บทความ

รอยต่อแห่งยุคสมัย


ทุกวันนี้ คือ ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง เราได้ยินคำว่า “สังคมไร้เงินสด” หรือ CASH LESS SOCIETY ที่หลายๆ คนบอกว่า “มันยังไม่ถึงเวลา” แต่ในบางประเทศสังคมไร้เงินสด ได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง อาทิ ประเทศจีนที่ความนิยมในการพกเงินสด กระเป๋าตุงได้เปลี่ยนไปเป็นการพกบัตร ALIPAY แทน ซึ่งใช้สะดวกสบายมากทีเดียว

กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคเงินดิจิทอลได้เข้ามากระทบวงการธนาคารบ้านเราเรียบร้อยแล้ว จะเห็นได้จากการทยอยปิดตัวสาขาของธนาคาร ที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากสามารถทำธุรกรรมการเงินผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนทได้แล้ว ทำให้การไปธนาคารกลายเป็นเรื่องไม่จำเป็น สาขาที่เหลืออยู่จะต้องมีหน้าที่ให้บริการทางการเงินที่มากไปกว่าแค่ฝาก และถอน

 

แวดวงยานยนต์ก็เช่นกัน มีการกล่าวขานถึงรถไฟฟ้า (EV: ELECTRIC VEHICLE) กันอย่างหนาหู เราได้เห็นการเข้ามาบุกเบิกตลาดรถไฮบริด ที่นำทัพโดย โตโยตา ปรีอุส ตามด้วยเหล่า พลัก-อิน ไฮบริด หลากหลายยี่ห้อ ตลอดไปจนถึงรถไฟฟ้าราคาแพงอย่าง เทสลา โดยผู้นำเข้าอิสระ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคใหม่ด้านพลังงานให้กับโครงสร้างสังคมเมือง อาทิ เราได้เห็นสถานีชาร์จไฟขนาดย่อยเกิดขึ้นตามห้างสรรพสินค้า และอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ โดยให้บริการชาร์จฟรีแก่รถไฟฟ้า และพลัก-อิน ไฮบริด ในรุ่นต่างๆ

 

อีกไม่นาน ตลาดรถไฟฟ้าจะมีความหลากหลาย จากการเกิดขึ้นของบริษัทหน้าใหม่จำนวนมากทั่วโลกที่นำเสนอรถไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ เนื่องจากการพัฒนารถไฟฟ้านั้น “ง่าย” กว่ารถยนต์แบบดั้งเดิมมาก เนื่องจากชิ้นส่วนที่ซับซ้อนอย่างเครื่องยนต์ และระบบเกียร์ กลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไป

 

ในอนาคต เราจะได้เห็นรถไฟฟ้าที่มีราคาย่อมเยา เริ่มต้นด้วย นิสสัน ลีฟ รวมถึงรถไฟฟ้าจากแดนมังกรอย่าง บีวายดี อี 6 ที่ ไรเซน เอเนอร์จี กลุ่มร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า เอเจ (AJ) กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ของตระกูล ลีนุตพงษ์ ที่ปั้นบแรนด์ ดูกาตี (DUCATI) จนได้รับความสำเร็จในบ้านเรา แต่ถึงกระนั้นก็ดี พวกเขายังเชื่อว่า นาทีนี้ยังไม่ใช่เวลาของรถไฟฟ้า เพราะรถเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงบุกเบิกของตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่เท่านั้น

 

ปัจจัยที่ทำให้รถไฟฟ้ายังไม่อาจแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์แบบก็คือ ส่วนประกอบทั้งหมดนั่นเอง เราอาจจะต้องรอให้ทั้งหมดเกิดขึ้น และอยู่ตัวก่อน นั่นคือ 1. โรงงานผลิตแบทเตอรี 2. จำนวนของผู้ให้บริการสถานีจ่ายไฟ 3. มีสายการผลิตรถไฟฟ้าในประเทศ รวมถึงสร้างการยอมรับให้รถไฟฟ้าลอทแรกที่เข้ามาในประเทศ ทำการวิ่งในรูปแบบรถสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำการประเมินรูปแบบการใช้งานจริง และทำให้ผู้บริโภคได้ลองสัมผัสความแตกต่างของรถไฟฟ้ากับรถยนต์ทั่วไป ซึ่งหากจะว่าไปก็คือ อาจจะต้องล่วงเลยไปถึงต้นทศวรรษหน้า หรือหลังปี 2020 นั่นเอง รถไฟฟ้าถึงจะแข่งขันในตลาดประเทศไทยได้

