บทความ

6 ที่เที่ยว ปลายฝนต้นหนาว เปิดแมพ ปักหมุดได้เลย


บรรยากาศปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ ต้องขึ้นเขา เข้าป่า ชมสายหมอก ดูพระอาทิตย์ขึ้น สูดอากาศบริสุทธิ์ ชาร์จพลังให้ชีวิตก่อนเริ่มต้นปีใหม่ หากแฟนๆ 4 WHEELS ยังไม่มีเป้าหมายในใจ มาดู 6 ที่เที่ยวที่เราแนะนำ รับรองว่าไม่ผิดหวัง ปักหมุดตามมาเลย

1. ผาชะนะได

 

2

 

“พระอาทิตย์ขึ้นเช้าวันพรุ่งนี้ ที่ผาชะนะได อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี เวลา…” เป็นคำที่คุ้นหูกันอย่างดี ในการรายงานเวลาพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

 

ผาชะนะได ตั้งอยู่ในบริเวณป่าดงนาทาม เขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ. อุบลราชธานี ห่างจาก กทม. ประมาณ 630 กม. ไฮไลท์เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นได้ก่อนใครในประเทศไทย ซึ่งถ้านักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมา ต้องใช้รถพิคอัพยกสูง หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ ขับเข้าพื้นที่เท่านั้น

 

ดูพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใคร ชมดอกไม้ป่าระหว่างทาง

 

การมาชมพระอาทิตย์ขึ้นในช่วงเช้า (ประมาณ 5.30 น.) ควรวางแผนการเดินทางให้ดี แนะนำให้พักบริเวณทางขึ้นบ้านซะซอมก่อน แล้วค่อยเดินทางขึ้นมาแต่เช้าตรู่ (03.00 น.) หรือไม่ก็มานอนกางเทนท์ค้างแรมที่หน่วยบริการนักท่องเที่ยวผาชะนะไดก่อนได้

 

เมื่อขึ้นไปถึงจุดชมพระอาทิตย์ จะเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนในฝั่ง สปป. ลาว มองเห็นลำน้ำโขงเป็นเส้นกั้นแบ่งเขตแดนในระยะไกล หากวันไหนอากาศมีความชื้นสูง จะได้เห็นทะเลหมอกปกคลุมเหนือลำน้ำโขง

 

3

 

หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้น ขากลับแวะชมดอกไม้ป่านานาชนิด ที่บานอวดโฉมตามลานหินต่างๆ เช่น หยาดน้ำค้าง แดงอุบล เอนอ้า เหลืองพิสมร รวมถึงทุ่งดอกไม้ชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้แก่ ดุสิตา สร้อยสุวรรณา และมณีเทวา

 

นอกจากนี้ในช่วงปลายฝนต้นหนาว จะมีน้ำตกไหลเอื่อยๆ ให้เห็นเกือบตลอดเส้นทาง

 

4

 

อย่าลืมแวะเที่ยวน้ำตกแสงจันทร์ หรือน้ำตกลงรู หนึ่งใน UNSEEN THAILAND ที่พบได้แห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากผาชะนะได

 

 

การเดินทาง

 

5

 

เดินทางบนถนนมิตรภาพ ทางหลวงหมายเลข 2 ตัดเข้าทางหลวงหมายเลข 24 ผ่าน อ. หนองกี่ จนถึงอุบลราชธานี ทางหลวงหมายเลข 2178 จากอุบลราชธานีไปผาชะนะได ทาง อ. โขงเจียม อีก 100 กม. ช่วง 12 กม. สุดท้ายก่อนถึงผา ให้ขับรถอย่างระมัดระวัง เพราะจะเป็นทางขึ้นเขาชัน มีหินแหลมคมอยู่มาก

 

 

2. ภูกระดึง

 

6

 

ภูเขารูปหัวใจ “ภูกระดึง” ว่ากันว่าเป็นหนทางพิสูจน์รักแท้ เปิดให้ท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤษภาคม ของทุกปี ตั้งแต่เวลา 07.00-14.00 น. ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องเตรียมตัวมาให้รัดกุม จากด้านล่างจนถึงจุดกางเทนท์ต้องเดินเท้าตลอดทั้ง 9 กม. ใช้เวลานานกว่าครึ่งวัน ถ้าอยากเที่ยวให้ครบแนะนำให้ค้างแรม 2-3 คืน

 

ผาหล่มสัก จุดชมพระอาทิตย์ตกที่ต้องไปให้ถึง

ถ้านักท่องเที่ยวไม่ต้องการแบกสัมภาระ สามารถจ้าง “ลูกหาบ” แบกของขึ้นไปส่งที่จุดกางเทนท์ได้ คิดราคาตามน้ำหนักกิโลกรัมละ 30 บาท

 

