บทความ

คุณคิดอย่างไร ?


เดิมทีกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ ซึ่งกำลังจะประกาศใช้เร็วๆ นี้
จะเปิดช่องให้ผู้ขับขี่สามารถใช้อุปกรณ์เสริมที่เรียกว่า แฮนด์ฟรี หรือ สมอลล์ ทอล์ค ได้
แต่ตอนหลังกลับลำเป็นห้ามทั้งหมด ยกเว้นตำรวจจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ทำให้ความคิดเห็นของคนผู้เกี่ยวข้อง
แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายเห็นด้วยกับการห้ามทั้งหมด และฝ่ายเห็นด้วยเฉพาะการห้ามถือโทรศัพท์พูดคุยขณะขับรถ

การออกกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถครั้งนี้ ดำเนินการโดยยกร่างแก้ไข พระราชบัญญัติจราจรทางบก 2522
ในมาตรา 43 ซึ่งกำหนด ห้ามผู้ขับขี่ขับรถในลักษณะต่างๆ รวม 8 ข้อ โดยการแก้ไขคร้งนี้ได้เพิ่มข้อห้ามอีก 1 ข้อ เป็น
ข้อที่ 9 หรือ อนุ 9 ระบุว่า “ห้ามผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใดในขณะที่รถเคลื่อนที่
และห้ามขับรถในลักษณะที่ไม่อาจควบคุมการบังคับรถได้ดีเพียงพอแก่ความปลอดภัย”

สาระสำคัญของข้อ 9 นอกจากจะหมายถึงโทรศัพท์มือถือแล้ว ยังรวมถึงวิทยุสื่อสารในรถของตำรวจ แทกซี และอื่นๆ
ด้วย อีกทั้งรวมถึงการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่กระทบต่อการขับรถของผู้ขับขี่ เช่น รองเท้าส้นสูง
อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติของการบังคับกฎหมายจะกำหนดให้ ผบ.ตร.ในฐานะของเจ้าพนักงานจราจร
ออกข้อกำหนดและข้อยกเว้นต่างๆ ก่อนที่กฎหมายมีผลบังคับใช้
ทั้งนี้ในส่วนของกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์ขณะขับรถนี้ ยังต้องเสนอขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาก่อนด้วย

ในบ้านเรายังไม่มีสถิติเรื่องความเสี่ยง และความเสียหายอันเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ
แต่ในต่างประเทศมีการเก็บสถิติเรื่องนี้กันมาแล้ว ก่อนที่จะออกกฎหมายห้ามโทรระหว่างขับ

เช่นรายงานการวิจัยจากแคนาดาเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ
ที่เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์นิวอิงแลนด์ เจอร์นอล ออฟ เมดิชิน (JOURNAL OF MEDICINE) บอกว่า
ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงถึง 4 เท่าของผู้ที่ไม่ใช้ นอกจากนี้รายงานการวิจัยที่
สหรัฐอเมริกา ชี้ชัดว่าผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถจะเกิดอุบัติเหตุมากกว่าผู้ไม่ใช้เช่นกัน และที่ ญี่ปุ่น
ก็เคยวิจัยพบว่าหลังจากใช้ สมอลล์ ทอล์ค หรือแฮนด์ฟรีอุบัติเหตุลดลงถึงร้อยละ 60

จากผลการศึกษาของประเทศ อังกฤษ ที่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นว่า
การคุยโทรศัพท์มือถือขณะขับรถเป็นอันตรายมากกว่าการขับขี่ขณะมึนเมา
โดยนักวิจัยทดสอบว่าอันตรายจากการขับรถเกิดขึ้นได้อย่างไร
เปรียบเทียบระหว่างขับรถคุยโทรศัพท์มือถือหรือใช้แฮนด์ฟรี
กับขับรถขณะมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกฎหมายกำหนด
ผลปรากฏว่าความสามารถในการตอบสนองของผู้ขับขึ่ขณะคุยโทรศัพท์มือถือจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30
ของผู้ขับรถขณะมึนเมา และประมาณร้อยละ 50 ของผู้ขับขี่ปกติ

นอกจากนั้นยังชี้ให้เห็นอีกด้วยว่า
ผู้ขับขี่พร้อมคุยโทรศัพท์มือถือจะมีความสามารถในการควบคุมความเร็วต่ำกว่าผู้ขับขี่ขณะมึนเมา
และสามารถควบคุมรถให้อยู่ในระยะปลอดภัยจากรถคันหน้าได้ยากกว่าด้วย

