บทความ

โรลล์ส-รอยศ์ แฟนทอม


ในฉบับที่แล้วผมได้เล่ายุทธวิธีชิง โรลล์ส-รอยศ์ ระหว่างยักษ์ใหญ่ในวงการรถยนต์จบไปแล้วเดือนนี้จึงเป็นเรื่องของกำเนิด โรลล์ส-รอยศ์ แฟนทอม (ROLLS-ROYCE PHANTOM)ซึ่งออกจำหน่ายไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้เอง หลังจากตกลงชำแหละ โรลล์ส-รอยศ์ และ เบนท์ลีย์
ออกจากกันสำเร็จเมื่อเดือน กค. 1998 บีเอม ฯ ซึ่งจะได้ครอบครองชื่อ โรลล์ส-รอยศ์ อย่างเต็มภาคภูมิในวันที่ 1 มค. 2003 ก็ดำเนินการออกแบบ แฟนทอม ทันที เพราะรู้ตัวดีว่าเวลา 4ปีนั้นน้อยเหลือเกินสำหรับ “งานช้าง” ระดับนี้

พิเชทส์รีเดร์ (PISCHETSRIEDER) และ ไรทซ์เล (REITZLE) สองบิกของ บีเอม ฯ ขณะนั้นรู้ดีว่าต้องรักษาเสน่ห์ของ อาร์-อาร์ (R-R) ไว้ให้มากที่สุด มิฉะนั้น แฟนทอม นี้ก็จะกลายเป็น บีเอม ฯรุ่นยักษ์ที่ใหญ่กว่า ซีรีส์ 7 ซึ่งลูกค้าระดับนี้มีสิทธิ์ปฏิเสธตั้งแต่ต้น คาร์ล ไฮนซ์ คาล์บเฟลล์ (KARL-
HEINZ KALBFELL) หัวหน้าโครงการนี้จึงเสนอว่า สถานที่ออกแบบ แฟนทอมควรเป็นลอนดอนเมืองหลวงของประเทศต้นตำรับรถนี้นี่แหละ พอได้รับการอนุมัติ คาล์บเฟลล์ก็ออกสำรวจทันที ได้ตึกที่เคยเป็นธนาคารแห่งหนึ่ง อยู่ตรงข้ามไฮด์พาร์คอันโด่งดังพอดี

โครงการนี้ลับสุดยอดครับ ทีมออกแบบซึ่งมีอยู่ 20 คน จะเรียกที่ทำงานใหม่ว่า “ธนาคาร” เท่านั้น คริสแบงเกิล (CHRIS BANGLE) หัวหน้าใหญ่ฝ่ายออก แบบของ บีเอม ฯ (ที่รับผิดชอบแบบรถรุ่นใหม่ของ บีเอม ฯ ซึ่งทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปัจจุบันนี้ และถูก “สวด” จนหูแฉะมากกว่าคำชม) มอบหมายให้ เอียน คาเมรอน (IAN CAMERON) ซึ่งออกแบบ บีเอม ฯ ซีรีส์ 3 รุ่นปัจจุบัน เป็นหัวหน้าทีมออกแบบที่ลอนดอนโดย แบงเกิล หลบฉากดูแลอยู่ห่างๆ แต่ยังเป็นหัวหน้าทีม “ตัวจริง”อยู่ คาล์บเฟลล์ จัดทีมสำรวจความเห็น ออกสัมภาษณ์เจ้าของ อาร์-อาร์ ตัวแทนจำหน่ายและผู้นิยมเลื่อมใส อาร์-อาร์ ทั่วโลก นอกจากแนวคิดและปรัชญาที่ได้มาจากการสัมภาษณ์นี้เสียงส่วนใหญ่บอกว่าอยากให้ อาร์-อาร์ ใหญ่กว่านี้ ซึ่งก็คงหมายถึงทั้งภายนอก (หรู) และภายใน(สบาย) นั่นเอง

