บทความ

เพื่อนซื่อสัตย์ของมนุษย์


ข้าพเจ้าเป็นคนที่ไม่เกลียดแต่ก็ไม่รักสุนัขมากนัก หากแต่เรามีอะไรร่วมกัน นั่นคือ
ข้าพเจ้าเกิดมาในปีที่มีสุนัขเป็นสัตว์ประจำราศีคือ ปีจอ และเวลาตกฟากที่แม่บอกไว้คือ เวลา “หมาหลับ”
ซึ่งโบราณบอกว่าคงราวๆ ตีสาม (นั่นเป็นเหตุผลที่พี่ชายและพี่สาวที่รักยิ่ง-คุณถาวร สุวรรณ และคุณสุกัญญา
ชลศึกษ์ หรือ คุณกฤษณา อโศกสิน
ไม่อาจฟันธงลงไปด้วยการผูกดวงว่าชีวิตของข้าพเจ้าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต แต่อดีตนั้นช่างเถิด
ข้าพเจ้ารู้หมดแล้ว เท่าที่ชีวิตให้เกินมาได้ถึงวันนี้ ก็คิดว่าเป็นชีวิตที่เหนือความคาดฝันแล้ว!)

เมื่อยามเยาว์ข้าพเจ้าฟังคุณครูเล่าเรื่อง “ย่าเหล”
สุนัขแสนรู้และสุดแสนจงรักภักดีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แล้วแทบจะร้องไห้
ต่อมาก็ท่องบทกลอนที่ล้นเกล้า ฯ ได้พระราชนิพนธ์ไว้อย่างซาบซึ้ง (ทุกครั้งที่ไปเยือนพระราชวังสนามจันทร์
จังหวัดนครปฐม ได้เห็นอนุสาวรีย์ย่าเหลแล้ว แทบจะกราบอนุสาวรีย์…)

ผู้เขียนหวังว่าคงจำกลอนที่ขึ้นต้นว่า

“อนุสาวรีย์นี้เตือนจิตร์ ให้กูคิดคำนึงถึงสหาย โอ้อาไลยใจจู่อยู่ไม่วาย กูเจ็บคล้ายศรศักดิ์ปักอุรา
ยากที่ใครเขาจะเห็นหัวอกกู เพราะเขาดูเพื่อนเห็นแต่เป็นหมา เขาดูแต่เปลือกนอกแห่งกายา
ไม่เห็นฤกตรึกตราถึงดวงใจ เพื่อเปนมิตรชิดกูอยู่เนืองนิตย์ จะหามิตรเหมือนเจ้าที่ไหนได้ ทุกทิวาราตรีไม่มีไกล
กูไปไหนเจ้าเคยเปนเพื่อทาง ช่างจงรักภักดีไม่มีหย่อน จะนั่งนอนยืนเดินไม่เหินห่าง ถึงยามกินเคยกินกับกูพลาง
ถึงยามนอน ๆ ข้างไม่ห่างไกลฯ”
(อักขรวิธีเหมือนที่ทรงพระราชนิพนธ์เดิม)

แต่เนื่องจากพระราชนิพนธ์นี้ยาวถึง 13 บท จึงขออัญเชิญมาพียงแต่ตอนต้นเพียงแค่นี้

ใครมีลูกหลานควรเล่าเรื่องของย่าเหลให้ฟัง เพราะจะช่วยปลูกฝังความรักสัตว์แก่ลูกหลาน
จะได้มีจิตใจเมตตาอารีแต่เยาว์วัย โตขึ้นเขาจะได้จิตใจอ่อนโยนเป็นคนน่ารัก

ครั้นมาได้ฟังเรื่องของสุนัขชื่อ “ทองแดง”
ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วยิ่งซาบซึ้งถึงความซื่อสัตย์และจงรักภักดี ตลอดจนความแสนรู้ของสุนัขยิ่งนัก

ข้าพเจ้าก็เหมือนกับพสกนิกรทั่วไป อยากได้เสื้อ “ครอบครัวทองแดง” ไว้สวม แต่ปรากฏว่าเราก็จองไม่ทัน
คงต้องหาทางจนได้ละน่า… (ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้ามีเสื้อผ้าฝ้าย ภาพฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ
สยามบรมราชกุมารีเป็นรูปช้าง และลายเซ็นพระนาม “สิรินธร” อยู่แล้ว ใครสนใจคงซื้อหาได้ที่ร้านจิตรลดาทั่วไป
ถ้าหาไม่ได้ คิดว่าที่ร้าน “ภูฟ้า” ศูนย์การค้าสยามดิสคัพเวอรี่คงมีแน่)

เมื่อเดือนก่อนนี้ ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้เห็นหนังสือ “ขนมลูกๆ ทองแดง” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ
สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรด ฯ ให้จัดพิมพ์ขึ้น ซึ่งนอกจากจะได้ศึกษาถึง “ครอบครัวทองแดง”
แล้วยังได้รำลึกถึงขนมต่างๆ ซึ่งมีชื่อขึ้นต้นด้วยทองอันเป็นภูมิปัญญาไทยอย่างน้อย 9 ชนิดน่ากินทั้งนั้น
ยกเว้นคนเป็นเบาหวาน!