เส้นทางเดิน แบ่งออกเป็น 11 ซำ (ซำ หมายถึง พื้นที่ของธารน้ำไหล) ซึ่งในช่วงซำแรกๆ จะเป็นป่าเต็งรัง ป่าสน ช่วงที่โหดที่สุด เหนื่อยสุด จะเป็นซำแฮก (แฮกสมชื่อ) ต้องเดินปีนป่ายเนินชันกว่า 45 องศา และเหนื่อยที่สุดอีกครั้ง ในช่วงสุดท้ายของซำแคร่ ต้องเดินผ่านก้อนหินใหญ่สูงชันจำนวนมาก และต้องเดินขึ้นบันไดหลายขั้น จนต้องพักเหนื่อยเอาแรงกันพักใหญ่

 

เมื่อผ่านซำแคร่ได้แล้ว ก็จะเดินทางมาถึงทางราบที่เรียกว่า “หลังแปล” จุดนี้อย่าลืมแวะถ่ายรูปกับป้าย “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง” และเดินต่อไปยังจุดกางเทนท์อีก 3 กม. ซึ่งเป็นทางราบทั้งหมด

 

7

 

ช่วงเช้าพลาดไม่ได้กับผานกแอ่น ซึ่งเป็นลานหินเล็กๆ เป็นจุดที่ชมพระอาทิตย์ขึ้น อยู่ห่างจากจุดกางเทนท์ศูนย์วังกวางเพียง 2 กม.

 

ช่วงเย็นต้องเดินทางไปยังผาหล่มสัก ซึ่งเป็นปลายทางของการเดินพิชิตยอดภูกระดึง ไฮไลท์ของผาหล่มสัก คือ ต้นสนที่แผ่กิ่งก้านออกไปจากแผ่นหินที่ยื่นออกไปจากหน้าผา จุดนี้ถ่ายภาพสวยมาก และไม่มีที่ไหนเหมือน

 

ถ้าเดินทางมาในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะได้เห็นใบเมเปิลสีแดงร่วงหล่น ตัดกับสีเขียวขจีของตะไคร่น้ำที่โขดหิน พบได้ที่น้ำตกเพ็ญพบใหม่

 

 

การเดินทาง

 

8

 

ใช้เส้นทางผ่าน จ. สระบุรี, นครราชสีมา, ขอนแก่น แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 201 ผ่าน อ. ภูผาม่าน จนมาถึง ต. ผานกเค้า และมุ่งหน้าเข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 7 ชม. หลังจากท่องเที่ยวเสร็จ แนะนำให้พักที่ทำการของอุทยานฯ ด้านล่างก่อน เพื่อให้หายอ่อนเพลีย ก่อนขับรถทางไกล

 

 

3. ภูทอก

 

9

 

“บึงกาฬ” จังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย มี “ภูทอก” เป็นสถานที่เที่ยวชื่อดังที่ใครๆ ก็รู้จัก เป็นยอดเขาที่โดดเดี่ยวมองเห็นได้จากระยะไกล มีลักษณะเป็นหินทราย ประกอบด้วย ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เป็นป่ารกทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ชุกชุม

 

 

ไฮไลท์ คือ การเดินสะพานไม้ริมผา

 

9.1

 

การเดินเท้าชมธรรมชาติ ด้วยทางเดินสะพานไม้ที่วนเวียนไต่ระดับขึ้นสู่ยอดภู ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลท์ของการเดินทาง สะพานไม้แห่งนี้สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของ พระ เณร และชาวบ้านในพื้นที่ ใช้เวลาสร้างนานถึง 5 ปี แบ่งออกเป็น 7 ชั้น ชั้นที่ 1-2-3 เป็นสะพานไม้วนรอบเขา จากนั้นมีเส้นทางลัดขึ้นสู่ชั้น 5 แต่ชันมาก ถ้าร่างกายไม่ พร้อม ยอมเสียเวลาเดินวนผ่านชั้นที่ 4 ดีกว่า

 

หากเดินตามเส้นทางปกติ ชั้นที่ 4 เป็นสะพานไม้ลอยจากพื้น มองลงมาจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ เรียกว่า ดงชมพู และทิวทัศน์ของอุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม ได้ชัดเจน

 

ชั้นที่ 5 มีศาลาและกุฏิพระ ตามทางเดินจะมีถ้ำน้อยใหญ่อีกหลายแห่ง และยังเป็นที่เก็บอัฐิของพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้

 

ชั้นที่ 6 เป็นช่วงสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา ระยะทางประมาณ 400 ม. บริเวณนี้เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมองเห็นทิวทัศน์ได้หลากมุม ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่เดินขึ้นภูจะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะชั้นที่ 7 หรือชั้นบนสุด เป็นป่ารกทึบ

 

