บทความ

ยิ่งล้างยิ่งแย่ !


แปลกนะครับ ในวงการรถยนต์ของเรานี่ อะไรที่ผิดไม่ควรทำ กลับแพร่ระบาดได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ที่จริงในวงการอื่นๆ ก็ไม่ต่างกันหรอกครับ เช่น ด้านสุขภาพ ด้านเสริมสวย ด้านความปลอดภัย ด้านอนามัย และอีกมากมายครับ

 

ผมลองถามตนเองว่าทำไม ก็ได้คำตอบที่เขียนถึงมาสองครั้งแล้ว คือพวกเราสามารถเชื่ออะไรได้ทันทีทันใด โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดมารองรับทั้งสิ้น อันตรายมากครับ ผมลองถามตัวเองต่อไปอีกว่าทำไม ก็ได้คำตอบว่า น่าจะเป็นเพราะพวกเราขี้เกียจคิด คิดแล้วทำให้รู้สึกว่าเหนื่อย ซึ่งก็อาจจะเหนื่อยอยู่บ้าง ถ้าเราใช้ความคิดมาหาเหตุผลรองรับอะไร

 

แต่ผมว่าผลที่ได้มันเป็นรางวัลที่ทำให้รู้สึกว่าคุ้มค่าที่ลงทุนคิดนะครับ และหลายๆ กรณีความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว ก็เพียงพอในการนำมาหาเหตุผล แต่หลายกรณีเช่นกันที่พวกเราไม่มีความรู้พอ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพวกเราไม่รักการอ่านหนังสือซึ่งเป็นขุมความรู้ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าสถิติการอ่านหนังสือของชาวไทยนั้น เพียงคนละเกือบสามบรรทัดต่อปีเท่านั้น อย่าลืมว่าในตัวเลขนี้ เป็นจำนวนบรรทัดที่มาจากหนังสือไร้สาระ มอมเมา อีกเกินกว่าครึ่งนะครับ คืออ่านจนจบแล้ว ก็จะไม่ได้ความรู้สาระอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อเราแม้แต่นิดเดียว

 

ถ้าไม่เชื่อลองไปยืนสำรวจตามแผงหนังสือใหญ่ๆ ดูก็ได้ครับ พวกเราส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดอยู่ว่า ผู้ที่เขียนหนังสือออกมาขายได้ จะต้องมีความรู้มากเป็นพิเศษ และเป็นความรู้ที่ดีและถูกต้องด้วย ไม่จริงนะครับ ใครๆ ก็เขียนและพิมพ์ออกขายได้ ถ้าหลอกให้คนซื้อได้จำนวนพอสมควรก็มีกำไรแล้ว

 

หนังสือจะต่างจากสินค้าส่วนใหญ่ตรงที่ สินค้าอื่นๆ มักจะถูกคัดถูกจัดระดับมาแล้วก่อนวางจำหน่ายว่ามีระดับคุณภาพเท่าใด สำหรับลูกค้าระดับไหน แต่หนังสือเป็นสินค้า “พิเศษ” หน่อยครับ คือหนังสือดีเยี่ยมคุณค่าสูง (หมายถึงเนื้อหานะครับ ไม่ใช่รูปเล่ม) อาจถูกวางปนกับหนังสือขยะได้บนชั้นเดียวกัน ในร้านเดียวกัน บางทีอาจจะประกบชิดกันอยู่เลยก็ได้

 

พวกหลังนี่ไม่อ่านจะดีกว่า เพราะไม่ให้คุณแล้วยังให้โทษด้วย ยิ่งกว่าเสียเวลาเปล่าอีก กระดาษเปล่ายังไม่เขียนอะไรสักหนึ่งแผ่นยังมีค่ามากกว่า แล้วจะเลือกให้ถูกต้องได้อย่างไร ? ไม่ยากครับ อ่านมากๆ แล้วคิดมากๆ ด้วย ก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างของดีกับของเน่าได้เองครับ เสียเนื้อที่ในคอลัมน์นี้ไปพอสมควรแล้ว แต่ผมคิดว่า หากทำให้ผู้อ่านสักห้าสิบคน “ตาสว่าง” ขึ้น ผมว่ามันคุ้มค่าแล้วครับ