“ทองแดง” มีทายาทกับ “ทองแท้” เป็นลูก 9 ตัว เป็นชื่อขนมไทยเรียงลำดับดังนี้
ทองชมพูนุท (เมีย) ทองเอก (ผู้) ทองม้วน (ผู้)
ทองทัต (ผู้) ทองพลุ (ผู้) ทองหยิบ (ผู้)
ทองหยอด (เมีย) ทองอัฐ (เมีย) ทองนพคุณ (ผู้)

พูดถึงเรื่องสุนัขแล้ว ผู้เขียนยังจดจำคำของแม่ได้เสมอ แม้กาลเวลาจะผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ แม่เคยพูดว่า
บ้านของเรานี่ไม่เคยเลยที่จะคิดเลี้ยงหมาหรือแมว เพราะสงสารมันที่เราไม่มีเวลาเอาใจใส่มันมากพอ
เห็นของเพื่อนบ้านที่เลี้ยงแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วสงสารจนมันต้องมาอาศัยข้าวบ้านเราอยู่บ่อยๆ
ในที่สุดทั้งหมาและแมวของเพื่อนบ้านมักมาสิงสถิตในบ้านเราจนเจ้าของเขาเขม่นมัน

ผู้เขียนเคยเสนอให้ไล่มันไป และไม่ให้ข้าวให้น้ำมัน แต่แม่บอกว่า โบราณท่านถือว่าครอบครัวใดที่ “แมวมาหา
หมามาสู่” แสดงว่าเป็นคนจิตใจสะอาด เพราะหมาแมวมันมีญาณพิเศษ รู้ว่าใครเป็นคนดีหรือจิตใจเป็นอย่างไร ถ้า
“แมวมาหา หมามาสู่” แสดงว่าเราเป็นคนดี เราควรจะตอบแทนมันด้วยการอุปการะในสถานประมาณ

“อีกอย่างหนึ่ง” แม่ย้ำกับข้าพเจ้า “ลูกเกิดปีจอนะ ถ้าไม่เอื้อเฟื้อต่อหมา แสดงว่าลูกเป็นคนใจดำต่อผู้มีอุปการคุณ
เพราะหมาเป็นสัตว์ที่ค้ำจุนราศีของลูก หากลูกเอื้อเฟื้อต่อหมาก็เหมือนลูกทะนุบำรุงชีวิตของตัวเอง
ลูกจะเจริญรุ่งเรือง”

คำของแม่เตือนให้ข้าพเจ้ารู้สึกสำนึกอยู่เสมอ แม้โกรธสุนัขเพียงใด ข้าพเจ้าก็จะพยายามข่มใจ
ไม่ทำร้ายมันด้วยความรุนแรง

ข้าพเจ้ามีความทรงจำเกี่ยวกับสุนัขพอจะนำมาเล่าได้หลายครั้งเหมือนกัน

เมื่อข้าพเจ้าลาออกจากราชการครูที่ต่างจังหวัดแล้วเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงานในบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย
ได้ไปเช่าบ้านอยู่ในซอยแห่งหนึ่งบริเวณถนนสุทธิสาร
มีสุนัขสีน้ำตาลของเพื่อนบ้านที่คนละฟากถนนชอบมานอนอยู่ที่ขั้นบันไดทางขึ้นบ้านที่ข้าพเจ้าเช่าอยู่
แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เคยให้ข้าวให้น้ำมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
(เพราะคนที่ทำหน้าที่นั้นคือพี่สาวซึ่งเป็นญาติที่คอยดูแลบ้านให้ข้าพเจ้า
ซึ่งแกทำไปด้วยความรักสุนัขเป็นธรรมชาติของแก)
แต่มันไม่เคยเห่าหรือครางทำความไม่พอใจใส่ข้าพเจ้าเลยแม้สักครั้งเดียว
ต่อให้ข้าพเจ้าก้าวข้ามตัวมันเวลามันนอนหลับขวางบันได (บนขั้นที่ 3) ขวางประตูอยู่
แต่ถ้าเป็นคนอื่นนอกจากข้าพเจ้ากับพี่สาวแล้ว แม้เจ้าของเดิมของมัน หากจะขึ้นบันไดบ้าน
มันจะขู่หรือเห่าอย่างไม่ไว้หน้าเลย