 

แม้ว่าจะมีจุดเด่นมากมาย อาทิ ความเงียบ ไม่ปล่อยมลพิษ มีแรงบิดที่ดี แต่รถไฟฟ้า “ยุคต่อไป” ต้องก้าวข้ามข้อจำกัดที่ยังขวางมิให้รถไฟฟ้าในปัจจุบันเข้ามาแทนที่รถยนต์ทั่วไปในวันนี้ให้ได้เสียก่อน ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายประการ อาทิ 1. อายุการใช้งานของแบทเตอรีแบบลิเธียม-ไอออน ที่ค่อนข้างสั้นเพียงไม่กี่ปี ก็อาจจะต้องเปลี่ยนแบทเตอรียกชุด ซึ่งมีราคาสูงมาก 2. ปัญหาการติดไฟหากเกิดอุบัติเหตุ 3. ปัญหาเรื่องความไม่เสถียรหากใช้งานในอุณหภูมิสูง 4. น้ำหนักมาก 5. เวลาที่ใช้ในการชาร์จไฟยังนานมาก 6. ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ประเด็นดังกล่าวเลยทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จำนวนไม่น้อย ยังคงรีรอที่จะก้าวเข้ามาสู่ตลาดนี้อย่างจริงจัง

 

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการประกาศจาก โตโยตา ว่าพวกเขาตัดสินใจที่จะเข้าสู่ตลาดรถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีแบทเตอรีแบบใหม่ ที่มีชื่อว่า “โซลิด สเตท แบทเตอรี” (SOLID STATE BATTERY) ร่วมกับ พานาโซนิค ซึ่งพวกเขามั่นใจว่า เทคโนโลยีนี้จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมในธุรกิจรถไฟฟ้าอย่างแน่นอน

 

เทคโนโลยีโซลิด สเตท แบทเตอรี คือ การทดแทนสารตัวนำประจุไฟฟ้า หรือ อีเลคทรอไลท์ (ELECTROLYTE) ที่แต่เดิมอยู่ในรูปของเหลว หรือโพลีเมอร์ ให้มาอยู่ในรูปของแข็ง อาทิ แก้ว เซรามิคส์ แมกนีเซียม ลิเธียม ซัลไฟท์ หรือ โซเดียม โดยผู้คิดค้นเทคโนโลยีด้าน โซลิด สเตท แบทเตอรี บางราย นำเสนอโครงสร้าง แบทเตอรีที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง อาทิ การสร้างโครงสร้างร่างแห 3 มิติ ที่สอดประสานกันระหว่างขั้วลบ CATHODE และขั้วบวก ANODE เพื่อให้รูปแบบการถ่ายเทประจุไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าการถ่ายเทประจุแบบ 2 มิติในปัจจุบันอีกด้วย ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดของแบทเตอรีแบบใหม่นี้ คือ ขนาด และความหนาแน่นของพลังงาน (HIGH ENERGY DENSITY) ที่เก็บไว้ได้ จึงมีการริเริ่มให้ใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดจิ๋วที่ต้องการความทนทานยาวนาน อาทิ เครื่องควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ เป็นต้น

 

The Welch Foundation Dr John B Goodenough

 

หนึ่งในผู้ที่คิดค้นเทคโนโลยีนี้ก็คือ ศ. จอห์น บี โกเดโนจห์ ผู้คิดค้นเทคโนโลยีแบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน ที่พวกเราใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงอย่าง สมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์แลพทอพ รวมไปถึงรถไฟฟ้าในปัจจุบันนั่นเอง

 