10

 

เมื่อลงมาจากภูทอกแล้ว อย่าลืมแวะ “น้ำตกเจ็ดสี” ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก แวะแช่น้ำเย็นๆ คลายร้อนกันก่อนเดินทางกลับ

 

 

การเดินทาง

 

11

 

มาตามทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) มุ่งหน้าไปยังจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ ระยะทางเกือบ 750 กม. ใช้เวลาประมาณ 10 ชม. ช่วงปลายทางระหว่าง อุดรธานี-บึงกาฬ ถนนส่วนใหญ่เป็นแบบ 2 เลนสวนกัน มีหลุมบ่อมาก ควรเพิ่มความระมัดระวัง

 

 

4. ดอยอ่างขาง

 

12

 

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ตั้งอยู่ที่ ต. แม่งอน อ. ฝาง จ. เชียงใหม่ เป็นโครงการหลวงแห่งแรกที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งขึ้น พัฒนาให้เป็นสถานีวิจัยและทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ดอกไม้เมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขา เพื่อสร้างรายได้แทนการปลูกฝิ่น

 

 

ซากุระเมืองไทย พืชผักเมืองหนาว มีให้ชมครบ

 

13

 

ภายในโครงการสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง แบ่งเป็นโซนให้ได้เที่ยวชม ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขับรถไปจอดยังจุดต่างๆ ได้เลย สถานที่แนะนำ คือ สวนสมเด็จ ที่รวบรวมพันธุ์ไม้ประเภทฝิ่นประดับ ดอกพอพพี และไม้เมืองหนาวชนิดต่างๆ โดยจะปลูกสลับหมุนเวียนพันธุ์ไม้ทุกฤดู ได้แก่ กระดุมเงินกระดุมทอง ปักษาสวรรค์ เป็นต้น

 

สวน 80 ปี เป็นสวนจัดกลางแจ้ง ตกแต่งในสไตล์อังกฤษ มีต้นซากุระแท้ ซึ่งจะเริ่มบานในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี

 

แปลงไม้ผลเมืองหนาวเป็นแปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาวชนิดต่างๆ ได้แก่ พีช บ๊วย พลับ สาลี่ พลัม กีวีฟรุท ราสพ์เบอร์รี บูลเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี และหยางเมย

 

โรงเรือนรวบรวมพันธุ์ผัก เป็นโรงเรือนที่รวบรวมพันธุ์ผักเมืองหนาวชนิดต่างๆ ที่ปลูกในพื้นที่โครงการหลวง ได้แก่ ผักตระกูลกะหล่ำ, ผักตระกูลมะเขือ, ผักตระกูลแครอท และผักตระกูลถั่ว

 

ไฮไลท์ที่ต้องแวะชมและต้องถ่ายรูป ซึ่งพลาดไม่ได้ คือ การชมดอกพญาเสือโคร่งสีชมพู หรือที่เรียกว่า ซากุระเมืองไทย ซึ่งจะบานเต็มต้นสวยงาม ในช่วงเดือนธันวาคม-กลางเดือนมกราคม ของทุกปี หาชมได้บริเวณ 2 ข้างทางที่มุ่งหน้าสู่ดอยอ่างขาง รวมทั้งภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขางก็มีให้ชมด้วยเช่นกัน

 

 

การเดินทาง

 

14

 

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ผ่าน จ. นครสวรรค์, ตาก, ลำปาง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 11 ผ่าน จ. ลำพูน มุ่งหน้าสู่ จ. เชียงใหม่ แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 107 ผ่าน อ. แม่ริม, แม่แตง, เชียงดาว และชัยปราการ จากนั้นดูป้าย ดอยอ่างขาง ซึ่งช่วง 20 กม. สุดท้าย เป็นทางขึ้นเขา

 

 

5. แม่กำปอง

 

15

 

หากต้องการพักผ่อน ชาร์จพลังชีวิต แนะนำหมู่บ้านแม่กำปอง ให้ไปนอนพักโฮมสเตย์ของชาวบ้าน ราคาค่าเช่าคืนละประมาณ 1,200 บาท หรือจะพักในตัวเมือง จ. เชียงใหม่ แล้วขับรถไปเที่ยวก็ได้ เพราะอยู่ไม่ไกล ใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีเท่านั้น แม่กำปองอยู่ที่ ต. ห้วยแก้ว อ. แม่ออน จ. เชียงใหม่

 

 

นอนพักผ่อนสโลว์ไลฟ์ เที่ยวน้ำตกแม่กำปอง

 

17

 

แม่กำปอง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อายุกว่า 100 ปี เสน่ห์ของที่นี่ คือ วิถีชีวิตเงียบสงบแบบสโลว์ไลฟ์ที่คนเมืองโหยหา มีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ อยู่ท่ามกลางขุนเขา สภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี มีธารน้ำไหลผ่านหมู่บ้าน ในช่วงเวลากลางคืน จะได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ กล่อมให้หลับสบาย