ข้าพเจ้าเช่าบ้านนั้นอยู่ประมาณเกือบปี จนกระทั่งข้าพเจ้าแต่งงานแล้วต้องย้ายไปอยู่หมู่บ้านใหม่
ซึ่งไกลจากที่เดิมประมาณ 6 กิโลเมตร วันที่เราขนของขึ้นรถบรรทุกมันพยายามจะกระโดดขึ้นไปกับเราด้วย
ข้าพเจ้ากับพี่สาวต้องดุและไล่มันลง เพราะเกรงใจเจ้าของเดิมของมัน ปรากฏว่ามันไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ลงจนได้

3 วันต่อมา เมื่อกลับไปขนของที่เหลือ เจ้าของของมันบ่นกับเราว่า มันไม่ยอมกินข้าวกินปลาได้แต่นอนซึม
เว้นแต่มีหมาจากที่อื่นหรือคนแปลกหน้ามามันจะทำท่าขู่และทำท่าจะเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นอนเฝ้าบันไดบ้านเดิมของเราอย่างกับมันเป็นเจ้าของ

ด้วยความสงสาร เจ้าของเขาเลยปรึกษาเราว่า ถ้าจะขอร้องให้เรานำมันไปเลี้ยงด้วย เราจะว่าอย่างไร
เราก็บอกว่าเราไม่ว่าอะไร เกรงใจแต่เจ้าของเดิมเท่านั้น เจ้าของบอกเราอย่างน่าสงสารว่า
เมื่อมันเปลี่ยนใจไปรักเราเสียแล้ว ที่สำคัญมันไม่ยอมกินข้าวปลาเลย เดี๋ยวก็จะเป็นอะไรไปเปล่า ๆ
เขาก็ยินดีตัดใจให้เรานำไปด้วย เราจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นเราก็ตามใจ

ข้าพเจ้าไม่อยากจะเชื่อเลย เมื่อเราขนของขึ้นรถหมดแล้ว ทั้งๆ ที่มันนอนหลับขวางบันไดตลอดที่เวลาที่เราขนของ
พอเราจะออกรถข้าพเจ้าตะโกนว่า “ไปไอ้ทอง ไปบ้านเรา” มันกระโดดขึ้นรถบรรทุกด้วยความลิงโลด ไม่เพียงทำเสียง
“งืดๆ ” เหมือนที่มันเคยแสดงความยินดีเมื่อข้าพเจ้ากลับจากทำงาน…มันระริกระรี้เห่าบ๊อก ๆ
แสดงความดีใจจนเจ้าของเดิมของมันหมั่นไส้และดีใจจนน้ำตาซึม

แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมาถึง 32 ปีแล้ว ข้าพเจ้ายังจำสีหน้าท่าทางของ “ไอ้ทอง” ได้เจนใจ

“ไอ้ทอง” อยู่กับเราประมาณครึ่งปี เมื่อเราต้องย้ายเข้าไปอยู่ใน “วังราชทัต” ด้วยพระกรุณาของเสด็จ –
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเหมวดี เราจึงจำเป็นต้องคืน “ไอ้ทอง” ให้เจ้าของเดิมมันอีกครั้งด้วยความอาลัย
เพราะเกรงจะไปมีปัญหากับ “เพชรสี” ที่เสด็จทรงเลี้ยงไว้ในวัง

แล้วเราก็ไม่ได้รู้เรื่อง “ไอ้ทอง” อีกเลย เพราะหลังจากนั้นเราก็มีสุนัขตัวอื่นๆ มาให้สนใจต่อมาอีกหลายตัว นอกจาก
“เพชรสี” แล้วยังมี “กีร์ตา” “โอชิน” และ “น้ำตาล” ซึ่งล้วนมีเรื่องน่าติดตามตื่นเต้นยิ่งกว่า “ไอ้ทอง” !



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2545
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/n7WvC

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
25 Sep 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,549,000
3.
1,749,000
4.
2,249,000
5.
4,590,000
6.
1,999,000
7.
3,990,000
8.
3,065,000
9.
2,790,000
10.
5,490,000
11.
1,354,000
12.
3,399,000
13.
750,000
14.
1,129,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th