บทความ

เทคนิคขับรถแบบเซียน


แม้ประวัติการแข่งขันของ เพนท์ทิ แอร์ริคคาลา (PENTTI AIRRIKKALA)นักแข่งแรลลีชาวอังกฤษที่เคยคว้าแชมพ์รายการ อาร์เอซีแรลลีเมื่อปี 1989 ด้วย รถ มิตซูบิชิจะไม่โด่งดังเท่ากับนักแข่งคนอื่นๆ แต่เขาเป็นที่ยอมรับในวงการมอเตอร์สปอร์ทของอังกฤษ โดยยกให้เป็น”พ่อมดแห่งการเบรคด้วยเท้าซ้าย”

การเข้าโค้งโดยใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรคจะทำได้เร็วกว่าและปลอดภัยกว่าการใช้เท้าขวาเหมือนการขับรถตามปกติโดยทั่วไปถึงแม้วิธีการนี้จะฝืนความรู้สึกกับการเรียนรู้อยู่มากพอสมควร แต่ถ้าสามารถใช้เท้าซ้ายได้อย่างคล่องแคล่วแล้วจะต้องยอมรับว่าวิธีการนี้เป็นเทคนิคการควบคุมรถที่วิเศษมาก

เพนท์ทิ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ชำนาญวิธีการขับแบบนี้เท่านั้น เขายังถ่ายทอดมันให้แก่บุคคลทั่วไปด้วยโดยเปิดสอนแบบตัวต่อตัว ในแต่ละปีจะมีลูกศิษย์ที่ผ่านการสอนของเขาไม่น้อยตั้งแต่บุคคลทั่วไปจนถึงนักแข่งรถระดับทอพเทน ทั้งในวงการแรลลี และเรซิงวิธีการนี้จะช่วยลดเวลาการตอบสนองที่จะต้องยกเท้าขวาย้ายมาเหยียบเบรคซึ่งจะช่วยเพิ่มทักษะในการขับรถได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้นสามารถลดเวลาต่อรอบได้ถึงครึ่งวินาทีในการแข่งขันแบบเซอร์กิทและจะลดไปได้หลายวินาทีในช่วงทดสอบพิเศษของการแข่งขันแบบแรลลี ส่วนสถานที่จัดอบรม เพนท์ทิเลือกบริเวณสนามบินโอคลีย์ (OAKLEY) นอกเมืองออกซ์ฟอร์ด ในประเทศอังกฤษ

การเบรคด้วยเท้าซ้ายไม่ใช่เทคนิคที่นำมาใช้แค่ในสนามแข่งเท่านั้น ทุกคนสามารถนำวิธีการนี้ไปใช้ในระหว่างการขับรถประจำวันได้ วิธีการนี้จะทำให้ระยะเบรคสั้นลง เพราะมีการตอบสนองสั่งการรวดเร็วมากขึ้นและสามารถควบคุมรถให้เกิดความสมดุลได้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฉุกเฉินแต่ที่สำคัญคือเท้าซ้ายต้องพร้อมอยู่เสมอ ฉะนั้นในการฝึกสอน เพนท์ทิจึงเน้นการฝึกเท้าซ้ายให้พร้อมสำหรับใช้งานให้มากขึ้นเท่าเทียมกับเท้าขวา

เคยมีการจับเวลาของการตอบสนองการสั่งการในการเบรค เท้าซ้ายใช้เวลาโดยเฉลี่ยเพียงแค่ 0.4 วินาทีซึ่งหมายถึงว่าสามารถลดระยะเบรคได้ถึง 7-10 เมตร หากใช้ความเร็วอยู่ในระดับ 110 กม./ชม.ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนนได้มากทีเดียว

แม้ว่าการเบรคด้วยเท้าซ้ายจะเป็นวิธีการเบรคที่มีประสิทธิภาพสูงแต่การใช้งานในชีวิตประจำวันค่อนข้างลำบากเพราะในรถยนต์นั่งที่ผลิตออกจากโรงงานมีเพียงไม่กี่รุ่นที่มีที่พักเท้าซ้ายอยู่ในระยะใช้งานได้ถนัด เพนท์ทิจึงใช้วิธียกเท้าซ้ายรอไว้หากคาดว่าจะต้องใช้งานไม่ว่าจะเป็นแถบชุมชน หรือในบริเวณทางร่วมทางแยก

จุดประสงค์หลักของการเบรคเท้าซ้าย คือการลดเวลาในการตอบสนองของผู้ขับลง หากใช้งานบนทางสาธารณะการขับรถก็จะมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่ในสนามแข่งคือการลดโอกาสที่รถจะเสียการควบคุม และที่สำคัญที่สุดคือคุณไปได้เร็วกว่า ซึ่งเป็นสุดยอดความปรารถนาของกีฬาแข่งรถ

