บทความ

ค่ายดาวสามแฉกรุกหนัก


ค่ายดาวสามแฉกรุกหนัก
ปรับโฉมรถ เอส-คลาสส์
เพิ่มอุปกรณ์ความปลอดภัย

เยอรมนี-ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ เมร์เซเดส-เบนซ์ (MERCEDES-BENZ) ใช้พื้นที่ในงานมหกรรมยานยนต์ปารีสครั้งล่าสุด เป็นที่เปิดตัวรถตลาดรุ่นใหม่ๆ หลายรุ่น รวมทั้งรถธงในสายการผลิต คือ รถยนต์นั่งระดับสุดหรู เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ S-CLASS) ที่ผู้ใช้รถเบี้ยใหญ่ในบ้านเราคุ้นเคยกันดี ซึ่งได้รับการปรับปรุงในลักษณะ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” เป็นครั้งแรก

 

ค่ายดาวสามแฉกเริ่มนำรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ รุ่นปัจจุบัน ออกจำหน่ายในตลาดเมืองเบียร์เมื่อปลายปี 1998 และก่อนการเปลี่ยนแปลงแบบ “ยกหน้า” ครั้งนี้ มีรถให้เลือกใช้รวม 13 โมเดล คือ ตัวถังฐานล้อสั้น (SHORT WHEELBASE) มีขายรวม 6 โมเดล คือ S320-S430-S500-S55 AMG-S320 CDI-และ S400 CDI ส่วนตัวถังฐานล้อยาว (LONG WHEELBASE) มีขายรวม 7 โมเดล คือ S320-S430-S500-S55 AMG-S600-S63 AMG-และ S400 CDI

 

นอกจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทั้งในส่วนของตัวถังและเครื่องยนต์กลไกแล้ว นวัตกรรมใหม่ ที่ เมร์เซเดส-เบนซ์ นำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถ เอส-คลาสส์ รุ่นนี้ คือ ระบบความปลอดภัย PRE-SAFE ซึ่งค่ายดาวสามแฉกคุยว่า เป็นผลลัพธ์ของการวิจัยและพัฒนาที่ใช้เวลายาวนานกว่าหกปี โดยใช้นักขับรถทดสอบมากกว่าหนึ่งร้อยคนและนับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของความปลอดภัยในรถยนต์

 

ระบบความปลอดภัย PRE-SAFE ดังกล่าวนี้ วางพื้นฐานไว้บนผลการวิจัยของค่ายดาวสามแฉกที่แสดงให้เห็นว่า ประมาณสองในสามของอุบัติเหตุรถชนกันที่เกิดขึ้นทุกวี่ ทุกวันนี้ จะมีช่วงเวลายาวนานพอสมควร ระหว่างเสี้ยววินาทีที่บ่งบอกว่าน่าจะเกิดการชน กับเสี้ยววินาทีที่เกิดการชนขึ้นจริงๆ

 

เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ รุ่น “ยกหน้า” ยังคงมีตัวถังสองแบบเช่นเดิม โดยที่ตัวถังฐานล้อสั้น (SHORT WHEELBASE) จะมีรถให้เลือกใช้อย่างจุใจถึง 8 โมเดล คือ S350-S430-S430 4MATIC-S500-S500 4MATIC-S55 AMG-S320 CDI-และ S400 CDI ส่วนตัวถังฐานล้อยาว (LONG WHEELBASE) ก็มีให้เลือกใช้รวม 8 โมเดลเช่นกัน คือ S350-S430-S430 4MATIC-S500-S500 4MATIC-S55 AMG-S600-และ S400 CDI (รายละเอียดเครื่องยนต์ของรถแต่ละโมเดล โปรดติดตามอ่านได้ใน “ระเบียงรถใหม่”)

 

นอกจาก เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ ที่กล่าวข้างต้น ในงานมหกรรมยานยนต์ ปารีสครั้งล่าสุดนี้ ค่ายดาวสามแฉกยังเปิดตัวรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอล-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ CL-CLASS) รุ่น FACELIFT หรือ “ยกหน้า” ซึ่งมีการปรับปรุง ทั้งในส่วนของตัวถังและเครื่องยนต์กลไก แต่ลดจำนวนโมเดล จากที่เคยมีให้เลือกใช้ 4 โมเดล คือ CL500-CL55 AMG-CL600-และ CL63 AMG เหลือเพียง 3 โมเดล คือ CL500-CL55 AMG-และ CL600

 

กับมีการเปิดตัวรถรุ่นพิเศษอีกสองโมเดล ที่พัฒนาโดยสำนัก AMG คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี 55 เอเอมจี (MERCEDES-BENZ E55 AMG) ติดตั้งเครื่องยนต์ SOHC วี 8 สูบ 24 วาล์ว 5,439 ซีซี 476 แรงม้า ซึ่งเป็นรถ อี-คลาสส์ ที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน และ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี 30 ซีดีไอ เอเอมจี (MERCEDES-BENZ C30 CDI AMG) ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง DOHC 5 สูบเรียง 20 วาล์ว 2,950 ซีซี 231 แรงม้า ซึ่งน่าจะกล่าวได้ว่า เป็นรถสปอร์ทตราดาวสามแฉกแบบแรกในประวัติศาสตร์ ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล

 

