บทความ

ถวายงานสักวาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ


ในชีวิต ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่า จะมีโอกาสถวายงานใกล้ชิดถึงเพียงนี้

วันหนึ่งประมาณปลายปี 2528 คุณหญิง กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ(เข้าใจว่าตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการกองหอสมุดแห่งชาติก่อนจะได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ในกาลต่อมา) ได้ปรึกษากับข้าพเจ้าว่าท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถปรารภว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเจิมเรือ”ประพาสอุทยาน”” ซึ่งเป็นเรือกลไฟเก่าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเมื่อซ่อมแซมเรือแล้วจะเชิญเสด็จประทับเพื่อทอดพระเนตรทัศนียภาพแม่น้ำแม่กลองในการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงในงาน ณ
อุทยานพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ในราวๆ 24กุมภาพันธ์ 2529 ในการเสด็จทางชลมารคนั้นเจ้านายสมัยก่อนมักจะมีคณะมโหรีและกวีแสดงดอกสร้อยสักวาถวายในฐานะที่พวกเราเป็นกลุ่มนักกลอนที่เอาใจใส่การแสดงสักวาบ่อยๆ จะจัดถวายได้หรือไม่

คำถามนี้ทำเอาพวกเราตื้นตันจนพูดไม่ออก เกรงแต่จะไม่เหมาะสมและไม่เรียบร้อยแต่ความที่รู้สึกว่าเป็นบุญของพวกนักสักวารีบรับคำไปปรึกษากัน

แต่อุปสรรคอย่างยิ่งใหญ่ของพวกเราก็คือ คนที่อยากถวายสักวานั้นมีมากมายหลายคน แต่คุณหญิงกุลทรัพย์ ได้กำชับว่า ที่นั่งในเรือมีจำกัด นอกจากข้าราชบริพารซึ่งจะต้องจำกัดตัวบุคคลและจำนวนให้น้อยที่สุดแล้วแม้วงมโหรีของกรมศิลปากรก็ต้องจำกัดจำนวนด้วย ดังนั้น นักสักวาก็ควรจะไม่มากนักแค่สี่คนน่าจะพอ !

“สี่คน !” พวกเราอุทานพร้อมกัน…เหมือนลูกสุนัขในโฆษณาแอร์ยี่ห้อหนึ่งในปัจจุบัน…ยังไงยังงั้น !!เพราะเราเคยไปไม่ต่ำกว่า 6 คน

ยิ่งในโอกาสสำคัญเช่นนี้ ใครบ้างไม่อยากไป…

แต่ในที่สุด “สโมสรสยามวรรณศิลป์” ซึ่งมีผู้เขียนเป็นนายก ฯ เลยถือเอาตำแหน่งเป็นผู้นำ ส่วนคนอื่นเราลงมติให้ สมประสงค์ ปิ่นจินดา ทวีสุข ทองถาวร และดวงใจ รวิปรีชา เท่านั้นเป็นความเสมอกันทางเพศ

ตกลงกันว่าเมื่อเป็นเรื่องทางน้ำ เราจะเล่นเรื่องไกรทองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่สองด้วย

เป็นความตื่นเต้นสุดชีวิตที่ได้ถวายงานใช้ใกล้ชิดในเรือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯประทับกับพื้นเรือเช่นเดียวกับพวกเรา ทรงสนพระทัยการแสดงสักวาของพวกเราทรงแย้มพระสรวลเมื่อทรงขำลูกเล่นที่เราใส่เข้าไปในบทกลอน(ซึ่งพยายามสุภาพและไม่ล้อเหตุการณ์บ้านเมืองแรงอย่างที่ไม่เคยดำเนินตามรอยกวีอาวุโส)

ปรากฏว่า การแสดงจบเร็วกว่าเวลาที่ขึ้นล่องน้ำแม่กลองที่ฝ่ายเตรียมการไว้ เพราะกระแสน้ำขากลับซึ่งเป็นการทวนกระแสทำให้เสียเวลามากกว่าที่คาด

ทูลกระหม่อมท่านทรงสนพระทัยในการแสดงมาก ส่วนพวกเรากลัวการผิดพลาดมากกลัวคำไม่สมควรเล็ดลอดออกมาโดยเฉพาะทวีสุขกับดวงใจซึ่งมักมีมุขสดๆ…จึงมีการเตรียมและตรวจสอบบทกลอนกันอย่างเต็มที่โดยมี “โพย” ไว้เรียบร้อย ไม่ต้อง “สด” มากอย่างที่เราเคยทำมาก่อน เมื่อรับสั่งถามถึงวิธีการเสดงผู้เขียนจึงทูลไปตามความจริงว่า พวกเรากลัวผิดพลาดโดยเฉพาะตื่นเต้นมากๆที่แสดงเฉพาะพระพักตร์ จึงต้องเตรียมไว้ก่อนให้เรียบร้อย

ทูลกระหม่อมรับสั่งว่า “ไม่เคยเห็นมาก่อน คิดว่าคงจะยากที่จะเขียนกลอนสดๆ ซึ่งไม่ถนัดถ้าเป็นโคลงก็คิดว่าถนัดกว่า”