ไม่เคยมีใครเคยนับว่าการเบรคด้วยเท้าซ้ายมีกี่วิธี แต่อย่างไรก็ตามมันสามารพัฒนาการขับให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วยการทดลองขับให้ดูบนผิวรันเวย์ ซึ่งมีกรวยวางเป็นระยะสำหรับการทดลองการขับสลาลอมด้วยความเร็วสูงสำหรับบทเรียนแรก เพนท์ทิ เลือกรถ ฟอร์ด มนเดโอ วี 6 สูบ ขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นรถทดสอบ ซึ่งภายใน มนเดโอคันนี้มีแป้นเหยียบในฝั่งของผู้โดยสารด้านหน้าด้วย แต่ เพนท์ทิ ได้ห้ามไม่ให้นักเรียนแตะต้องแป้นเหล่านี้

ในการทดสอบชุดแรก คือการขับสลาลอมผ่านกรวยไปด้วยความเร็วประมาณ 70-80 กม./ชม.ซึ่งการเบรคด้วยเท้าขวา กรวยแรก มนเดโอ สามารถผ่านไปได้อย่างสบายจนกรวยที่สาม มนเดโอเริ่มออกอาการท้ายกวาดออก เพนท์ทิ พยายามแก้ไขอาการโอเวอร์สเตียร์ที่รุนแรงมากขึ้น แต่การแก้ไขดูเหมือนจะไร้ผล

เพนท์ทิ ขับรถกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้งแต่คราวนี้เขาใช้เท้าซ้ายช่วยแตะเบรคในจังหวะที่เร่งเครื่องพารถผ่านไพลอน มนเดโอ ภายใต้การควบคุมการเบรคด้วยเท้าซ้าย สามารถขับผ่านสิ่งกีดขวางไปได้อย่างนุ่มนวล และมั่นคงโดยล้อหน้าของมันทำหน้าที่ควบคุมทิศทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ ล้อหลังออกอาการลื่นไถลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและที่สำคัญคือ สามารถทำความเร็วได้สูงกว่าเดิมเกือบ 10 กม./ชม.

เมื่อเหยียบเบรค น้ำหนักของรถจะกดลงไปบนล้อคู่หน้า ทำให้รถเกาะถนนมากขึ้นสำหรับรถคันนี้ได้ตัดระบบเบรคเอบีเอสออกไป ซึ่งจะสามารถเบรคจนล้อหลังลอคเพื่อที่จะสาดท้ายออกจากโค้งได้ทดแทนในกรณีเครื่องยนต์ไม่มีแรงพอที่จะเหวี่ยงท้ายรถไถลออกไปซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับการดึงเบรคมือลอคล้อคู่หลัง ช่วยให้ท้ายรถปัดออกเพื่อให้เข้าโค้งได้ง่ายขึ้น

เทคนิคการเข้าโค้งของ เพนท์ทิ เมื่ออยู่ในโค้งให้เบรคอย่างรุนแรง จนรู้สึกว่าล้อหน้าเริ่มไถลให้ถอนเบรคทันทีเพื่อแก้อาการหน้าลื่นไถลเปลี่ยนไปเป็นท้ายลื่นแทนการควบคุมอาการของรถสามารถสร้างความสมดุลในการขับขี่ ด้วยการหักเลี้ยวเพื่อเพิ่มอาการล้อหน้าลื่นไถลหรืออันเดอร์สเตียร์ และถอนเบรคเพื่อลดอาการอันเดอร์สเตียร์ซึ่งจะช่วยให้การบังคับรถในช่วงสลาลอมไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพนท์ทิ ควบ มนเดโอต่อไปทางปลายรันเวย์ซึ่งเป็นโค้งยูเทิร์นขวา ขณะนั้น มนเดโอ พุ่งไปด้วยความเร็วเกือบ 140 กม./ชม.จึงถูกฉีกออกไปทางซ้ายอย่างแรง จนดูเหมือนจะพุ่งออกจากรันเวย์ อีก 130เมตรก่อนถึงโค้ง เขาหักขวาอย่างแรงเท้าซ้ายยกขึ้นมาเหยียบแป้นเบรคเพื่อลดการหมุนฟรีของล้อ ขณะที่เท้าขวายังกดคันเร่งเดินเครื่องมากกว่า 50เปอร์เซนต์ พวงมาลัยหักขวาพุ่งเข้าหากรวยยางที่เรียงรายตามหัวโค้งยูเทิร์น อีก 10 กว่าเมตรก่อนถึงหัวโค้ง เพนท์ทิยกเท้าซ้ายออกจากแป้นเบรค ท้ายของ มนเดโอ กวาดออกไปทางซ้าย เพนท์ทิหักพวงมาลัยสวนกลับไปทางซ้ายทันที (เคาน์เตอร์สเตียร์) เพื่อให้ล้อหน้าเป็นตัวควบคุมทิศทาง
รถพุ่งเฉียดกรวยยางไปได้อย่างเฉียดฉิว เท้าขวายังคงรักษารอบเครื่องยนต์อยู่ในระดับเดิมทำให้ มนเดโอกวาดโค้งไปตามแฮร์พิน จนถึงทางตรงเท้าซ้ายกดลงไปบนแป้นเบรค อาการลื่นไถลหายไปทันทีเหมือนโดนมนต์สะกด มนเดโอ พุ่งพรวดออกจากโค้ง โดยไม่ปรากฏอาการล้อหมุนฟรีจากการทำงานของเท้าซ้ายไม่ต่างจากรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีระบบควบคุมการหมุนฟรีของล้อที่ควบคุมด้วยอีเลคทรอนิค