ย่อยข่าว

* อิตาลี-เฟียต (FIAT) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเมืองมะกะโรนีอยู่ในภาวะ เหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ เมื่อปี 1987 เฟียต ผลิตรถออกขายได้ถึง 1.9 ล้านคัน และเฟียตครองส่วนแบ่งตลาดในอิตาลีถึงร้อยละ 55.4 ส่วนในยุโรปโดยรวม ส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 14.2 ของกลุ่มเฟียต จะเป็นรองก็แต่เพียง โฟล์คสวาเกน กรุพ (VOLKSWAGEN GROUP) ของเยอรมนีเท่านั้น สิบห้าปีผ่านไป เรื่องราวกลับ พลิกหน้ามือเป็นหลังเท้า ยอดผลิตของเฟียต หดเหลือแค่ 1.3 ล้านคัน/ปี ส่วนแบ่งตลาด ในยุโรปลดเหลือแค่ร้อยละ 9.1 แถมในช่วงหกเดือนแรกของปี 2002 ส่วนแบ่งตลาด ในอิตาลีก็ตกต่ำอย่างน่าใจหาย คือเหลือแค่ร้อยละ 32 รถอนุกรมใหม่ล่าสุดคือ เฟียต สตีโล (FIAT STILO) ที่คาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างดี ปีนี้ก็คงจะขายได้แค่ 200,000 คัน ในขณะที่เมื่อปีกลาย รถระดับเดียวกันของคู่แข่งคือ ฟอร์ด โฟคัส (FORD FOCUS) ขายได้ถึง 920,000 คัน เมื่อปี 2001 เฟียต ปิดผลประกอบการด้วยยอดขาดทุน 549 ล้านยูโร หรือเท่ากับประมาณ 23,000 ล้านบาท เชื่อกันว่าใน ปี 2002 นี้ ตัวเลขขาดทุนจะพุ่งสูงกว่านี้

 

* เยอรมนี-บีเอมดับเบิลยู (BMW) เจ้าของเครื่องหมายการค้า “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” เพิ่มเติมสีสันให้แก่รถ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-7 (BMW 7-SERIES) รุ่นใหม่ ซึ่งเริ่มจำหน่ายในยุโรปเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2001 โดยเสนอรถเครื่องยนต์ดีเซล/เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ให้เลือกใช้รวม 2 โมเดล คือ BMW 730D เครื่องยนต์ วี 6 สูบ 218 แรงม้า กับ BMW 740D เครื่องยนต์ วี 8 สูบ 258 แรงม้าทั้งสองโมเดลออกจำหน่ายแล้วเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนรถโมเดลหัวกะทิ คือ BMW 760I เครื่องยนต์ วี 12 สูบ 408 แรงม้า ซึ่งปรากฏตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสครั้งล่าสุด พร้อมๆกับรถดีเซลสองโมเดลนี้ มีกำหนดออกตลาดกลางปี 2003

 

* อังกฤษ-รถ โรลล์ส-รอยศ์ (ROLLS-ROYCE) คันสุดท้าย ที่ผลิตจากโรงงานซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองครูว์อี (CREWE) ในประเทศอังกฤษ ได้หลุดจากสายการผลิตไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา รถคันดังกล่าวเป็นรถเปิดประทุน โรลล์ส-รอยศ์ คอร์นิช (ROLLS-ROYCE CORNICHE) ตัวถังสีเงิน ห้องโดยสารตกแต่งเป็นพิเศษ ไม่จำหน่ายให้ใคร แต่จะเก็บรักษาเป็นสมบัติของโรงงานครูว์อี ซึ่งผลิตรถ โรลล์ส-รอยศ์ และ เบนท์ลีย์ อันมีชื่อเสียง มาตั้งแต่ปี 1946 ปัจจุบัน โรงงานแห่งนี้ได้ตกอยู่ในความครอบครองของกลุ่ม โฟล์คสวาเกน (VOLKSWAGEN GROUP) แห่งเยอรมนีและจะยังคงใช้เป็นสถานที่ผลิตรถ เบนท์ลีย์ ต่อไป ส่วนรถ โรลล์ส-รอยศ์ ซึ่งเจ้าของใหม่คือ บีเอมดับเบิลยู (BMW) ของเยอรมนี จะย้ายที่ผลิตไปยังโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งก็ตั้งอยู่ในเกาะอังกฤษเช่นกัน

 

* อังกฤษ-นิตยสารรถยนต์ฉบับหนึ่งของเมืองผู้ดียืนยันว่า ในรอบปี 2002 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ แจกวาร์ (JAGUAR) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งมียักษ์รองของเมืองมะกันคือ ฟอร์ด (FORD) เป็นเจ้าของ จะปิดผลประกอบการด้วยยอดขาดทุนไม่น้อยกว่า 320ล้านปอนด์ หรือประมาณ 21,700 ล้านบาท โดยระบุว่า สาเหตุสำคัญของยอดขาดทุน ที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้มีอยู่ด้วยกันสองข้อ ข้อแรกคือการเปลี่ยนรุ่นรถ แจกวาร์ เอกซ์ เจ-ซีรีส์ (JAGUAR XJ-SERIES) ที่ล่าช้ากว่ากำหนดไปหลายเดือน และข้อสองคือ ปัญหาเกี่ยวกับอาการสั่นในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของรถ แจกวาร์ เอกซ์-ไทพ์ (JAGUAR X-TYPE) ซึ่งทำให้บริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ซื้อไปก้อนโต รวมทั้งยังส่งผลให้มีรถค้างอยู่ในสตอคมากมายอีกต่างหาก

 



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2545
คอลัมน์ : ข่าวรอบโลก
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/1hQBu

Follow autoinfo.co.th