นอกจากข้อดีเรื่อง ขนาด และความสามารถในการเก็บประจุไฟฟ้าได้มากกว่าแบทเตอรีแบบปกติแล้ว มันยังมีข้อดีอื่นๆ อาทิ ทนทานต่ออุณหภูมิที่สูง ไม่ระเบิด ไม่ติดไฟ ซึ่งเป็นปัญหาที่เราเห็นได้ในแบทเตอรีแบบลิเธียม-ไอออน อันเป็นต้นตอของปัญหาโทรศัพท์มือถือระเบิด และส่งผลให้สายการบิน ประกาศมิให้พก “เพาเวอร์แบงค์” ความจุสูงขึ้นเครื่องบินเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการระเบิดอันอาจจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง ทั้งหมดนี้มาจากปัญหาของ “อีเลคทรอไลท์เหลว” ในแบทเตอรีเกิดการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน และสามารถติดไฟได้นั่นเอง ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับ เทคโนโลยีโซลิด สเตท อย่างแน่นอน

 

อ้างอิงจากนวัตกรรมที่คิดค้นโดย ศ. จอห์น บี โกเดโนจห์ เทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ตัวนำประจุไฟฟ้า (ELECTROLYTE) เป็นแก้วเคลือบด้วยลิเธียมนี้ จะมีความจุไฟฟ้ามากกว่าแบทเตอรีแบบเดิม 3 เท่า และมีความเร็วในการชาร์จไฟสูงกว่า จากเดิมที่ใช้เวลาเป็น “ชั่วโมง” จะลดลงมาเหลือเพียง “นาที” เท่านั้น รวมถึงมีช่วงอุณหภูมิการใช้งานที่กว้างมาก คือ -20 ถึง 60 องศาเซลเซียส และมีอายุการใช้งานภายใต้รอบการอัดไฟ (CYCLE LIFE) มากรอบกว่าแบทเตอรีแบบดั้งเดิมมาก รวมถึงไม่มีปัญหาเรื่อง “เดนดไรท์ส์” (DENDRITES) อันเป็นปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับแบทเตอรีแบบลิเธียมที่เราใช้กัน อันจะก่อให้เกิดการลัดวงจร อันนำมาสู่การระเบิดติดไฟได้ ด้วยข้อดีหลายๆ ประการนี้ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่นี้อย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมา

 

แต่ข้อจำกัดในปัจจุบันนี้ยังมีอยู่ นั่นคือ ราคา ซึ่งจำกัดให้ขนาดของมัน ถูกจำกัดอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กเท่านั้น การพัฒนาเพื่อใช้กับรถไฟฟ้า ยังต้องการคิดค้นให้ สามารถผลิตได้ในราคาที่ยอมรับได้ ซึ่งทางผู้ผลิตรถยนต์ตั้งเป้าว่า ท้ายที่สุดแล้ว ราคาของรถยนต์แบบทั่วไป กับรถไฟฟ้าจะไม่ต่างกัน ซึ่งจุดนั้นก็เป็นจุดที่รถไฟฟ้าจะสามารถขายได้อย่างจริงจังนั่นเอง

 

รายชื่อบริษัทที่ประกาศสนับสนุนการพัฒนาแบทเตอรีชนิดใหม่นี้ มีทั้งบริษัทรถยนต์ และบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ บีเอมดับเบิลยู โตโยตา นิสสัน ฮอนดา และฮันเด ตลอดไปจนถึง บริษัทผลิตหัวเทียนอย่าง เอนจีเค (NGK) ที่จะผลักดันเทคโนโลยีเซรามิคส์ที่ตัวเองเชี่ยวชาญ และ ไดสัน (DYSON) จากสหราชอาณาจักร ที่ชำนาญด้านการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสมรรถนะสูงในครัวเรือน ก็ได้ลงทุนซื้อหน่วยวิจัยด้านโซลิด สเตท ที่มีชื่อว่า ซัคที 3 (SAKTI3) และประกาศว่า ไดสัน จะผลิตรถไฟฟ้าของตนเองให้ได้ภายในปี 2020 อีกด้วย

 

แต่กว่าจะถึงวันนั้น ก็ใช่ว่าเทคโนโลยี เครื่องยนต์สันดาปภายใน จะนั่งเฉารอวันตาย ในฉบับต่อไปเรามาดูกันว่า เทคโนโลยีล่าสุดที่ได้รับการคิดค้น อาทิ ระบบระบายความร้อนไอเสียด้วยน้ำ (WATER COOLED EXHAUST) ของ โฟล์คสวาเกน ไปจนถึงเทคโนโลยี POWER PULSE ของ โวลโว ที่เพิ่มการตอบสนองของเทอร์โบให้ว่องไวขึ้น และมันทำงานอย่างไร พบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2561
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/DdC9r
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th