เมื่อถึงคราวนักเรียนจะต้องขับเอง เพนท์ทิ ย้ายมานั่งด้านข้าง โดยให้นักเรียนควบคุมทิศทางอย่างถูกต้องเมื่อเข้าโค้งรถจะกวาดท้ายออกไป เพนท์ทิ จะคอยช่วยควบคุมแป้นเบรคพิเศษด้านคนนั่งเพื่อให้นักเรียนจับอาการที่เกิดขึ้น เมื่อทำหลายๆ ครั้งจนคุ้นเคยกับการใช้เท้าทั้งสองควบคุมรถ

จาก มนเดโอ ซึ่งขับหน้า เพนท์ทิ ได้เปลี่ยนรถเป็น ฟอร์ด สิเอร์รา คอสเวิร์ธ ขับเคลื่อนสี่ล้อโดยยังคงใช้เทคนิคการควบคุมรถเหมือนกับ มนดโอ ทุกประการ และคันสุดท้ายคือ บีเอมดับเบิลยู เอม 3 คันแรงซึ่งเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง ยังคงใช้เทคนิคการขับเหมือนเดิม ระบบรองรับเซทมาค่อนข้างแข็ง และมีพละกำลังมากแต่การควบคุมจะทำได้ง่ายกว่าสองคันแรก และขับสนุกกว่าแน่นอน

ครั้งแรกทดลองเข้าโค้งด้วยการเหยียบเบรคด้วยเท้าขวาตามปกติ เอม 3 เข้าโค้งด้วยความเร็วสูงในช่วงพุ่งเข้าหาโค้งเท้าขวาเหยียบคันเร่งสลับกับเบรคจนพ้นโค้งแล้วกดคันเร่งลงไปอย่างรวดเร็ว ท้ายของ เอม 3 กวาดออกก่อนที่จะหมุนพวงมาลัยคืนเพื่อนำรถพุ่งออกจากโค้ง

คราวนี้เข้าโค้งเดิมอีกครั้งด้วยวิธีการใหม่ของ เพนท์ทิ โดยขับพุ่งเข้าหาโค้งเหมือนกับการเบรคด้วยเท้าขวาล้อทั้งสี่ยังคงเกาะแนบสนิทอยู่กับพื้นถนน เท้าขวาเหยียบคันเร่งเดินเครื่องเหมือนเดิม แต่ เอม 3กลับสงบเสงี่ยมจากแป้นเบรคที่ถูกกดอยู่ด้วยเท้าซ้ายเพื่อแก้อาการของรถถ้าล้อหน้าเริ่มลื่นไถลก็จะเพิ่มแรงกดเบรคลงไปน้ำหนักตกลงที่ล้อหน้าเพื่อเป็นจุดหมุนให้ท้ายเหวี่ยงออกลดอาการหน้าดื้อ แต่ถ้าท้ายไถลออกก็รักษาอาการสมดุลด้วยการหักพวงมาลัยแก้ (เคาเตอร์สเตียร์)การเข้าโค้งด้วยวิธีการนี้จะสามารถทำความเร็วได้มากกว่าวิธีการเดิมเกือบ 20 กม./ชม.หลักสูตรซึ่งใช้เวลาหนึ่งวันก็จบลงพอดี

การเบรคด้วยเท้าซ้ายจะช่วยแก้อาการของรถให้เกิดความสมดุลในทันทีที่รถเริ่มเสียหลักได้รวดเร็วกว่าการที่จะต้องย้ายเท้าขวาเหยียบคันเร่งสลับกับเบรค แต่ก่อนจะนำวิธีการนี้ไปใช้บนท้องถนนร่วมกับผู้อื่นควรได้รับการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญก่อนจึงจะให้ความปลอดภัยและสามารถขับเข้าโค้งได้รวดเร็วยิ่งกว่าการเหยียบเบรคด้วยเท้าขวาถ้ายังไม่แน่ใจว่าเราสามารถควบคุมเท้าซ้ายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว อย่านำวิธีการใหม่นี้มาใช้อย่างเด็ดขาด

 



------------------------------
เรื่องโดย : อกนิษฐ์ ทัพภะสุต
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2545
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/IQ9lO

Follow autoinfo.co.th