คาเมรอน แบ่งลูกน้องออกเป็น 3 ทีม แล้วให้ออกแบบแข่งกันเอง แต่ละทีมมี “มือออกแบบ” อยู่ 2 คนต้องส่งผลงานทีมละ 2 แบบ ลูกน้องที่เหลือคือทีมออกแบบภายในห้องโดยสารแต่ก่อนที่จะลงมือร่างแบบในกระดาษ ทุกคนต้องขับ อาร์-อาร์ ตั้งแต่รุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อให้รู้จักและเข้าใจ “วัฒนธรรม” ของ อาร์-อาร์ อย่างแท้จริง

ความเห็นที่ได้คือ รุ่น ซิลเวอร์ คเลาด์ (SILVER CLOUD) ดูดีที่สุดในบรรดา อาร์-อาร์ที่ผลิตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะรุ่น ซิลเวอร์ ชาโดว์ (SILVER SHADOW) ดู “เรียบ”เกินไปไม่ค่อยมีจุดเด่น ส่วนรุ่น ซิลเวอร์ เซรัฟ (SILVER SERAPH) ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดทีมงานนี้บอกว่ามีความเป็น อาร์-อาร์ น้อยไปหน่อย รุ่นที่ประทับใจที่สุดกลับเป็นรุ่นประมาณปี 1930 คือแฟนทอม ทู (PHANTOM II) และแฟนทอม ธรี (PHANTOM III)

บทสรุปของ คาเมรอน ก็คือ รถจะสวยและดูหรูต้องมีส่วนสูงไม่เกิน 2 เท่าของความสูงของล้อเพราะฉะนั้นล้อต้องใหญ่ไว้ก่อน ห้องเครื่องและฝากระโปรงต้องยาว มีล้อหน้าอยู่ใกล้กันชนหน้าและอยู่ไกลจากขอบหลังของประตูหน้า เพื่อให้ผู้มองรู้สึกถึงพละกำลังขอบล่างของหน้าต่างด้านข้างควรอยู่สูง เพื่อให้มองดูปลอดภัยรูปทรงโดยรวมเมื่อมองจากด้านข้างต้องโค้ง และให้ความรู้สึกว่ามัน “พลิ้ว”

จากนั้นทั้ง 3 ทีมก็ออกแบบรถจำลองกันทีมละ 2 คัน เป็นขนาดหนึ่งใน 4 ของขนาดจริงแล้วถูกเลือกแบบที่ดีที่สุดไว้ 3 แบบ แล้วสร้างหุ่นขนาดเท่าของจริง เพื่อให้ “บอร์ด” ของ บีเอม ฯลงคะแนนเลือก ทั้ง 3 แบบแตกต่างกันไม่มาก แบบที่ชนะใจบอร์ดเป็นฝีมือของ แมเรค (MAREK DJORDJEVIC) นักออกแบบหนุ่มสัญชาติยูโกสลาเวียที่มีประสบการณ์ออกแบบรถมาแล้ว 10 ปีส่วนภายใน ชาร์ลส์ โคลด์แฮม (CHARLS COLDHAM) จากโรงงาน โรเวอร์ (ROVER) ของอังกฤษที่
บีเอม ฯ ครอบครองอยู่