ซึ่งพวกเราได้แต่แอบคิดในใจว่า “ทรงถ่อมพระองค์เหลือเกิน ความจริงพระองค์ทรงกลอนได้ดีออก”…แต่ก็ “แอบเถียง” อยู่ในใจเท่านั้น

แล้วการณ์ก็เป็นดั่งที่ผู้เขียนคาดในปีต่อมาที่เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในการเปิดศูนย์วิจัยวัฒนธรรมเอเซียอาคเนย์มหาวิทยาลัยมหิดล ณ ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2530คณะกรรมการจัดงาน ซึ่งมี ศ. นพ. พูนพิศ อมาตยกุล เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งได้ทูลขอให้ทูลกระหม่อมทรงสักวาเป็นครั้งแรกร่วมกับกวีอาวุโสคือ อาจารย์ มนตรี ตราโมทผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์และดนตรีไทยแห่งกรมศิลปากร ท่านผู้หญิง สมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยาซึ่งแสดงสักวามาหลายครั้งหลายหน อาจารย์ เปลื้อง ณ นคร อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยและคุณหญิง กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ กวีผู้มีชื่อเสียงด้านอักษรศาสตร์

การแสดง ณ ศาลากลางน้ำในคืนนั้น มีการถ่ายทอดโทรทัศน์ไปทั่วประเทศเป็นที่ชื่นชมของพสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่งมีเสียงหัวเราะและปรบมือด้วยความชื่นชมในพระปรีชาตลอดเวลา

การแสดงสักวาเรื่องสังข์ทอง ตอนเลือกคู่คืนนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงรับบทรจนาอาจารย์ มนตรี รับบทท้าว สามลท่านผู้หญิง สมโรจน์ รับบทนางมณฑา อาจารย์ เปลื้อง รับบทหกเขย คุณหญิง กุลทรัพย์ รับบทหกนาง โดยเฉพาะบทรจนานั้น เป็นที่ประทับใจของผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง เช่นเมื่อถูกท้าวสามลให้ออกไปมอบพวงมาลัยเลือกคู่ ทูลกระหม่อมทรงบทรจนาว่า

“สักวารจนาแอบดูก่อน เห็นมีแต่คนจรไม่รู้จักหมอนก็หมิ่นไม่เข้าท่าน่าขันนัก เหมือนเลือกหมูเลือกผักมาต้มกินพระพี่นางชอบอย่างนี้ชีวิตเขา มาลัยเราไม่ให้ใครทั้งสิ้นแต่หากเป็นพระประสงค์องค์นรินทร์ ต้องผันผินอย่างฉลาดแคล้วคลาดเอย”

เมื่อท้าวสามลถามว่า คนที่มาให้เลือกก็มีหลากหลาย ทำไมไม่เลือกสักคนทูลกระหม่อมในบทรจนาก็บ่ายเบี่ยงได้อย่างฉลาดว่า

“สักวาเร็วเกินไปลูกไม่พร้อม ขืนไปยอมอนาคตไม่สดใสคำโบราณท่านว่านารีใด จะออกเรือนต้องให้ศึกษาดีหนึ่งวิชาหมัดมวยช่วยสงบ โดยเตรียมรบพร้อมพรักสมศักดิ์ศรีทั้งกฎหมายอีกงานการบัญชี คุมสามีให้เรียบได้เปรียบเอย”

ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมืออย่างมากด้วยความคมคายในพระอารมณ์ขั้นนั้น

แล้วต่อมาทูลกระหม่อมจึงได้ทรงสักวาอีก 6 ครั้งคือ ทรงเป็นประธานในการแสดงของกวีอื่นๆ เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2531 ที่หอวชิรานุสรณ์ ครั้งนั้นทรงแต่งบทไหว้ครูและพระราชทานพร ครั้งต่อมาทรงเรื่องสังข์ทองตอนมณฑาลงกระท่อม ณ บ้านปลายเนิน 26 กันยายน 2531 ครั้งที่ 4ทรงเรื่องสังข์ทองตอนหาปลา ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 26 กุมภาพันธ์ 2532 ครั้งที่ 5 เรื่องขุนช้างขุนแผนตอนพลายงามอาสา ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก 5 สิงหาคม 2534 และในงานเปิดศาลาจิตรพัสตร์พระราชวังจิตรลดา เมื่อประมาณปี 2543

ในวาระครบ 4 รอบพระราชสมภพในปีนี้ สำนักงานวัฒนธรรมแห่งประเทศไทยได้ขอพระราชทานพระราชานุญาต ถวายพระราชสมัญญา “วิศิษฏศิลปิน”ซึ่งหมายถึงศิลปินผู้ถึงพร้อมทั้งศาสตร์และศิลป์ทั้งด้านวิทยาการหลายแขนงอันเป็นที่ชื่นชมโสมนัสของเหล่าพสกนิกรทั่วหน้า

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2546
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/eljlm

Follow autoinfo.co.th