บทความ

ผู้นำ VS ผู้ประกอบการ


หลายคนคงเห็นด้วยกับผมว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกเราสับสนวุ่นวายอย่างทุกวันนี้ มาจากการที่ผู้นำประเทศกับผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

โดยเฉพาะในประเทศยักษ์ใหญ่ บทบาทที่สวนทางกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนไม่เพียงส่งผลเสียต่อกิจการภายในประเทศของตนเท่านั้น แต่ยังสร้างความปั่นป่วนให้ระบบเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมของโลกอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ว่านี้ไม่มีรูปแบบตายตัวว่าใครถูกใครผิด บางทีรัฐก็เป็นผู้ร้าย ขณะที่หลายครั้งภาคเอกชนกลับทำ “งามไส้” เสียเอง

 

แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในลักษณะใด ผลที่ตามมาแน่ๆ คือ ความไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งถ้าไม่รีบแก้ไข ความเชื่อถือไม่ได้ ก็จะกลายเป็น “ภาพลักษณ์” ของประเทศนั้นไปทันที

 

ถึงตอนนั้น ไม่ว่ารัฐบาล หรือเอกชนจะทำดีแค่ไหน ผู้คนก็จะระแวงสงสัย ว่ามันดีจริง หรือแค่สร้างภาพให้ดูดี

 

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ คือ การที่สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีเจ้าของนโยบาย “กูก่อน” (AMERICA FIRST) ประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีส (PARIS AGREEMENT) ที่ว่าด้วยเรื่องการร่วมมือกันลดภาวะโลกร้อนจากการปล่อยแกสเรือนกระจก ทั้งที่สหรัฐฯ เป็นตัวการปล่อยแกสดังกล่าวมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งแสดงถึงความไม่ยี่หระต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้แม้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ จะตระหนักถึงความสำคัญ และแสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาเดียวกัน จนสามารถลดมลพิษจากการผลิตได้เร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาพรวมของสหรัฐฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ดีขึ้นแต่อย่างใด

 

ส่วนในยุโรปและเอเชีย ผู้นำทุกประเทศแสดงออกอย่างแข็งขันว่า “เอาจริง” กับการแก้ปัญหามลพิษในอากาศ แต่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของทั้ง 2 ทวีปกลับก่อวีรกรรมบิดเบือนผลทดสอบค่าไอเสีย และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง กลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลก และทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวม หมดความน่าเชื่อถือไปโดยสิ้นเชิง

 

รวมทั้งยังเกิดข้อกังขาด้วยว่า บรรดาผู้นำของยุโรป และเอเชีย ที่ทำท่าขึงขังเรื่องการแก้ปัญหามลพิษนั้น เอาเข้าจริงจะไปได้สักกี่น้ำ ถ้าผู้ประกอบการไม่เล่นด้วย

 

สรุปแล้ว ประเทศใดก็ตามจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาห-กรรมได้อย่างไหลลื่นก็ต่อเมื่อภาครัฐกับภาคเอกชน หรือผู้นำกับผู้ประกอบการ กอดคอกันเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

 

แน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะผู้นำซึ่งเป็นผู้วางนโยบาย จำเป็นต้องเรียนรู้ ศักยภาพ รวมถึงอุปสรรค และปัญหาของผู้ประกอบการอย่างถ่องแท้ เพื่อกำหนดเป้าหมายที่ “เป็นไปได้” ไม่ใช่หลับหูหลับตาสั่งเอาตามความต้องการของตนฝ่ายเดียว

 

เช่น สั่งแก้ปัญหาจราจรให้สำเร็จภายใน 3 เดือน เป็นต้น !



------------------------------
เรื่องโดย : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2561
คอลัมน์ : ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/reQTw
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th