 

กลับมาที่การเชื่ออะไรก็ได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับกันต่อ ปัญหานี้ไม่เกี่ยวกับระดับความรู้เลยนะครับ ยุคนี้ก็เลยเป็นยุคคนเรียนน้อยหลอกคนเรียนมาก ก็เพราะโรคขี้เกียจคิด ขี้เกียจหาเหตุผลนี่แหละครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างยิ่งคือวงแชร์ลูกโซ่ระดับชาติ ชื่อ ช. กับ น. ซึ่งมีเหยื่อการศึกษาระดับปริญญาตรีถึงเอกจำนวนไม่น้อย ที่ทำงานใหญ่โตมาจนเกือบเกษียณอายุทำงานแล้วก็มี

 

กลับเข้ามาเรื่องรถยนต์ของเราตามปกติกันต่อครับ มีผู้อ่านหลายรายถามมาว่า การล้างชิ้นส่วนภายในของเครื่องยนต์ เกียร์ และเฟืองท้าย จำเป็นหรือไม่ และถ้าแม้ว่าไม่จำเป็นแต่อยากจะทำ จะมีประโยชน์หรือเปล่า เพราะมีเสียงชักชวนหนาหูเหลือเกินแล้ว อะไรที่ว่าดีต่อรถ คนรักรถได้ยินเข้าก็จะหูผึ่งทันที ซึ่งเป็นปกติธรรมดา ผมไม่ว่าอะไร แต่ก่อนตัดสินใจต้องมีเหตุผลรองรับก่อน

 

เริ่มกันที่เครื่องยนต์ครับ ผมขอแบ่งภายในเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือเปลือกนอกของกระบอกสูบ ซึ่งเป็นห้องหรือโพรงสำหรับน้ำหล่อเย็น (ไม่นับเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศของรถบางรุ่นซึ่งเลิกผลิตไปแล้ว) น้ำหล่อเย็นนี้จะต้องผสมด้วยสารกันสนิม (นิยมเรียกกันว่าน้ำยากันสนิม) ตลอดเวลา

 

ซึ่งรถใหม่ทุกคันจะมีสารนี้ผสมอยู่เสมอ และจากประสบการณ์ของผม ทุกโรงงานจะใช้สารกันสนิมคุณภาพสูงพอ และผสมมาให้ในอัตราส่วนที่ถูกต้องด้วย เพราะมันเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงและการรับประกันคุณภาพด้วย ภายในของระบบหล่อเย็นจึงไม่เกิดสนิมอย่างแน่นอน และจะไม่มีสิ่งสกปรกใดๆ เกิดขึ้นได้ด้วย
หากเปลี่ยนน้ำมันหล่อเย็นตามกำหนด คือทุกๆ 18 ถึง 24 เดือน

 

ปัญหาก็คือผู้ใช้รถจำนวนมาก รวมทั้งช่างซ่อมรถด้วย ยังไม่เข้าใจหน้าที่และความสำคัญของสารกันสนิมนี้ เมื่อใดที่มีการรั่ว หรือปล่อยน้ำหล่อเย็นทิ้งเพื่อซ่อม มักจะเติมน้ำเปล่าเข้าไปแทน ทำให้เกิดสนิมและตะกรันขึ้นได้ภายในไม่กี่วัน และเพิ่มพูนสะสมมากขึ้นตามเวลา ถ้ารถของเราเข้าข่ายที่ผมว่ามานี้ ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะทำความสะอาดระบบหล่อเย็น และใช้งานใหม่ให้ถูกต้อง

 

