีชื่อเสียง นอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาดี คือรูปหล่อหรือสวยแล้วยังต้องมีเสียงดี ร้องเพลงลิเกเก่ง

แต่ปัจจุบัน โลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ความนิยมของคนดู นอกจากร้องลิเกเก่งแล้วยังต้องร้องเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง เก่งอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ลิเกจึงต้องมีวงดนตรีสากลร่วมด้วย และเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายนักดนตรีจะต้องตีพิณพาทย์ และเล่นดนตรีสากลได้ทั้งสองอย่าง

ตำรวจ ตำรวจแบบยุโรปเริ่มมีในเมืองไทยเมื่อต้นรัชกาลที่ 5 ในรัชกาลที่ 9 สมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ตำรวจได้ถึงขั้นมีรถหุ้มเกราะเป็นอาวุธสำหรับปราบจลาจล เสมือนเป็นกองทัพตำรวจแต่ปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะถูกยุบ หลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ปฏิวัติเมื่อ พศ. 2500

จากการมี รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ แพร่หลายไปทั่วประเทศหรือแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันดีในสังคมไทย ไม่ว่าใกล้หรือไกล ก็ทำให้คนไทยมีโอกาสได้พบปะติดต่อกันทำให้เกิดความเป็นญาติพี่น้อง เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นสามีภริยา และเป็นลูกเป็นหลานกัน

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจ ในการที่ทำให้เจ้าหน้าที่ในอาชีพเหล่านั้นมีภริยาหลายคนตามจังหวัดหรือตามเมืองต่างๆ ที่ผ่านไปหรือไปอยู่แม้แต่เพียงวันสองวันแต่มีโอกาสได้ไปบ่อยๆ หรือไปเสมอ



------------------------------
เรื่องโดย : เทพชู ทับทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2546
คอลัมน์ : บทความ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/WHopN
อัพเดทล่าสุด
22 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th