และต่อไปนี้คือหลากหลายความคิดเห็น จากผู้บริหารบริษัทรถยนต์
และสื่อมวลชนที่จะต้องพัวพันกับรถยนต์และโทรศัพท์มือถืออย่างแยกไม่ออก

บริษัทรถยนต์

รอคโค บาสตา
ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด
บริษัท เฟียต ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด

“ไม่ควรใช้โทรศัพท์หรือแม้แต่แฮนด์ฟรี ในระหว่างขับรถ
เนื่องจากการขับรถเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อทั้งชีวิตผู้ขับและบุคคลรอบข้าง ผู้ขับขี่จะต้องมีความรับผิดชอบที่สูงมาก
การโทรศัพท์ระหว่างขับรถอาจทำให้เสียสมาธิจากการที่สมอง การรับรู้ และการตัดสินใจ
ถูกแบ่งออกไปจากการขับรถมาสู่หัวข้อที่กำลังสนทนา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นได้
ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ทั้งโทรศัพท์หรือแม้แต่แฮนด์ฟรีขณะที่กำลังขับรถอยู่”

ชาติชาย สุวรรณเสวก ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

“เห็นด้วยกับการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและแฮนด์ฟรีขณะขับรถ
เพราะการใช้โทรศัพท์มือถือหรือใช้แฮนด์ฟรีนั้นจะทำให้เสียสมาธิ
ปกติการขับรถให้ปลอดภัยจะต้องใช้สติสัมปชัญญะในการมองไปข้างหน้า มองสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตลอดเวลา มองระยะห่าง สิ่งกีดขวาง การควบคุมความเร็ว
เห็นได้ว่าคนใช้โทรศัพท์หรือแฮนด์ฟรีการควบคุมจะตกลง ขับรถกีดขวางทาง คร่อมเลน ฯลฯ

ในต่างประเทศมีการห้ามกันหมดแล้ว และในบางประเทศการขับรถมือเดียวก็มีความผิดแล้ว จึงเห็นด้วยอย่างมาก
ถือว่าความปลอดภัยของคนอื่นและตัวเราสำคัญสูงสุด”

พฤทธิพัทธ์ จักกะพาก
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด
บริษัท ยนตรกิจ ออโต้ เซ็นเตอร์ จำกัด

“การใช้แฮนด์ฟรีนั้นเห็นด้วย แต่ต้องขับรถชิดซ้าย เพราะถ้าคิดว่าการพูดโทรศัพท์แล้วรบกวนสมาธิ
ทุกอย่างก็กวนหมด ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หรือเสียงอะไรต่างๆ
แต่หากมีการเพิ่มเติมในส่วนของตำรวจเรียกได้หากรบกวนการจราจรก็เป็นสิ่งดี แต่ถ้าไม่ให้ใช้เลยเป็นไปไม่ได้
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ เป็นไอเดียที่ดี แต่ไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร”

คมกริช นงค์สวัสดิ์
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด
บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด

“เห็นด้วยกับการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ แต่ควรให้ใช้ สมอลล์ ทอล์ค ได้
เพราะปัจจุบันการใช้โทรศัพท์มือถือมีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต เลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี

ถ้าใช้ สมอลล์ ทอล์ค มือยังว่างเข้าเกียร์ เปิดกระจก หรือทำอะไรสะดวก แต่ที่ผ่านมาผู้บริโภคมักไม่ใช้ สมอลล์ ทอล์ค
จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุ

ส่วนถ้ามีการห้ามใช้ สมอลล์ ทอล์ค ก็คงเหมือนกับการห้ามติดฟีล์มกรองแสง จะยืดเยื้อ
อะลุ้มอล่วยกันอีก”

ปนัดดา เจณณวาสิน
กรรมการ
บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

“กฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถนั้นเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เนื่องจากกฎหมายจราจรในเมืองไทยยังมีปัญหาอยู่มาก แต่ถ้าเป็นต่างจังหวัดไม่จำเป็น
เพราะการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถอันตรายมาก ส่วนแฮนด์ฟรีนั้นจะให้การบังคับรถดีขึ้น
แต่สมาธิก็ไม่ได้อยู่ที่การขับรถ แต่จะมุ่งไปที่เรื่องที่พูดคุยและหัวข้อสนทนามากกว่า”

ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด
บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

“การใช้โทรศัพท์มือถือ จริง ๆ แล้วเป็นสิทธิส่วนบุคคลในสภาพการจราจรอย่างบ้านเรา การใช้โทรศัพท์ติดต่องาน
เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่การใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ มีโอกาสที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เนื่องจาก ขณะโทรศัพท์
ความสามารถในการควบคุม และการขับขี่จะลดลง จึงอาจก่อให้เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนได้
การมีกฎหมายควบคุมการใช้โทรศัพท์มือระหว่างการขับรถ เป็นสิ่งที่ดี และผมก็เห็นด้วย
แต่ควรจะอนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เสริม หรือ แฮนด์ฟรี ในระหว่างการขับรถ ถ้าถึงกับห้ามใช้เสียเลย ผมว่าหลายๆ
คนที่เป็นคนทำงานและต้องมีการติดต่อสื่อสาร และต้องทันเหตุการณ์อยู่เสมอจะเดือดร้อนมาก
อย่างที่บอกสภาพการจราจรบ้านเรามันไม่ได้เอื้ออำนวย ให้เราไปไหนมาไหนได้เร็วสักเท่าไร

ส่วนการใช้แฮนด์ฟรีน่าจะช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุต่อผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมทางได้ระดับหนึ่ง จริงๆ
แล้วน่าจะมีกฎหมายให้ผู้ผลิตรถยนต์ ติดตั้งอุปกรณ์โทรศัพท์เสริมในรถยนต์เลย อย่างที่มีหลายแบรนด์ทำอยู่
แต่เป็นเพียงออพชันพิเศษสำหรับรถบางรุ่นที่เป็นกลุ่มลักชัวรีเท่านั้น
ถ้ามีการผลักดันให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถทุกรุ่นได้ ก็จะดีมากและช่วยลดการสูญเสียได้”

ดร. วัชระ พรรณเชษฐ์
กรรมการรองผู้จัดการใหญ่
บริษัท เอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด

“การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถนั้นเห็นด้วย แต่การห้ามไม่ให้ใช้แฮนด์ฟรี หรือสมอลล์ ทอล์ค นั้นไม่เห็นด้วย
เนื่องจากในปัจจุบันคนในหลากหลายอาชีพมีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อธุรกิจและจะต้องใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนเป็น
เวลานาน เช่น เซลส์ นักธุรกิจ คนส่งเอกสาร

และถ้าหากจะรณรงค์ให้ใช้อุปกรณ์เสริมก็ควรที่จะลดภาษีในส่วนของอุปกรณ์เสริมให้ถูกลง
เพื่อให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น คนก็จะหันมาใช้กันมากขึ้น เพราะการใช้แฮนด์ฟรีก็นับว่าเป็นผลดีกับผู้ใช้เองด้วย
ที่ไม่ต้องได้รับผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กโดยตรง

ส่วนการจอดรถข้างถนนเพื่อพูดโทรศัพท์คงเป็นไปไม่ได้”

เรียวอิจิ ซาซากิ
กรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

“แน่นอน การใช้โทรศัพท์ไปขับรถไปจะทำให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น
ผู้ที่ขับขี่รถยนต์ควรมีความรับผิดชอบมากขึ้นหากมีการใช้โทรศัพท์

ส่วนการใช้แฮนด์ฟรี ก็จะเสียสมาธิเช่นกันเพราะว่าคุยกันเรื่อยไปสมาธิไม่ได้อยู่ที่ถนน
ซึ่งถ้ามีกฎออกมาก็ต้องเคารพต้องปฏิบัติ และถ้าอยากจะโทรจริงๆ ก็หาที่จอดรถแล้วโทร
คิดว่าผู้บริโภคคนไทยจะยอมหากมีกฎหมายกำหนดบังคับใช้”

คาร์ล โยฮัน ซานเดสโย
ประธาน
บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด

“บริษัท ยินดีที่จะเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากรัฐบาลใดในการช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนไทย
เป็นที่ทราบกันดีว่าการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่รถยนต์จะทำให้สมาธิในการขับขี่ลดน้อยลง

อย่างไรก็ตาม เราไม่ทราบว่ามีประเทศไทยบ้างที่ห้ามการใช้โทรศัพท์ระบบแฮนด์ฟรี ที่ติดตั้งในรถยนต์ โวลโว