ขั้นแรกปล่อยน้ำภายในระบบทิ้งให้หมด ใส่น้ำเปล่าใหม่ไปอีกครั้ง บางรุ่นต้องคลายสกรูไล่อากาศด้วย ถ้าไม่อยากคลายสกรูนี้ต้องเติมน้ำอย่างช้ามากเพื่อให้อากาศไหลสวนทางออกมาได้ทันติดเครื่องยนต์จนร้อนถึงอุณหภูมิใช้งานแล้วดับเครื่อง คอยให้ความร้อนลดลงสักพักแล้วปล่อยน้ำทิ้ง เติมน้ำเปล่าสะอาดอีกครั้งแต่อย่าให้เต็ม แล้วเติมน้ำยาล้างหม้อน้ำ (ที่จริงล้างทั้งระบบ)ลงไปจนหมดขวดหรือกระป๋อง

 

จากนั้นจึงเติมน้ำเปล่าจนเต็มแล้วปิดฝา ขับรถหรือติดเครื่องยนต์ให้นานเท่าที่กำหนดไว้ให้วิธีใช้น้ำยาล้างหม้อน้ำ แล้วถ่ายออกให้หมด ใส่น้ำเปล่าอีกครั้ง ให้เครื่องยนต์ทำงานจนร้อนพอ น้ำจะละลายเศษน้ำผสมน้ำยาล้างหม้อน้ำ รวมทั้งตะกรันและสนิมที่หลุดออกมาด้วย จากนั้นถ่ายทิ้ง เติมน้ำผสมน้ำยากันสนิมในอัตราส่วนที่กำหนดไว้ข้างภาชนะจนเต็ม ก็เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการครับ ถ้าไม่มีความชำนาญพอหรือความสามารถด้านนี้ อย่าทำเองครับ มันไม่ง่ายเหมือนตอนอ่าน โดยเฉพาะตอนคลายจุกถ่ายน้ำทิ้งขณะเครื่องยนต์ยังร้อน ให้ช่างทำให้โดยเรากำกับให้ถูกวิธี น้ำยาล้างหม้อน้ำควรเจาะจงใช้ของจากต่างประเทศอย่างสหรัฐ ฯหรือยุโรปเท่านั้น อย่าใช้ของไทยเด็ดขาดครับ เพราะผู้ผลิตไม่มีความรู้หรือไม่มีจรรยาบรรณพอ มีแต่สารละลายสนิมและตะกรันอย่างเดียว ยังเอามาขายไม่ได้ครับ ใส่เข้าไปแล้วซีลกันรั่วในปั๊มน้ำจะถูกทำลายทันที

 

เชื่อไหมครับ ผมเคยเห็นรั่วทันทีตั้งแต่ติดเครื่องยนต์ ก่อนจะรณรงค์ให้รักชาติ ใช้ของที่ผลิตในประเทศต้องควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานก่อนครับ น้ำยากันสนิมก็ควรเป็นของคุณภาพสูง แต่ของที่ผลิตในประเทศก็ใช้ได้ ควรเป็นสารเอธีลีน ไกลคอล (อ่านข้างภาชนะ) ซึ่งบริษัทน้ำมัน “ยักษ์ใหญ่” มีจำหน่ายตามปั๊มครับ ของ ปตท. และบางจาก ผมไม่แน่ใจว่ามีหรือไม่ ถ้ามีก็อุดหนุนคนไทยไว้ก่อน

 

ส่วนที่สองคือ ส่วนที่อยู่ในกระบอกสูบ ไม่มีอะไรสกปรกครับ เพราะถูกแกสร้อนจัดอยู่ตลอดเวลา จะมีก็ส่วนนอกห้องเผาไหม้ คือที่หัวของลิ้นไอดี ในรถที่มีอายุพอสมควร อาจมีคราบคาร์บอนจับหนาในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีสารละลายคราบคาร์บอนนี้ ผสมอยู่ในน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะต้องป้องกันและชะล้างกันแบบระยะยาว มีหัวเชื้อทำความสะอาดส่วนนี้ขายอยู่เหมือนกันครับ ทั้งแบบที่อ้างว่าฉีดใส่ไม่กี่นาทีแล้วละลาย (ซึ่งผมว่าเป็นไปได้ยาก) หรือหลุด (ถ้าหลุดจริงคงยุ่ง เพราะมันจะหล่นไปในกระบอกสูบเป็นก้อนหรือเป็นชิ้น ทำความเสียหายได้ไม่น้อย)กับแบบที่ผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงทุกครั้งที่เติม เป็นสิ่งที่เจ้าของรถไม่สามารถพิสูจน์ได้ครับ และหากจะทดสอบก็ต้องกินเวลาใช้งานเป็นเดือน และมีเครื่องมือทดสอบเพียงพอด้วย

