บทความ

ดูละครย้อนดูวัฒนธรรม


เพื่อนคนหนึ่งถามข้าพเจ้าว่า ดูเรื่อง “สะใภ้จ้าว” หรือเปล่า ? ดูแล้วคิดถึงอะไรบ้าง ?

เพื่อนรู้ว่าข้าพเจ้าชอบดูละครโทรทัศน์ เพราะนั่นคือการแสวงหาความรื่นรมย์ราคาเยาที่สุดอย่างหนึ่ง

ที่สำคัญ เราไม่ต้องเสียเวลาแต่งตัว ขับรถออกไปนอกบ้านให้เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นเพราะความสำราญนั้นล่วงล้ำเขามาบริการเราถึงห้องทุกห้องในบ้าน แม้แต่ห้องน้ำ และห้องนอน

ผู้เขียนตอบว่าช่วงนั้นก็มีละครเรื่องนี้ที่พอดูได้ ดูแล้วรู้สึกว่าใกล้ตัวดี เพราะคนเขียนเรื่องนี้ นามปากกา “รจนา”ก็ดูจะเป็นคนที่ข้าพเจ้ารู้จัก ถ้าเดาไม่ผิดเธอก็เป็น “สะใภ้เจ้า” อยู่ด้วยนอกจากนั้นในช่วงหนึ่งที่เคยได้รับพระกรุณาจากพระบรมราชวงศ์พระองค์หนึ่ง จึงอยากรู้ว่าความเป็นไปในวังกับเรื่องในละครเป็นไปในทางเดียวกันหรือต่างกันอย่างไร

ดูแล้วก็เกิดความรู้สึกหลายประการ โดยเฉพาะ ด้านศิลปะและวัฒนธรรม แต่ในเนื้อที่ตรงนี้ คงพอจะเขียนถึงในแง่”ภาษา” ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรแสดงความเห็นปลอดโปร่งใจมากที่สุดกว่าเรื่องอื่น

มองในแง่ภาษา คำแรกนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าคนไทยเรายังเข้าใจผิดว่า “จ้าว”ใช้ในความหมายที่เราหมายถึงบุคคลในพระราชวงศ์ หรือแม้แต่คนที่มีอำนาจวาสนา เช่นมหาเศรษฐีหรือผู้มีอำนาจในบ้านเมือง แม้ไม่ใช่บุคคลในพระราชวงศ์ ก็มักใช้คำว่า “จ้าว” เช่นที่ใช้ “จ้าวแผ่นดิน”ทั้งในนวนิยายหรือในภาพยนตร์ทั้งในเมืองไทยและจากต่างประเทศ

ความจริงนั้นท่านผู้รู้ทางภาษาท่านบอกว่า คำว่า “จ้าว” อาจมีเขียนในสมัยก่อนแต่แท้จริงแล้วไม่มีเขียนในภาษาไทยเป็นทางการเลย เพียงคำเดียวคือ “เจ้า”เราก็ใช้แทนคำที่หมายถึงบุคคลในพระราชวงศ์ (ซึ่งเราจะใช้ว่า “เจ้านาย” ในภาษาพูด)และในความหมายที่หมายถึงสรรพนามบุรุษที่สอง (คู่กับสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง คือข้า)รวมทั้งคำที่เราใช้บอกความเป็นเจ้าของ คือ “เจ้าของ” ดังตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ คำว่า “พระเจ้าแผ่นดิน”ซึ่งเราไม่เคยเขียนเป็น “พระจ้าวแผ่นดิน” มาเลย และคำว่า “พระเจ้าแผ่นดิน”ก็เป็นคำที่มีความหมายตรงตัวอักษรมากที่สุด คือ”พระ(มหากษัตริย์ที่คนไทยยกย่องว่า)ผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินทั้งหมดในเขตพระราชอำนาจที่พระบารมีแผ่ไปถึง”

เนื่องจากคำว่า “เจ้า” ที่อยู่โดดๆ นั้นคนไทยมักออกเสียงเป็นเสียงยาว (เหมือนคำที่สะกดด้วยสระ อา มี “ว”เป็นตัวสะกดในแม่เกอว คือ “จ้าว”) ทั้งนี้เพราะคนไทยชอบพูดมีหางเสียงให้ไพเราะนุ่มนวล เหมือนๆคำที่ผสมสระเสียงสั้น แต่คนไทยออกเสียงยาวมีหางเสียง (ตรงข้ามกับที่คนโบราณเรียกคนพูดเสียงสั้นๆ ห้วนๆ ว่า”มะนาวไม่มีน้ำ”)

เช่น “น้ำ” – ก็ออกเสียงเป็น “น้าม””ได้” – ก็ออกเสียงเป็น “ด้าย””ไม้” – ก็ออกเสียงเป็น “ม้าย” เป็นต้น

ครั้นคนที่ออกเสียงตรงตามตัวอักษรอย่างชาวราชบุรี-เพชรบุรี ออกเสียง “น้ำ” (เสียงสั้น)ก็ไปหัวเราะเยาะเขาว่าเขาออกเสียงผิด ทั้งที่คนส่วนมากในประเทศออกเสียงผิดเป็น “น้าม”

สรุปว่า ชื่อเรื่อง “สะใภ้จ้าว” นั้นผิดตั้งแต่ต้น

คำที่สองที่ผู้เขียนสังเกตว่าน่าจะผิดคือ “คำรับ” สำหรับใช้กับ “เสด็จ” คือพระเจ้าบรมวงค์เธอ(พระราชโอรสหรือพระราชธิดา ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งประสูติแต่ “เจ้าจอมมารดา” คือสามัญชน)ซึ่งในความเป็นจริง เมื่อผู้ชายพูดกับ “เสด็จ” ควรใช้คำรับว่า “พ่ะย่ะค่ะ” ถ้าเป็นผู้หญิงก็ใช้คำว่า “เพคะ”(ซึ่งในภาษาพูดจริงจะออกเสียงเหมือน “มังคะ” โดยพยางค์ “มัง” นั้นจะออกเสียงเบามาก เราแทบจะไม่ได้ยิน)ถ้าใช้คำรับให้ถูกต้อง ละครก็ควรจะใช้เช่นนี้

