บทความ

สรยท. จัด เสวนาวิชาการ “ชี้แนวร่วม รัฐ เอกชน เปิดยุทธศาสตร์ยานยนต์ใหม่ รุกทันกระแสโลก…?”


สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์ และจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ (THAILAND AUTOMOTIVE JOURNALISTS ASSOCIATION: TAJA) จัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ “ชี้แนวร่วม รัฐ เอกชน เปิดยุทธศาสตร์ยานยนต์ใหม่ รุกทันกระแสโลก…?” โดยมีผู้บริหารจากบริษัทรถยนต์ชั้นนำ และองค์กรภาคเอกชนร่วมแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวถึงภาพโดยรวมว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ก้าวสู่มิติใหม่ มีการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด คาดว่า ประมาณการการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจะสร้างสถิติใหม่อีกครั้งที่ 2,100,000 คัน เติบโต 5.59 % เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1,000,000 คัน เพิ่มขึ้น 15.96 % และผลิตเพื่อการส่งออก 1,100,000 คัน ลดลง 2.35 %

 

ด้าน กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมียมในปี 2560 ที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตสูงถึง 27 % และคาดว่าปี 2561 ตลาดรถกลุ่มพรีเมียมจะมียอดขายอยู่ที่ระดับ 28,000 คัน เติบโตจากปีก่อนหน้านี้ 12 % โดยในปี 2559 บีเอมดับเบิลยู เริ่มเข้ามาทำตลาดรถยนต์ระบบพลัก-อิน ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า โดยลงทุนตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศ 50 สถานี ซึ่งจะดำเนินการได้ครบถ้วนภายในปีนี้ ผลของการดำเนินยุทธศาสตร์ดังกล่าว ส่งผลให้ปีนี้รถยนต์ บีเอมดับเบิลยู พลัก-อิน ไฮบริด มีอัตราการเติบโตสูงถึง 112 %

 

ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานฝ่ายการตลาด และรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแนวทางการพัฒนารถยนต์ มาซดา ในอนาคตว่า มาซดา ยังคงยึดแนวคิด ZOOM-ZOOM มุ่งเน้นโมเดลธุรกิจ CASE: C=CONNECTED, A=AUTONOMOUS, S=SHARED และ E=ELECTRIC พร้อมวางแผนทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไว้ว่า ปี 2573 จะลดการผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปให้ได้ 50 % และในปี 2593 จะลดเหลือเพียง 90 % โดยตั้งเป้าหมายผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แบบ ไฮบริด และพลัก-อิน รวมทั้ง อีวี ให้ได้ 95 % ของการผลิตรถทั้งหมด นอกจากนี้ มาซดา ยังมีแผนนำเสนอยานยนต์ไร้คนขับออกสู่ตลาดในปี 2568

 

“รถไฟฟ้าของทาง มาซดา จะเป็นเครื่องโรตารีมาใช้ในการสร้างกระแสไฟฟ้ากลับไปสู่แบทเตอรีในรูปแบบไฮบริด รวมถึงจะมีการต่อยอดการผลิตให้รองรับแกส แอลพีจี เพื่อเตรียมพร้อมเรื่องกระแสไฟฟ้าที่อาจโดนผลกระทบจากพายุ หรือไฟฟ้าดับ สามารถนำเชื้อเพลิงจากแกส แอลพีจี มาใช้กับรถยนต์ แล้วจ่ายไฟกลับไปยังเครื่องใช้ภายในบ้าน”

 

องอาจ พงศ์กิจวรสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีปริมาณการผลิตอยู่ในอันดับ 12 ของโลก อันดับ 4 ของเอเชีย และเป็นที่ 1 ของอาเซียน และ โอเชียเนีย รวมถึงตะวันออกกลาง ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ และที่สำคัญ ยังติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก เรื่องของความคุ้มค่าในการผลิต เทียบเท่าญี่ปุ่น และประเทศชั้นนำของโลก

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ปัจจุบันมีแนวโน้มไปที่การผลิตรถพลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ที่สำคัญที่สุด คือ มีมลภาวะน้อยกว่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการใช้เชื้อเพลิง โดยหลายประเทศได้มีการพัฒนา และมีการใช้รถอีวีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ยุโรป คาดว่าปี 2573 จะมีรถที่เป็นไฮบริด หรือพลัก-อิน และอีวี อยู่ที่ 20-30 % ส่วนมหาอำนาจอย่างจีน ตั้งเป้าว่าในปี 2593 จีนจะใช้รถเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนญี่ปุ่น คาดการณ์ว่าปี 2593 จะลดแกสเรือนกระจกให้ได้ 80 % โดยในอนาคตอันใกล้นี้รถยนต์ 100 คัน จะต้องเป็นรถไฟฟ้า 20-30 %

 

สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มองแนวโน้มตลาดรถยนต์ว่า ในฐานะที่ นิสสัน เป็นบริษัทข้ามชาติ การกำหนดกลยุทธ์ และทิศทางการดำเนินธุรกิจจึงเป็นกลยุทธ์ระดับโลกเพื่อตอบโจทย์การตลาดทั่วโลก ซึ่งจะขับเคลื่อนภายใต้ปรัชญา “NISSAN INTELLIGENT MOBILITY: NIM” หรือเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างระบบนิเวศ ชุมชน และผู้ขับขี่เข้าด้วยกัน เพื่อโลกสะอาด และปลอดภัย โดยนับจากนี้ไป นิสสัน จะสร้างบแรนด์ภายใต้องค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่ NISSAN INTELLIGENT POWER: ความก้าวล้ำของระบบขับเคลื่อน NISSAN INTELLIGENT DRIVING: ความก้าวล้ำของการขับขี่ และ NISSAN INTELLIGENT INTERGRATION: ความก้าวล้ำของการผสานเทคโนโลยี

 

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2573 ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ การเคลื่อนไหว และการเชื่อมต่อ (MOBILITY+CONNECTED) จะเข้ามาอยู่ในรถยนต์ และเคลื่อนไหวไปพร้อมกับรถ และผู้ขับขี่

 

“สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า จากข้อมูลของ นิสสัน ระบุว่า มีคนมากถึง 40 % สนใจจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า โดยจำนวน 1 ใน 3 ยินดีจะจ่ายเงินเพิ่มอีก 5 % เพื่อที่จะได้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า”



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2562
คอลัมน์ : กิจกรรม
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/fPRpz
อัพเดทล่าสุด
15 Feb 2019

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
655,000
3.
1,350,000
4.
21,800,000
5.
12,959,000
6.
19,800,000
7.
31,900,000
8.
24,700,000
10.
31,900,000
12.
33,900,000
14.
3,699,000
15.
1,030,000
17.
6,000,000
18.
23,420,000
19.
5,350,000
20.
6,990,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th