แบบรถของ Djordjevic ก็คือแบบ แฟนทอม ล่าสุดที่ผลิตออกวางตลาดมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมานั่นเองครับ เพราะไม่มีส่วนสำคัญใดถูกดัดแปลงล้อสูงครึ่งหนึ่งของความสูงรถ ตามสูตร “ความสวย” ของ คาเมรอน จึงต้องใช้ล้อขนาด 19 นิ้วและยางซีรีส์ 60 ซึ่งมีความสูงของแก้มยางเพียง 60 % ของความกว้างแต่เมื่อมาเจอกับความกว้างเกือบหนึ่งฟุต แก้มยางก็เลยสูงถึงครึ่งฟุต ตะแกรงหน้าทรงหม้อน้ำและครีบตั้งในแนวดิ่ง เป็นลิขสิทธิ์ของ อาร์-อาร์ โดยเฉพาะเช่นเดียวกับ “นางฟ้า”ล้วนทำให้ต้านลมพอสมควร สัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศของรถนี้จึงน่าจะมีค่าเกิน 0.40 แต่ทีมงาน(คนละทีมกับพวกออกแบบนะครับ) ก็ขัดเกลาลงจนเหลือ 0.383 ซึ่งถือว่าดีแล้วประตูบานหลังเป็นแบบเปิดอ้าจากด้านหน้า คือมีบานพับอยู่ด้านหลัง เพราะวิธีเปิดแบบนี้ ผู้โดยสาร(ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นเจ้าของรถ) สามารถเดินมาจากด้านข้างของรถ แล้วก้าวขึ้นนั่งได้เลยในขณะที่ประตูรถแบบนี้พวกเราใช้กันจนชินนั้น ที่จริงแล้วไม่ดีเลยครับ เพราะต้องเดินย้อนไปด้านหลังแล้วเอนตัวไปด้านหลังก่อนที่จะก้าวเท้าหนึ่งขึ้นไป ซึ่งขัดกับสรีระของมนุษย์

เพื่อความแข็งแรงของตัวถัง บีเอม ฯ ยังคงให้มีเสากลางอยู่แต่เป็นขนาดเล็กและถูกซ่อนไว้หลังขอบหน้าต่าง ประตูที่เปิดแบบนี้ บางคนก็เรียกว่าประตูฆ่าตัวตาย(SUICIDE) ซึ่งคงจะหมายถึงการที่ผู้นั่งสามารถกระโดดออกนอกรถได้สะดวก ในขณะที่ประตูรถทั่วไปจะขวางหน้าเราอยู่แม้จะถูกเปิดแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายหรืออันตรายใดๆ นะครับแต่ก็ยังต้องยอมรับว่ามันอันตรายกว่าประตูแบบดั้งเดิม หากถูกเปิดขณะรถแล่นด้วยความเร็วสูงเพราะแรงปะทะของลมจะทำให้มันอ้ากว้างอย่างเร็วจนหักกระเด็นได้แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในยุคที่ระบบควบคุมโดยอีเลคทรอนิคส์กำลังเฟื่องฟูครับ

แฟนทอม รุ่นใหม่นี้จะขับเคลื่อนไม่ได้เลย ถ้าประตูยังปิดไม่สนิท นอกจากนี้ยังมีระบบนิรภัยเสริมอีกระดับคือเมื่อรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกิน 4 กม./ชม. บานประตูจะถูกลอคหมดไม่สามารถถูกเปิดได้แม้จากด้านในรถก็ตาม แล้วถ้ามีใครวิตถารขับไม่เกิน 4 กม./ชม.โดยแง้มประตูไว้ก่อนเร่งความเร็วก็ไปได้อีกไม่กี่เมตรครับ เพราะระบบควบคุมจะดับเครื่องยนต์ทันที

ตัวถังของ แฟนทอม ทำจากอลูมิเนียมเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะห้องโดยสารทำจากอลูมิเนียมล้วนแต่ไม่อ่อนนะครับ เพราะใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักในการออกแบบและคำนวณความต้านแรงบิดของตัวถังรุ่นนี้สูงถึง 40,000 นิวตัน/องศา ประมาณ 2เท่าของรถเก๋งขนาดกลางชั้นดีทั่วไป น้ำหนักตัวถังเปล่าของ แฟนทอม ต่ำเพียง 550 กก.อยู่ในระดับเดียวกับตัวถังรุ่น ซิลเวอร์ ชาโดว์ เมื่อปี 1965 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า แฟนทอม มากฝากระโปรงหน้าและบังโคลนหลัง ก็ทำจากอลูมิเนียมเช่นเดียวกันส่วนบังโคลนหน้าทำจากวัสดุสังเคราะห์ เพื่อให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านได้สะดวก เพราะ อาร์-อาร์ซ่อนเสาอากาศสำหรับวิทยุ ทีวี และระบบนำร่องไว้ใต้บังโคลนหน้ามีฝากระโปรงหลังอย่างเดียวที่ทำจากเหล็ก ไม่บอกเหตุผลว่าเพราะอะไรครับผมเข้าใจว่าน่าจะต้องการน้ำหนัก เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีจากแรงเฉื่อยขณะเปิด/ปิด คือ ไม่ “กระป๋อง” นั่นเอง