 

คราวนี้มาถึงส่วนที่อ้างกันหนาหูว่าควรทำความสะอาด คือส่วนที่สัมผัสกับน้ำมันเครื่องทั้งหมด น้ำมันเครื่องที่ได้มาตรฐานตามที่ผู้ผลิตเครื่องยนต์กำหนดไว้
จะมีคุณสมบัติในการปกป้องชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์เพียงพอเสมอ

 

เรามาดูเฉพาะส่วนที่เป็นประเด็นของเราเท่านั้นนะครับ คือเรื่องความสะอาดภายในเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่องจะมีสารละลายเขม่าผสมอยู่เสมอ ละลายออกมาแล้วก็ยังไม่หมดปัญหา เพราะถ้าจอดนานๆแล้วเขม่าตกตะกอนเป็นปึก ก็จะทำลายชิ้นส่วนที่น้ำมันเครื่องไหลผ่านได้ ตั้งแต่ถูกดูดโดยปั๊มน้ำมันเครื่องแล้วไหลไปตามทางสู่จุดที่ต้องหล่อลื่น

 

เพราะฉะนั้นละลายออกมาแล้วต้องไม่ให้มันตกตะกอนเด็ดขาด ผู้ผลิตน้ำมันเครื่องจะใส่สารเคมีที่ช่วยให้น้ำมันเครื่อง “อุ้ม” ผงเขม่านี้ให้แขวนลอยอยู่ใน “เนื้อ” ของน้ำมันอยู่ตลอดเวลาครับ ชิ้นไหนใหญ่ถึงขั้นจะทำให้ส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์สึกหรอ ก็จะถูกไส้กรองน้ำมันเครื่อง ซึ่งมีรูพรุนละเอียด “กักตัว”
ไว้ตลอดกาล ส่วนที่เล็กไม่ทำอันตรายต่อเครื่องยนต์ก็จะ “แขวนลอย” อยู่อย่างนั้น ซึ่งก็คือผงเขม่าละเอียดที่ทำให้เรามองเห็นน้ำมันเครื่องเข้มขึ้นหรือ “ดำ” นั่นเองครับ

 

เพราะฉะนั้นถ้าใช้น้ำมันเครื่องใหม่ไปหลายสิบวัน (ขับทุกวัน) หรือเกินหนึ่งพันกิโลเมตร แล้วน้ำมันเครื่องยังใสเหมือนใหม่ น่าสงสัยว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องปลอม ที่ไม่มีสารทำความสะอาดหรือมีแต่เสื่อมแล้ว เพราะเอาน้ำมันเครื่องใช้แล้วมากรองเพื่อบรรจุขายใหม่

 

จำง่ายๆ ครับว่าน้ำมันเครื่องต้องดำเสมอเมื่อใช้งานไปพอสมควร จะดีหรือไม่ดีมากเพียงใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าใช้ไปนานแล้วยังมีสีเหมือนใหม่ เป็นน้ำมันเครื่องปลอมแน่นอน ในเมื่อน้ำมันเครื่องแท้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด สามารถทำความสะอาดภายในเครื่องยนต์ได้ดีเพียงพอดังกล่าวมาแล้ว ก็เป็นคำตอบในตัวแล้วนะครับว่าเราจำเป็นต้องใช้น้ำมันหรือน้ำยาพิเศษไปล้างชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์หรือไม่

 

คราวนี้ก็ยังเหลือกลุ่มที่อาจจะถามว่า ถึงรู้ว่าไม่จำเป็นก็ยังอยากจะล้าง เพราะรักรถสุดสวาทขาดใจ ควรทำหรือไม่ ?