 

16

 

ห่างจากหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก มีน้ำตกแม่กำปอง ขับรถไปเพียง 5 นาที สูงถึง 7 ชั้น น้ำใสสะอาด พื้นที่รอบๆ มีต้นเฟิร์น และตะไคร่น้ำขึ้นอยู่เต็ม

 

อย่าลืมแวะไหว้พระที่วัดคันธาพฤกษา หรือวัดแม่กำปอง ซึ่งเป็นวัดแห่งเดียวในหมู่บ้าน ลักษณะของวัดเป็นสถาปัตยกรรมทางภาคเหนือ ด้านบนมีวิหารหลังเก่าเป็นไม้ทั้งหลัง หน้าจั่วหลังคาวัดแกะสลักจากไม้สักด้วยลวดลายแบบล้านนา ด้านล่างของวัดติดกับน้ำตก และพระอุโบสถตั้งอยู่กลางน้ำ เป็นจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวต้องมาถ่ายรูปกัน

 

 

การเดินทาง

 

18

 

ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ผ่าน จ. พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, สิงห์บุรี, ชัยนาท และมาบรรจบผ่านทางหลวงหมายเลข 1 ผ่าน จ. กำแพงเพชร, ตาก และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1034 ผ่าน จ. ลำปาง พอมาถึงตัวเมืองลำพูนให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1147 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 ชม. ระยะทาง 700 กม.

 

 

6. อ่าวโต๊ะหลี

 

19

 

นอกจากมีจุดดำน้ำที่สวยงามแล้ว จ. พังงา ยังมีอ่าวโต๊ะหลี เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด คนมาพังงาไม่ควรพลาด อยู่ที่ อ. ตะกั่วทุ่ง จ. พังงา

 

 

ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อ่าวโต๊ะหลี ล่องเรือที่คลองสังเน่ห์

 

20

 

อ่าวโต๊ะหลี เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุด นักท่องเที่ยวต้องตื่นเช้า เดินทางตั้งแต่เวลาประมาณตี 5 รอชมแสงพระอาทิตย์ค่อยๆ สว่างขึ้น เป็นสีส้มอ่อนๆ ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ท่ามกลางภูเขาหินปูนน้อยใหญ่ของอ่าวพังงาแบบ 180 องศา นอกจากนี้ในช่วงเย็นยังสามารถชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในทิศตะวันตกได้ด้วยเช่นกัน และเมื่อท้องฟ้ามืดสนิท ก็ยังเป็นจุดชมดวงดาวที่งดงาม เหมือนว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อม

 

ใกล้กันกับอ่าวโต๊ะหลี แนะนำให้แวะหมู่บ้านหินล่ม ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ มีที่พัก ร้านอาหาร และเรือไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว สามารถไปชมสถานที่เที่ยวชื่อดังอย่าง เขาพิงกัน เขาตะปู ฯลฯ ได้เลย

 

ถ้าใครมีเวลาเหลืออีก 1 วัน แนะนำให้ไปที่คลองสังเน่ห์ หรือคนต่างชาติเรียกว่า LITTLE AMAZON (อยู่ห่างจากอ่าวโต๊ะหลี ไม่เกิน 200 กม.) นักท่องเที่ยวนิยมนั่งเรือชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ชมต้นไทรโบราณอายุกว่าร้อยปีที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ริมคลอง ไฮไลท์ที่สำคัญ คือ การได้ชม “งู” สายพันธุ์ต่างๆ ที่หาดูยาก เช่น งูปล้องทอง งูเขียว งูเหลือม งูเห่า ฯลฯ ที่มักจะนอนนิ่งๆ อยู่บนต้นไม้เหนือผืนน้ำ

 

 

การเดินทาง

 

21

 

การเดินทางท่องเที่ยวทางภาคใต้นั้นไม่ยาก ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ผ่าน จ. สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม และเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าลงใต้ถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 ผ่าน จ. ประจวบคีรีขันธ์, สุราษฎร์ธานี และเลี้ยวขวามุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จ. พังงา



------------------------------
เรื่องโดย : พีรพัฒน์ อินทมาตย์
ภาพโดย : ฝ่ายภาพ
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2561
คอลัมน์ : พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/zLnTH
อัพเดทล่าสุด
5 Dec 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
2,180,000
2.
19,800,000
3.
31,900,000
4.
24,700,000
5.
1,990,000
6.
12,959,000
8.
31,900,000
10.
33,900,000
12.
3,699,000
13.
1,030,000
15.
6,000,000
17.
4,999,000
19.
23,420,000
20.
32,900,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th