ตัวถังของ แฟนทอม ถูกผลิตจากโรงงานของ บีเอม ฯ ในเมือง ดิงโกลฟิง (DINGOLFING) เยอรมนีซึ่งเป็นที่รู้กันว่าอยู่ในระดับสุดยอดของโลกแห่งหนึ่งในด้านอลูมิเนียม โดยจะถูกเคลือบรองพื้นเรียบร้อยก่อนที่จะส่งมาพ่นสีและประกอบส่วนอื่นๆ ต่อในอังกฤษ

สถานที่ตั้งโรงงาน อาร์-อาร์ ใหม่ของ บีเอม ฯ คือเมือง กูดวูด (GOODWOOD) เป็นที่พ่นสีตัวถังและประกอบชิ้นส่วนอื่นๆ อีกราวๆ 2,500 ชิ้น ก่อนจะส่งมอบให้ลูกค้าชิ้นส่วนเหล่านี้มาจากทุกทิศทางครับ คือหลายประเทศในยุโรป จากบริษัทต่างๆ ในอังกฤษจากสหรัฐอเมริกา และที่ขาดไม่ได้แน่คือ ญี่ปุ่น ระยะทางหมดความหมาย ขอให้ดีพอราคาไม่โหดร้ายเอาเปรียบ และมีความรับผิดชอบสูง ส่งของทันตามกำหนด บีเอม ฯ ไม่เกี่ยงครับ

นักข่าวที่เข้าไปเยี่ยมชมโรงงานที่ กูดวูด บรรยายความรู้สึกไว้ว่า เหมือนเข้าไปในโรงงานผลิตอาวุธลับเพราะสะอาดและเป็นระเบียบสุดยอด ทุกคนทำงานด้วยฝีมือและความตั้งใจ ไม่ใช้ปากจึงเงียบสงบและดู “ขลัง” มาก ผมเห็นรูปแล้วยังทึ่งครับเพราะพนักงานที่กำลังประกอบชิ้นส่วนเข้ากับตัวรถ
ใส่เครื่องแบบหรูเหมือนพนักงานเสิร์ฟอาหารในภัตตาคารของโรงแรมชั้นดี

แผนกผลิตส่วนประกอบห้องโดยสาร ที่ทำจากไม้และหนังแท้ มีพนักงานถึง 350 คน อาร์-อาร์มีสีและลายไม้ให้ลูกค้าเลือกถึง 6 แบบ ส่วนล่างของไม้จะเป็นไม้อัดบางเฉียบซ้อนกัน 40 ชั้นประกบอยู่บนอลูมิเนียมรูปทรงเดียวกัน เพื่อป้องกันไม้แตกและเกิดอันตรายต่อผู้โดยสารกรณีชนหนักผิวบนสุดเป็นลายไม้ที่ลูกค้าเลือกเคลือบแลคเกอร์หนามันปลาบดุจกระจก

แฟนทอม แต่ละคันใช้หนังจากวัวถึง 18 ตัว ไม่เกี่ยวกับการฆ่าวัวนะครับ เพราะมันถูกฆ่ากินเนื้ออยู่แล้วโดยพวกที่หลงผิดคิดว่าโปรตีนจากสัตว์เป็นสิ่งประเสริฐก็ถูกหลอกต่อกันมาจากตำราเรียนยุคไดโนเสาร์นั่นแหละครับ ชักออกนอกเรื่องไปหน่อย อาร์-อาร์ยังเน้นการตอบสนองความประสงค์เฉพาะตัวของลูกค้าเหมือนเดิมรายการที่มีให้ลูกค้าเลือกจึงยาวเหยียด และแม้ไม่อยู่ในรายการก็ยังยินดีทำให้ถ้าสิ่งนั้นไม่มีอันตรายและไม่ผิดกฎหมาย