 

ถ้าตอบว่าไม่ควร คงยังไม่ถูกต้องนัก ต้องตอบว่า ห้ามเด็ดขาดครับ! เพราะน้ำยาหรือน้ำมันที่ใช้ล้าง ล้วนมีคุณสมบัติในการหล่อลื่นไม่เพียงพอทั้งสิ้น ผมเห็นเล่นกันตั้งแต่กรอกเบนซินลงไปในช่องเติมน้ำมันเครื่อง ซึ่งมันจะไปละลายฟีล์มน้ำมันเครื่องในแบริง จุดหมุน จุดเสียดสีต่างๆ บางรายติดเครื่องแถมด้วย

 

แค่นึกก็ขนลุกแล้วครับ ผิวโลหะที่เสียดสีกันจะถูกทำลายพินาศไปทันที ถ้าถอดมาใช้แว่นขยายหรือส่องกล้องดู ถึงจะบอกว่าแค่ล้างเฉยๆ ไม่ติดเครื่อง แต่น้ำมันเครื่องในจุดสำคัญก็ถูกชะล้างไปหมดแล้วครับกว่าน้ำมันเครื่องใหม่จะถูกปั๊มน้ำมันเครื่องส่งมาถึง ผิวโลหะก็ชำรุดไปเรียบร้อยแล้ว

 

คราวนี้ก็ยังเหลือพวกที่อ้างว่า ของผม (ไม่มีของหนู หรือของดิฉัน เพราะพวกผู้หญิงเขาไม่ยุ่งเรื่องรถจนเกินเลยแล้วให้โทษ แต่พักหลังนี่มีบางรายที่ถูก “กล่อม” จนสำเร็จ) น่าจะใช้ได้เพราะล้างด้วยน้ำมันล้างเครื่องจักร (FLUSHING OIL) โดยเฉพาะเลย

 

คำตอบคือไม่ได้ครับ น้ำมันนี้สำหรับงานทำความสะอาดแบบอื่น ไม่ใช่ในเครื่องยนต์ของรถเรา มันจึงมีความหนืดหรือความข้นไม่เพียงพอ ถ้าใช้ภาษาทางวิชาการหน่อย ก็ต้องบอกว่าฟีล์มน้ำมันไม่หนาพอที่จะหล่อลื่นและต้านการสึกหรอได้ และยังไม่มีสารต้านความสึกหรอ (ANTI-WEAR AGENT) ที่ผสมอยู่ในน้ำมันเครื่องทั่วไปด้วย

 

ผมเขียนบรรยายมาเพื่อให้หายข้องใจสงสัยเท่านั้นนะครับ ที่จริงแล้วตอบเพียงสั้นๆ ก็จบได้ เพราะคำตอบก็คือ ไม่ทราบว่าจะล้างอะไรออก เพราะในเครื่องยนต์ปกติของเราที่ใช้น้ำมันเครื่องปกติ มันไม่มีสิ่งสกปรกอะไรให้ล้าง

 

แล้วถ้าใครยังบอกว่า ก็ผงเขม่าในน้ำมันเครื่องเก่านั่นไงที่สกปรก มันก็จะอยู่ในน้ำมันเครื่องใหม่ที่เราเติมเข้าไป แล้วผสมกับเศษน้ำมันเครื่องเดิมที่ตกค้างอยู่นั่นแหละครับ และก็จะมีมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าเมื่อใช้รถไปเพียงไม่กี่วัน

 

เรื่องเกียร์และเฟืองท้ายขอผัดไปฉบับหน้าครับ



------------------------------
เรื่องโดย : เจษฎา ตัณฑเศรษฐี
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2546
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/JzmUx

บทความที่เกี่ยวข้อง

คันเร่งค้าง ฝันร้ายของผู้ใช้รถ
เรื่องไร้สาระของการใช้
วิธีใช้
ใครเกลียด
ขับเคลื่อนล้อหน้า
อัพเดทล่าสุด
22 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th