แต่ในเรื่อง “สะใภ้จ้าว” บรรดาหม่อมราชวงศ์ชาย ทั้งพระเอก (สหรัถ สังคปรีชา) และพระรอง (สราวุฒิ สมมาตร)ต่างใช้คำรับกับเสด็จว่า “กระหม่อม” ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นคำที่ผิด เพราะคำว่า “กระหม่อม” ใช้เป็นคำรับที่ผู้ชายใช้กับ”หม่อมเจ้า” หรือกับ “พระวรวงศ์เธอ” ความจริงรวมทั้ง “พระเจ้าวรวงศ์เธอ” ด้วย แต่ก็มีบางคนเข้าใจว่า”พระเจ้าวรวงศ์เธอ” เป็นบุคคลขั้นที่เรียกว่า “เสด็จ” จึงใช้ “พ่ะย่ะค่ะ” กับพระเจ้าวรวงศ์เธอด้วย

ดังในยุคนี้ที่มีคนเรียก “พระองค์ชาย” ๓ พระองค์ (คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการ) ว่า “เสด็จ”และใช้คำรับกับท่านว่า “พ่ะย่ะค่ะ” ด้วยความเคารพยกย่อง

คำที่สามคือคำว่า “เสด็จ”

คำนี้มีความหมาย ๒ ประการคือ หมายถึงพระบรมราชวงศ์ชั้น “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ” คือเป็นพระราชโอรส-พระราชธิดา ของพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีพระมารดาเป็นสามัญชน (คือบุคคลตั้งแต่หม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวงและคนธรรมดาทั่วไป) ซึ่งท่านเหล่านั้นก็จะถูกเรียกว่า “เจ้าจอม” ครั้นเจ้าจอมคนใด คลอดลูกมาเป็นพระเจ้าลูกเธอ -พระเจ้าลูกยาเธอ ซึ่งต่อมาในสมัย ร.๖ โปรดให้เรียกว่า “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ” ท่านเหล่านั้นก็จะถูกเรียกว่า”เจ้าจอมมารดา”

คำว่า “เสด็จ” ที่เป็นคำนามจึงเป็นคำเรียกในภาษาพูดหรือที่ในพจนานุกรมท่านมักจะวงเล็บไว้ว่า “(ปาก)” แสดงว่าเป็นภาษาพูดหรือภาษาปาก ไม่ใช่คำเรียกทางราชการ

ส่วน “เสด็จ” ที่เป็นคำ “กริยา” และเป็น คำกริยาราชาศัพท์ (ไม่ต้องใช้ “ทรง” นำหน้าเช่นเดียวกับ บรรทม เสวยประทับ ประชวร โปรด ประพาส ตรัสรู้ ตรัส ฯลฯ) นั้นเป็นคำที่มาจากภาษาเขมร แปลว่า “ไป,อยู่”

ดังในนวนิยายเรื่องเอกของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรื่องสี่แผ่นดิน มีประโยคอันชวนสับสนที่รู้กันทั่วไปว่า”เสด็จให้มาทูลถามเสด็จว่าจะเสด็จหรือมิเสด็จ ถ้าจะเสด็จ เสด็จจะเสด็จด้วย”ซึ่งเป็นประโยคที่นำมาคุยกันอย่างสนุก เพราะต้องแยกคำ “เสด็จ” ว่าตรงไหนเป็นคำนาม ตรงไหนเป็นคำกริยา

คำว่า “เสด็จ” นี้ ในบรรดาเจ้านายพระราชวงศ์ หรือแม้คนอย่างหม่อมราชวงศ์ (พระเอก พระรอง ในเรื่อง) จะเรียกเสด็จป้า, เสด็จลุง เสด็จอา ฯลฯ อะไรก็ตาม ท่านจะไม่เรียก “เสด็จ” เต็มปากเต็มคำ หากใช้สั้นๆ ว่า “เด็จป้า” “เด็จลุง””เด็จอา” เท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่หลานๆ ทั้งหลายจะเรียก “เสด็จ” เต็มปากเต็มคำ ดังในละคร ซึ่งกี่เรื่องๆก็มักจะผิดพลาดเรื่องเหล่านี้เสมอ

กล่าวถึงคำในภาษาละครได้เพียง ๓ คำก็หมดเนื้อที่เสียแล้วหากต้อง “บ่น” เรื่องกิริยามารยาทในละครเข้าด้วยหลายๆ เดือนก็คงไม่จบ

อย่างไรก็ดี ละครก็คือละคร ดูเพื่อเอาความบันเทิง บางครั้งก็ดูรื่นรมย์ดี แต่บางครั้งก็มีอะไรให้ได้คิดเช่นนี้จะมีประโยชน์หรือไม่ ท่านผู้อ่านคงตัดสินใจได้ตามแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านแล



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
ภาพโดย : -
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2545
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Asqlc

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
21 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
14,900,000
2.
3,699,000
3.
2,930,000
4.
679,000
5.
1,290,000
6.
21,890,000
7.
24,900,000
8.
3,090,000
9.
75,000,000
11.
1,545,000
12.
1,465,000
13.
2,390,000
14.
489,000
15.
1,199,000
17.
2,490,000
18.
479,000
19.
939,000
20.
24,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th