ระบบรองรับของ แฟนทอม เป็นแบบใช้ “สปริงอากาศ” หรือถุงลมแทนสปริงเหล็กจึงปรับระดับได้ตามความเหมาะสม และตามใจผู้ขับด้วย ที่ความเร็วสูงจะลดระดับตัวถังโดยอัตโนมัติเพื่อลดแรงต้านอากาศ ถ้าต้องผ่านถนนที่เป็นหลุมลึก ก็สามารถยกตัวถังให้สูงเป็นพิเศษได้แดมเพอร์หรือชอคอับ ฯ ปรับตัวโดยอัตโนมัติด้วยระบบอีเลคทรอนิคส์ ซึ่งรับข้อมูลต่างๆ
มาจากเซนเซอร์จำนวนมาก โดยประมวลผล 100 ครั้งในแต่ละวินาที เพราะฉะนั้นแค่ล้อหน้าตกหลุมชอคอับ ฯ ของล้อหลังก็จะปรับตัวได้ทันก่อนจะถึงหลุม การยึดแขวนล้อหน้าเป็นแบบปีกนกสองชั้นส่วนล้อหลังใช้ระบบมัลทิลิงค์ ซึ่ง บีเอม ฯ ชำนาญมาจากซีรีส์ 7 อยู่แล้ว

เครื่องยนต์ วี-12 สูบ ของ ซีรีส์ 7 ถูกเพิ่มความจุเป็น 6.75 ลิตร เท่ากับเครื่อง วี-8 เดิมซึ่งยังใช้ก้านกระทุ้งกระเดื่องวาล์วอยู่ บีเอม ฯ ใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์ระดับสูงครบครันกับเครื่องนี้ใช้กำลังสูงสุด 453 แรงม้า (เครื่องเดิม 335 แรงม้า) ที่ 5,350 รตน. แรงบิดสูงสุด 531 ปอนด์ฟุต ที่3,500 รตน. ดูแต่ตัวเลขจะรู้สึกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างเน้นกำลัง

แต่ที่จริงไม่ครับ บีเอม ฯ เน้นแรงบิดสูงที่ความเร็วเครื่องยนต์ต่ำ ที่ 1,000 รตน.ที่เครื่องยนต์นี้ให้แรงบิดได้ถึง 75 % ของแรงบิดสูงสุดทำได้เพราะใช้ระบบปรับจังหวะเปิดปิดและระยะอ้าของวาล์ว ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมของวิศวกร บีเอม ฯล้วนๆ เกียร์จะเป็นแบบอื่นไปไม่ได้ ต้องเป็นแบบอัตโนมัติเท่านั้น 6 จังหวะตามเทคโนโลยีล่าสุด ทั้งๆ
ที่ใช้กับสุดยอดเครื่องยนต์รุ่นนี้ แค่ 5 จังหวะก็เหลือเฟือแล้วครับ
คันเกียร์อยู่ที่พวงมาลัยตามประเพณีดั้งเดิมของ อาร์-อาร์ ซึ่งผมว่าถูกต้องแล้ว

เพราะผู้ขับ อาร์-อาร์ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือพนักงานขับ ไม่สมควรมาเลือกจังหวะเกียร์บ่อยๆ ให้วุ่นวาย
เช่นเดียวกับวงพวงมาลัย ซึ่งขณะพัฒนาและทดลองขับ นักทดสอบของ บีเอม ฯ ท้วงว่าเนื้อที่รอบวงมันน้อยไป คือ “ผอม” ไปหน่อย จับไม่เต็มมือเหมือนรถยุคนี้แต่ฝ่ายออกแบบก็ต่อสู้รักษาเอกลักษณ์ของมันไว้จนสำเร็จ ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะไม่ควรมีใครขับ อาร์-อาร์ ในทางคดเคี้ยวแข่งกับชาวบ้าน