คิดว่ากฎหมายและข้อบังคับจราจรใหม่ควรจะเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก
และถ้าออกกฎหมายบังคับใช้อาจจะไม่มีผลเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตามยังมีวิธีการอีกมากมายที่จะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
การบังคับใช้เข็มขัดนิรภัยในทุกๆ ที่ในรถยนต์ การใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับเด็ก
หรือการห้ามเด็กที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยนั่งในที่นั่งตอนหน้า

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องออกเป็นกฎหมาย
แต่รัฐบาลควรจะส่งเสริมการรณรงค์ดังกล่าวและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนเพื่อจะทำให้การลดอุบัติเหตุบน
ท้องถนนอย่างมีประสิทธิภาพ”

สื่อมวลชน

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย

“ควรห้ามใช้โทรศัพท์มือถือโดยยกเว้นอุปกรณ์เสริม แฮนด์ฟรี หรือ สมอลล์ ทอล์ค ถ้าห้ามใช้เลยไม่เห็นด้วย
อันตรายจะเกิดขึ้นตอนกดเลขเท่านั้น สมาธิอยู่ที่ความคิดไม่ได้อยู่ที่ตอนพูด
โลกนี้ไม่มีประเทศไหนห้าม เป็นความคิดของคนจิตวิปริต ควรที่จะรณรงค์ ไม่ควรออกมาเป็นข้อห้าม”

จิรายุ ห่วงทรัพย์
ผู้ประกาศข่าวไอทีวี

“การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในรถคงเป็นเรื่องแปลกสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการห้ามใช้แฮนด์ฟรี
เพราะในประเทศต่างๆ ไม่เห็นห้าม เดี๋ยวก็เหมือนกับกฎหมายฟีล์มกรองแสงอีก รัฐมนตรี ตำรวจ ก็ใช้กันทั้งนั้น
เพราะทุกคนมีธุรกิจมีความจำเป็น

การห้ามใช้แฮนด์ฟรี เป็นช่องทางของตำรวจ ในเรื่องการออกกฎหมายที่ไม่เด็ดขาด
ให้ใช้ดุลยพินิจของใครในเรื่องการตัดสินใจจับ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม
คนเราไม่อยากขับรถไปคุยไปหรอกถ้าไม่มีธุระจริงๆ”

วัชระ เรืองมาลัย
บรรณาธิการ นิตยสารจีเอ็มคาร์

“ไม่เห็นด้วยกับการใช้โทรศัพ์มือถือในรถ เนื่องจากจะทำให้ขาดสมาธิ
โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถยนต์ที่เป็นวัยรุ่นที่ขับรถในเมือง ถึงจะไม่ใช้ความเร็วสูงแต่ต้องระมัดระวัง 8 ทิศรอบตัว ต้องตั้งใจ
การเปิดเพลงเสียงดังก็ไม่สมควร จิตใจจะไปอยู่ที่อื่น ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อย ๆ

แต่ก็ควรมีข้อยกเว้นในเรื่องการใช้แฮนด์ฟรี เพราะมือก็ยังจับพวงมาลัยรถอยู่ ยกเว้นได้ก็ดี
เพราะหากมองแล้วประเทศไทยมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา หลายคนมีภารกิจเรื่องงาน ครอบครัว
บางครั้งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคุยกันในรถ แต่ก็ไม่ได้คุยกันมากจนทำให้เกิดการกีดขวางการจราจร”

วรพล สิงห์เขียวพงษ์
บรรณาธิการ นิตยสารไทยไดร์ฟเวอร์

“เห็นด้วย ในการห้ามใช้มือถือในรถยนต์ รวมทั้งแฮนด์ฟรี เพราะการขับรถเป็นเรื่องของสมาธิ
และการสนทนาก็ต้องใช้สมาธิ ถึงแม้จะใช้แฮนด์ฟรี แต่อยู่คนละที่ติดพันได้ แต่ถ้านั่งคุยกันในรถไม่เป็นไร
เพราะมีคนคอยเตือน การขับรถโดยไม่มีสมาธิเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

จริงๆ แล้วถ้าออกกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์ถึงตำรวจเห็นก็จับไม่ทัน แต่จะมีผลในด้านลดเวลาการใช้ต่อครั้งลง
เพราะคนไทยไม่ชอบการลิดรอนเสรีภาพ”



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2545
คอลัมน์ : บทความ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/xahrk
อัพเดทล่าสุด
25 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th