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากคือ แฟนทอม รุ่นล่าสุดนี้ ไม่มีมาตรวัดความเร็วของเครื่องยนต์ครับเพราะดูไปก็เท่านั้น สนใจมากๆ จะพาลชนท้ายรถคันหน้าเปล่าๆเพราะระบบควบคุมเกียร์อัตโนมัติชั้นเลิศนี้ ไม่เหลืออะไรให้เป็นภาระของผู้ขับ อาร์-อาร์เนื้อที่ตรงนี้จึงเป็นของมาตรบอกกำลังสำรองของเครื่องยนต์ ว่ายังเหลืออยู่กี่เปอร์เซนต์ตอนติดเครื่องยนต์จอดอยู่ เข็มก็จะชี้ไปที่เลขทางขวาสุดคือ 100 %ถ้าเหยียบมิดและรอบเครื่องยนต์อยู่ที่แถว ๆ 5,300 รตน. เข็มก็จะชี้ไปที่ 0 %คือใช้กำลังทั้งหมดอยู่ในขณะนั้น ระหว่างขับก็แปรเปลี่ยนไปเรื่อย

ซึ่งก็ทำไม่ยากครับ วิธีวัดแบบนี้ ใช้สัญญาณจากความเร็วของเครื่องยนต์
กับสัญญาณที่ใช้ในการคุมวาล์ว (รถนี้ไม่ใช้ลิ้นผีเสื้อ)มาคำนวณกำลังของเครื่องยนต์ตามโพรแกรมที่ใช้ข้อมูลจากการทดสอบกำลังเครื่องยนต์บนแท่นวัดกำลังแล้วแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ป้อนให้กับมาตรวัดกำลังสำรอง ก็จะได้ของเล่นใหม่ให้เจ้าของ แฟนทอมนี้

สมัยก่อนนี้ใครที่ใช้รถหรูหราระดับโลกจะต้องทำใจว่า อาจถูกรถราคาหนึ่งใน 10 ทิ้งห่างได้เมื่อออกรถตอนไฟเขียว หมดยุคนั้นไปแล้วครับ
รถหรูหรายุคนี้มีอัตราเร่งระดับรถสปอร์ทชั้นดีกันเกือบทุกรุ่นแล้ว แฟนทอม เร่ง 0-96 กม./ชม.ในเวลาเพียง 5.7 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดโดยสัญญาสุภาพบุรุษระหว่างโรงงานรถชั้นดีของเยอรมนี เช่น เบนซ์/บีเอม ฯ และเอาดี ไว้ที่ 250 กม./ชม.

เมื่อถูกถามถึงคู่แข่งระดับ มายบัค (MAYBACH) จากค่าย ไดมเลร์ ไครสเลอร์ คาเมรอนตอบได้อย่างตรงจุดดังนี้ “มายบัค” คือ เบนซ์ รุ่นใหญ่สุดนั่นเอง แต่ อาร์-อาร์ คือ อาร์-อาร์ ไม่ใช่ บีเอม ฯรุ่นใหญ่ถัดจากซีรีส์ 7 ใครที่ชอบเทคนิคเยอรมันล้วนๆ แบบครัวสำเร็จรูปเยอรมัน ก็ควรซื้อ มายบัค ไป
ส่วน อาร์-อาร์ ของเรานั้นเหมาะกับลูกค้าที่ขับมันได้ทุกวันไม่มีเบื่อ แล้ววันหยุดก็ลุยรวดเดียวไปปร๋ออยู่ในเมืองหรูอย่าง มนเต การ์โล (MONTE CARLO) ได้อย่างสบายๆ

เกือบลืมบอกไปครับ ถึงจะหรูหราขนาดไหน เก้าอี้ด้านหลังให้ความสะดวกสบายเพียงใดผู้พัฒนาผู้ผลิตรถนี้ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เน้นให้เจ้าของขับเองเป็นหลัก นั่งหลังเป็นรองครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2546
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/tCLo4
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

รู้สักนิด ก่อนจะขับรถ “คลัทช์คู่”
มิติใหม่ของเกียร์สายพาน
กดปุ๊บ มาปั๊บ ?
รอยต่อแห่งยุคสมัย
แรงตก ไม่ต้องตกใจ
แนวคิดที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยียานยนต์