บทความ

มหกรรมยานยนต์ดีทรอย 2018


บินข้ามโลกยาวไกลหลายพันหลายหมื่นกิโลเมตร เพื่อสัมผัสงานรถยนต์รายการแรกของปีหมาน่อย

ข่าวคราวเกี่ยวกับสภาพอากาศอันเลวร้ายแถบชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายปีไก่ ทำให้คณะของเราคาดการณ์กันว่า การเดินทางไปเยือนประเทศกล้ามใหญ่นี้อีกครั้งหนึ่งตอนกลางเดือน

 

มกราคมของปีน้องหมาไม่กล้าเห่า ท่าทางจะอาการหนักแน่ ! แล้วก็เป็นจริงดังคาดทั้งๆ ที่ไม่อยากให้เป็นเลย คณะเราต้องเผชิญความหนาวเหน็บ ขนาดเขียนอุณหภูมิซึ่งมีหน่วยเป็นเซลเซียสก็ต้องใช้ตัวเลขถึง 2 ตัว โดยมีเครื่องหมายลบนำหน้า เป็นความเย็นจนปวดจิตปวดใจ ซึ่งบางวันมาพร้อมกันกับหิมะที่ตกโปรยปรายจนมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีขาว และบางวันก็มาพร้อมกับสายฝนที่ร่วงหล่นจากรูฟ้าอย่างน่ารำคาญ เพราะเป็นฝนที่ตกไม่หนัก แต่ตกอย่างไม่รู้จักหยุดรู้จักพักทั้งวี่ทั้งวัน อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องดีที่การทำงานของเราส่วนใหญ่เป็นการทำงานภายในตัวอาคาร ไม่ใช่งานกลางแจ้ง สภาพอากาศดังที่กล่าวข้างต้นจึงไม่ได้สร้างความลำบากแก่คณะเราสักเท่าไร

 

เช่นเดียวกับเมื่อปีก่อน การเดินทางไปเยือนประเทศอันยิ่งใหญ่ของประธานาธิบดีอันใหญ่ยิ่งครั้งนี้ มีงาน NAIAS (NORTH AMERICAN INTERNATIONAL AUTO SHOW) หรือ “มหกรรมยานยนต์นานาชาติแห่งทวีปอเมริกาเหนือ” ซึ่งจัดกันที่เมืองดีทรอยท์ ในรัฐมิชิแกนเป็นเป้าหมายหลัก และมีงาน CES (CONSUMER ELECTRONIC SHOW) หรือ “มหกรรมอีเลคทรอนิคสำหรับผู้บริโภค” ซึ่งจัดที่เมืองลาสเวกัส ในรัฐเนวาดา เป็นเป้ารอง เป็นการเดินทางอันยืดเยื้อยาวนานน่าเบื่อหน่ายและจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องบินหลายครั้งหลายหน กล่าวโดยสรุปการเดินทางทริพนี้ คณะของเราใช้บริการของสายการบินญี่ปุ่น 4 เที่ยวบิน ใช้บริการของสายการบินอเมริกัน 5 เที่ยวบิน ต้องเดินขึ้นและเดินลงจากนกเหล็กของ 2 สายการบินนี้ รวมแล้วมากมายถึง 18 ครั้ง

 

มองในแง่ดี ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องดีที่ยังมีมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ในปีคอศอนี้ แต่เมื่อมองในแง่ร้ายก็ต้องมองว่ามหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งนี้ เป็นประจักษ์พยานสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ในความโรยราของกิจกรรมซึ่งเคยเชื่อกันว่า เป็นกิจกรรมเชิดหน้าชูหน้าและและน่าจะส่งผลในทางบวกต่อยอดขายของอุตสาหกรรมรถยนต์โลก ในทางกายภาพ สถานที่จัดงานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า COBO CENTER แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นสาระสำคัญ ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด และเป็นนัยสำคัญก็คือ การใช้งานไม่เต็มพื้นที่เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์หลายรายหายหน้าหายตากันไปหมด ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะงานนี้ขาดไม่ได้อยู่แล้ว ที่หายไปมาก คือ ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปซึ่งปีนี้มีอยู่ไม่ถึง 10 ยี่ห้อ กับผู้ผลิตรถยนต์เมืองยุ่นซึ่งปีนี้ก็ไม่มีแม้กระทั่งขาประจำอย่าง มาซดา (MAZDA) ที่ทำให้พออุ่นใจอยู่บ้างก็คือ มีผู้ผลิตรถยนต์จากสาธารณรัฐประชาชนจีนอยู่ 1 ราย คือ GAC MOTOR (GUANGZHOU AUTOMOBILE GROUP MOTOR COMPANY LIMITED) ซึ่งร่วมงานมหกรรมรถยนต์รายการนี้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

 

6

  • ฮอนดา แอคคอร์ด คว้ารางวัล CAR OF THE YEAR

 

7

  • โวลโว เอกซ์ซี 60 คว้ารางวัล UTILITY VEHICLE OF THE YEAR

 

8

  • ลินคอล์น เนวิเกเตอร์ คว้ารางวัล TRUCK OF THE YEAR

 

นอกจากการปรากฏตัวของรถรุ่นใหม่ๆ แบบใหม่ๆ ทั้งรถผลิตในสหรัฐอเมริกาและรถนำเข้า การแสดงผลงานศึกษาวิจัยพัฒนาด้านรถยนต์ และการประชุมทางวิชาการต่างๆ นานาแล้ว ในงานนี้ยังมีการประกาศรางวัลสำคัญประจำปีรวม 3 รางวัล คือ CAR OF THE YEAR หรือรถแห่งปี UTILITY VEHICLE OF THE YEAR หรือยานใช้สอยแห่งปี TRUCK OF THE YEAR หรือรถบรรทุกแห่งปี ซึ่งก็ปรากฏผลว่าในการมอบรางวัลเป็นปีที่ 24 นี้ รางวัลแรก ฮอนดา แอคคอร์ด (HONDA ACCORD) ได้ไปในการชิงชัยรอบสุดท้ายกับรถ เกีย สติงเกอร์ (KIASTINGER) และ โตโยตา แคมรี (TOYOTA CAMRY) รางวัลถัดมา โวลโว เอกซ์ซี 60 (VOLVO XC60) คว้าไปครองโดยพิชิตรถ อัลฟา โรเมโอ สเตลวีโอ (ALFA ROMEO STELVIO) และ ฮอนดา ออดิสซีย์ (HONDA ODYSSEY) ส่วนรางวัลสุดท้ายซึ่งรอบตัดสินเป็นรถพันธุ์อเมริกันล้วนๆ ลินคอล์น เนวิเกเตอร์ (LINCOLN NAVIGATOR) คว้าชัยเหนือ เชฟโรเลต์ โคโลราโด เซดอาร์ 2 (CHEVROLET COLORADO ZR2) และ ฟอร์ด เอกซ์พีดิชัน FORD EXPEDITION)

 

 

JEEP WRANGLER

 

9

 

10

 

 

11

 

ในบรรดาผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเมืองมะกันซึ่งมีอยู่ไม่กี่ราย ค่ายที่ดูคึกคักที่สุดในงานนี้ คือ จีพ (JEEP) ผู้ผลิตรถ เอสยูวี รายใหญ่ที่สุดของโลกซึ่งคนรักรถในบ้านเราคงรู้จักกันดี แม้ว่าปัจจุบันมีรถยี่ห้อนี้อยู่เพียงไม่กี่คันที่ยังวิ่งอยู่ตามท้องถนนในประเทศไทย ผลงานแรกของค่ายนี้ที่ตัดสินใจเลือกมาให้ชื่นชมกัน คือ รถ เอสยูวี สายเลือดอเมริกันพันธุ์แท้ติดป้ายชื่อ จีพ แรงเลอร์ (JEEP WRANGLER) ซึ่งเพิ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของปีไก่แจ้แย่ทั้งเล้า และฉายซ้ำเป็นรอบที่ 2 ในงานนี้ นับเป็นรถรุ่นที่ 4 มีกำหนดออกตลาดในฐานะรถรุ่นปี 2018 แทนที่รถรุ่นเดิมซึ่งอยู่ในสายการผลิตมายาวนานตั้งแต่ปี 2006 โดยมีตัวถังให้เลือก 2 แบบเหมือนรถรุ่นก่อน เป็นตัวถังที่กว้างและสูงเท่ากัน แต่สั้นและยาวกว่ากันถึง 54.8 ซม. คือ ตัวถัง 2 ประตู 2+2 ที่นั่ง ซึ่งมีขนาด 4.237×1.875×1.868 ม. และแบ่งการตกแต่ง/ติดอุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส SPORT-SPORT S-RUBICON กับตัวถัง 4 ประตู 2+3 ที่นั่ง ซึ่งมีขนาด 4.785×1.875×1.868 ซม. และแบ่งการตกแต่ง/ติดอุปกรณ์เป็น 4 ระดับ กำกับด้วยรหัส SPORT-SPORT S-SAHARA-RUBICON ทั้ง 2 แบบนี้เป็นตัวถังซึ่งทำจากเหล็กกล้าและอลูมิเนียม มีโครงสร้างแบบบันไดลิงอย่างที่เรียกกันในภาษาฝรั่งว่า LADDER-TYPE FRAME มีหน้าตาและรูปทรงองค์เอวที่ต้องมองกันนานจึงจะเห็นว่าแตกต่างจากตัวถังของรถรุ่นเดิมตรงไหนบ้าง ? เป็นรถ เอสยูวี พันธุ์แท้ที่มีระบบขับแบบเดียว คือ ขับทุกล้อ แต่มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,995 ซีซี 200 กิโลวัตต์/270 แรงม้า กับเครื่องเบนซิน DOHC วี 6 สูบ 3,604 ซีซี 209 กิโลวัตต์/285 แรงม้า ซึ่งติดตั้งระบบ ESS (ENGINE STOP-START) ที่ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงไว้ด้วย ส่วนระบบเกียร์ก็มี 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

 

 

JEEP CHEROKEE

 

12

 

ผลงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งของค่าย จีพ ที่เรียกความสนใจจากผู้คนได้ดี คือ รถครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี ขนาดกลางติดป้ายชื่อ จีพ เชอโรคี (JEEP CHEROKEE) ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ ไม่ใช่รถรุ่นใหม่แท้ หรือ ALL-NEW แต่เป็นรถรุ่นเดิม (รุ่นที่ 5) ซึ่งผ่านการปรับปรุงช่วงกึ่งกลางชีวิต อย่างที่เรียกกันในภาษาฝรั่งว่า MID-LIFE REFRESH และมีกำหนดออกตลาดภายในไตรมาสแรกของปี 2018 ในฐานะรถรุ่นปี 2019 มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ทั้งในส่วนตัวถังและเครื่องยนต์กลไก โดยที่ส่วนแรกมีผลกระทบนิดหน่อยต่อหน้าตาของตัวรถ แต่ขนาดตัวถังยังคงเดิม คือ 4.624×1.859-1.904×1.670-1.723 ม.การตกแต่ง/ติดอุปกรณ์ก็ยังมี 5 ระดับเช่นเดิม คือ LATITUDE-LATITUDE PLUS-LIMITED-OVERLAND-TRAIL HAWK ขณะที่ส่วนหลังจุดสำคัญ คือ การเพิ่มเครื่องยนต์ให้เลือกอีก 1 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,995 ซีซี 200 กิโลวัตต์/270 แรงม้า

 

 

FORD MUSTANG BULLITT

 

13

 

ในบูธของยักษ์รองฟอร์ด มีผลงานใหม่เพียงชิ้นเดียวเท่านั้นที่สมควรนำเรื่องราวมาบรรจุไว้ในรายงานนี้ คือ รถแรงติดป้ายชื่อ ฟอร์ด มัสแตง บุลลิทท์ (FORD MUSTANG BULLITT) ซึ่งเป็นรถอเมริกันพันธุ์แท้อีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถผลิตจำนวนจำกัดที่ค่ายนี้ทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีของหนังดังในอดีต คือ BULLITT ซึ่งเริ่มฉายในเมืองมะกันเมื่อปี 1968 มีฉากประทับใจที่พระเอกตำรวจซึ่งสวมบทบาทโดย สตีฟ แมคควีน (STEVE McQUEEN) ยอดดาราผู้ล่วงลับซิ่งรถมัสแตง (คันที่เห็นในฉากหลัง) ไล่ล่าผู้ร้ายในเมืองซานฟรานซิสโก ไม่ใช่รถที่ทำขึ้นใหม่ทั้งหมด แต่นำรถรุ่นสามัญที่มีขายอยู่แล้วในตลาดมาเสริมแต่งในหลายๆ จุด รวมทั้งเพิ่มพลังเครื่องยนต์เบนซิน DOHC วี 8 สูบ 4,951 ซีซี จาก 450 เป็นไม่น้อยกว่า 475 แรงม้า ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ รถเพิ่มความเร็วสูงสุดจาก 250 เป็น 262 กม./ชม. จะเริ่มการจำหน่ายเมื่อต้นฤดูร้อนของปีหมาน่อย

 

 

RAM 1500

 

14

 

15

 

ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ทำให้บูธของค่าย เฟียต ไครสเลอร์ ออโทโมบิลส์ (FCA) ซึ่งมีรถสายพันธุ์อเมริกันอยู่ในเครือข่าย 4 ยี่ห้อ (CHRYSLER-DODGE-JEEP-RAM) มีสภาพ “หัวบันไดไม่แห้ง” คือ รถพิคอัพ แรม 1500 (RAM 1500) ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถรุ่นใหม่แท้ๆ และเป็นรถอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกันว่า HALF-TON PICKUP TRUCK ซึ่งรอกันอีกไม่กี่เดือนก็จะเริ่มการจำหน่ายในเมืองมะกันในฐานะรถรุ่นปี 2019 มีตัวถังเหล็กกล้า/อลูมิเนียม ที่แข็งแรงกว่าแต่เบากว่ารถรุ่นเดิมเกือบ 100 กก. เป็นตัวถังซึ่งสามารถบรรทุกน้ำหนักสูงสุด 2,300 ปอนด์ หรือประมาณ 1,045 กก. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.357 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยี่ยมมากสำหรับรถพิคอัพ ที่น่าสนใจมากและไม่ค่อยได้พบกันในรถพิคอัพ คือ AIR SUSPENSION SYSTEM หรือระบบรองรับแบบลม ซึ่งทำให้ปรับความสูงของรถได้ถึง 5 แบบ (ปรับความสูงใต้ท้องรถได้มากสุด 25.7 ซม.)

 

 

GMC SIERRA ALL MOUNTAIN CONCEPT

 

16

 

17

 

รถที่กวนใจที่สุดในงานนี้เพราะเห็นแล้วอดคิดไม่ได้ว่าผู้ออกแบบน่าจะเป็นหรือเคยเป็นคนมีสี จะเป็นรถคันไหนไปไม่ได้หากไม่ใช่คันที่ติดป้ายชื่อ จีเอมซี สิเอร์รา ออลล์ เมาน์เทน คอนเซพท์ (GMC SIERRA ALL MOUNTAIN CONCEPT) ซึ่งปรากฏตัวในงานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของปีไก่แก่แต่หนังไม่เหนียว และฉายซ้ำอีกครั้งที่งานนี้ เป็นรถที่ทำขึ้นเพียงคันเดียวและไม่ได้ทำใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาต่อยอดอีกทอดหนึ่งจากรถที่มีขายอยู่แล้วในตลาด คือ รถพิคอัพ จีเอมซี สิเอร์รา 2500 เอชดี เดนาลี 4 วีลดไรฟ (GMC SIERRA 2500HD DENALI 4WD) รุ่นปี 2018 เป็นการดัดแปลง/พัฒนาเพื่อให้เป็นรถที่สามารถวิ่งไปได้ในทุกสภาพพื้นที่ รวมทั้งแถบภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคือการติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล วี 8 สูบ 6.6 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 445 แรงม้า และการเปลี่ยนล้อทั้งหมดจากล้อยาง เป็นล้อตีนตะขาบรูปสามเหลี่ยมอย่างที่เห็นได้ในภาพ

 

 

BUICK LACROSSE AVERNIR

 

18

 

จุดดึงดูดสายตาในบูธของค่าย “สามโล่” คือ รถเก๋งซีดานขนาดโตเต็มพิกัด บิวอิค ลากรอสส์ อาเวอร์เนียร์ (BUICK LACROSSE AVERNIR) ก็เป็นรถใหม่อีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2017 และฉายซ้ำอีกครั้งที่งานนี้ เป็นรถธงโมเดลหัวกะทิซึ่งมีกำหนดออกโชว์รูมในเมืองมะกันภายในไตรมาสแรกของปีน้องหมาไม่กล้ากระดิกหาง พร้อมด้วยระดับการตกแต่งและการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษซึ่งไม่พบในรถอนุกรมเดียวกันโมเดลอื่นๆ ตัวอย่างคือ การตกแต่งห้องโดยสาร 5 ที่นั่ง ด้วยโทนสีน้ำตาล CHESTNUT กระทะล้อที่เลือกได้ 2 ขนาด 2 สี คือ 19 นิ้ว/เคลือบสีเทามุก PEARL NICKEL กับ 20 นิ้ว/เคลือบสีเงิน MIDNIGHT SILVER ฯลฯ จัดเป็นรถหรูและแรงในตัวถังขนาด 5.017×1.867×1.461 ม. ซึ่งติดตั้งระบบขับล้อหน้า หรือขับทุกล้อ ด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน DOHC วี 6 สูบ 3,564 ซีซี 310 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

 

 

CHEVROLET CAMARO HOT WHEELS 50TH

 

19

 

เติมสีสันให้แก่พื้นที่ของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันได้อย่างดี คือรถแรงติดป้ายชื่อ เชฟโรเลต์ คามาโร ฮอท วีลส์ ฟิฟทีเอธ (CHEVROLET CAMARO HOT WHEELS 50TH) ซึ่งเป็นรถตลาดที่เปิดรับการสั่งจองไปแล้วไม่กี่วันหลังวันปิดงานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งนี้ เป็นรถรุ่นพิเศษที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวาระที่รถสปอร์ทคูเป เชฟโรเลต์ คามาโร (CHEVROLET CAMARO) ซึ่งเริ่มจำหน่ายในเมืองมะกันเมื่อปี 1968 และขณะนี้ออกตลาดไปแล้วรวม 6 รุ่น มีอายุครบ 50 ปีพอดิบพอดี มีให้เลือกทั้งตัวถังคูเปและตัวถังเปิดประทุนอย่างที่เห็นในภาพ ทั้ง 2 ตัวถังมีคุณลักษณ์และรูปลักษณ์หลายสิ่งหลายอย่างที่หาไม่ได้ในรถรุ่นสามัญ ตัวอย่าง เช่น กระจังหน้าที่ออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับรถรุ่นนี้ แถบคาดตัวถังสีเทาเข้ม SATIN GRAPHITE/สีเงิน SILVER ICE METALLIC กระทะล้อขนาด 20 นิ้ว เคลือบสีเทาเข้ม SATIN GRAPHITE และป้ายครบรอบ 50 ปี ซึ่งติดอยู่หลายจุด

 

 

CHEVROLET SILVERADO

 

20

 

21

 

จุดดึงดูดความสนใจจุดใหญ่ที่สุดในพื้นที่อันกว้างขวางของยักษ์ใหญ่เมืองมะกัน คือ รถพิคอัพติดป้ายชื่อ เชฟโรเลต์ ซิลเวอราโด (CHEVROLET SILVERADO) รถอเมริกันพันธุ์แท้อีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ นับเป็นการเปิดตัวในช่วงเวลา 1 ศตวรรษพอดี หลังจากค่ายนี้เริ่มการขายรถพิคอัพเมื่อเดือนมกราคม 1918 เป็นรถขนาดใหญ่โตเต็มพิกัดอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษสไตล์อเมริกันว่า FULL-SIZE PICKUP TRUCK มีกำหนดออกตลาดเมื่อเข้าฤดูใบไม้ร่วงของปี 2018 ในฐานะรถรุ่นปี 2019 พร้อมกันกับคำประกาศสรรพคุณว่า มีกระบะที่ใช้งานได้อย่างหลากหลาย และมีพื้นที่บรรทุกในระดับแนวหน้าเมื่อเทียบกับรถขนาดเดียวกันทุกรุ่นทุกยี่ห้อ จะมีตัวถังให้เลือกถึง 8 แบบและแต่ละแบบก็จะมีบุคลิกแตกต่างกันไป เพื่อสนองอุปสงค์ของผู้ใช้รถได้อย่างทั่วถึง เครื่องยนต์และระบบเกียร์ก็จะมีให้เลือกอย่างจุใจ คือมีทั้งเครื่องเบนซินเครื่องดีเซลและเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ

 

 

BMW I8 COUPE

 

22

 

ค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” มีงานใหม่ที่ปรากฏตัวแบบ WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” รวม 2 ชิ้น ชิ้นแรก คือ รถประตูปีกนก บีเอมดับเบิลยู ไอ 8 คูเป (BMW I8 COUPE) ซึ่งไม่ใช่รถรุ่นใหม่แท้ แต่เป็นรถรุ่นแรกซึ่งเริ่มการผลิตเมื่อปี 2014 และเพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” เป็นครั้งแรก มีรายละเอียดในหลายจุดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม รวมทั้งระบบขับ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 3 สูบเรียงขับล้อคู่หลัง และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับล้อคู่หน้า ได้กำลังสุทธิสูงสุด 275 กิโลวัตต์/374 แรงม้า (เพิ่มจากเดิม 8.8 กิโลวัตต์/12 แรงม้า) และเพิ่มขนาดของแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน เป็น 11.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง (เพิ่มขึ้น 4.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง) ผลลัพธ์ คือ หลังการชาร์จไฟแต่ละครั้งรถรุ่นใหม่นี้จะวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 55 กม. เมื่อวัดตามมาตรฐาน NEDC ของยุโรป (รุ่นเดิม 37 กม.)

 

 

BMW I8 ROADSTER

 

23

 

เปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของปีไก่อ่อนสอนยังไงก็ไม่ขัน และฉายซ้ำอีกครั้งที่งานนี้เคียงคู่กันกับรถซึ่งเป็นที่มา คือ รถสปอร์ทเปิดประทุนติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู ไอ 8 โรดสเตอร์ (BMW I8 ROADSTER) เป็นรถแบบใหม่เอี่ยมแกะกล่องที่พัฒนาต่อยอดมาอีกทอดหนึ่งจากรถคันซ้ายมือ และจุดใหญ่ใจความของการพัฒนาที่ว่า คือ เปลี่ยนจากหลังคาแข็งติดตายเป็นหลังคาเปิดประทุนแบบอ่อน เปิด/ปิดด้วยการกดปุ่มโดยใช้เวลาประมาณ 15 วินาที ส่วนระบบขับยกชุดจากรถคูเปโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ เป็นระบบขับทุกล้อแบบไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 3 สูบเรียง 1,499 ซีซี 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า ขับล้อคู่หลัง และใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 105 กิโลวัตต์/143 แรงม้า ขับล้อคู่หน้า ได้กำลังสุทธิสูงสุด 275 กิโลวัตต์/374 แรงม้า ที่เห็นในภาพเป็นรถ FIRST EDITION ซึ่งจะผลิตเพียง 200 คัน

 

 

BMW X2

 

24

 

25

 

ผลงานอีกชิ้นหนึ่งของค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 2 (BMW X2) รถ เอสยูวี แบบที่ 6 ของค่ายนี้ถัดจากรถ X1 X3 X4 X5 และ X6 เป็น SUBCOMPACT CROSSOVER SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ในตัวถังขนาด 4.360×1.824×1.526 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.28-0.29 กำลังจะเริ่มการจำหน่ายในเยอรมนี พร้อมกับคำกล่าวอ้างว่า ออกแบบได้เยี่ยมจนต้องมองจนเหลียวหลัง โดยมีรถให้เลือกรวม 3 โมเดล คือ BMW X2 SDRIVE20I (เบนซิน 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า) BMW X2 XDRIVE20D (ดีเซล 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า) BMW X2 XDRIVE25D (ดีเซล 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า ส่วนในสหรัฐอเมริกาซึ่งจะเริ่มออกโชว์รูมในเดือนมีนาคม 2018 ในระยะแรกจะมีรถโมเดลเดียวคือ BMW X2 XDRIVE28I (เบนซิน 170 กิโลวัตต์/228 แรงม้า)

 

 

MERCEDES-BENZ G-CLASS

 

26

 

27

 

ค่าย “ดาวสามแฉก” ยกกองทัพรถใหม่ไปอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้หลายคัน และดูเหมือนว่ารถที่ผู้คนสนอกสนใจกันมากสุด คือ รถ เอสยูวี พันธุ์แท้ เมร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ G-CLASS) ซึ่งปรากฏตัวในงานนี้หลายคัน เป็นรถรุ่นใหม่ (รุ่นที่ 2) ซึ่งต้องรอจนกว่าจะถึงเดือนมิถุนายนของปีน้องหมาไม่อ้าปากนั่นแหละ จึงจะเริ่มการจำหน่ายในเมืองแม่ แทนที่รถรุ่นดั้งเดิมซึ่งอยู่ในสายการผลิตมายาวนานถึง 38 ปี และผู้ผลิตก็ยืนยันแล้วว่าในเยอรมนีค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มของรถรุ่นใหม่นี้จะเริ่มต้นที่ 107,040 ยูโร หรือประมาณ 4.710 ล้านบาทไทย ตัวถังยาว 4.715 ม. และกว้าง 1.881 ม. มีหน้าตาและรูปทรงองค์เอวของตัวถังภายนอกที่เห็นได้ชัดว่าเป็นผลลัพธ์ของการออกแบบที่ค่อนข้างอาลัยอาวรณ์กับรถรุ่นเดิม ที่เปลี่ยนไปหมดและดูทันสมัยขึ้นมาก คือ รายละเอียดภายในห้องโดยสารซึ่งติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 2 แถว นั่งได้รวม 5 คน ตัวอย่าง คือ พวงมาลัยแบบ MULTIFUNCTION

 

 

MERCEDES-AMG E 53 4MATIC+ COUPE

 

28

 

ยักษ์ใหญ่เมืองเบียร์นำรถแรงติดรหัส 53-SERIES ออกอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” พร้อมๆ กัน 3 แบบ 3 รุ่น คือ รถคูเปขนาดใหญ่ เมร์เซเดส-เอเอมจี ซีแอลเอส 53 4 เมทิค พลัส (MERCEDES-AMG CLS 53 4MATIC+) รถคูเปขนาดกลาง เมร์เซเดส-เอเอมจี อี 53 4 เมทิค พลัส คูเป (MERCEDES-AMG E 53 4MATIC+) และรถเปิดประทุน เมร์เซเดส-เอเอมจี อี 53 4 เมทิค พลัส กาบริโอเลต์ (MERCEDES-AMG E 53 4MATIC+ CABRIOLET) ทั้งหมดเป็นรถหรูรถแรง ติดตั้งระบบขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบเรียง 2,999 ซีซี ซึ่งให้กำลังสูงถึง 320 กิโลวัตต์/435 แรงม้า ที่ 6,100 รตน. สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของค่าย “ดาวสามแฉก” อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. รถคูเปขนาดกลางคันที่เห็นในภาพใช้เวลาแค่ 4.4 วินาที รถคูเปขนาดใหญ่กับรถเปิดประทุนเพิ่มเป็น 4.5 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดทุกคันจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.

 

 

MERCEDES-AMG CLS 53 4MATIC+

 

29

 

30

 

ค่าย “ดาวสามแฉก” นำรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอส (MERCEDES-BENZ CLS) รุ่นใหม่ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 3 ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2017 รถรุ่นนี้มีขนาดตัวถัง 4.988×1.890×1.435 ม. เป็นตัวถัง 4 ประตูคูเปที่หน้าตาที่ดูดีกว่ารถรุ่นเดิมนิดหน่อย ในเยอรมนีรถรุ่นใหม่นี้จะเริ่มการจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2018 โดยติดป้ายค่าตัวซึ่งเริ่มต้นที่ 68,128 ยูโร หรือประมาณ 3.000 ล้านบาทไทย และมีรถให้เลือก 3 โมเดล คือ MERCEDES-BENZ CLS 450 4MATIC (เบนซิน 286 กิโลวัตต์/389 แรงม้า) MERCEDES-BENZ CLS 350 D 4MATIC (ดีเซล 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า) และ MERCEDES-BENZ CLS 400 D 4MATIC (ดีเซล 250 กิโลวัตต์/340 แรงม้า) ส่วนที่เห็นในภาพเป็นรถโมเดลหัวกะทิ MERCEDES-AMG CLS 53 4MATIC+ ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้พร้อมกับรถอีก 2 รุ่นดังที่กล่าวไปแล้ว

 

 

VOLKSWAGEN JETTA

 

31

 

ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ที่ยังไม่หายมึนจากปัญหาปริมาณไอพิษ มีผลงานใหม่ที่สมควรบรรจุไว้ในรายงานนี้เพียงชิ้นเดียวคือ โฟล์คสวาเกน เจททา (VOLKSWAGEN JETTA) รถเก๋งซีดานขนาดกลางและเป็นรถสายพันธุ์เยอรมันอีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ นับนิ้วได้ว่าเป็นรถรุ่นที่ 7 ซึ่งต้องรอจนกว่าจะเข้าไตรมาส 2 ของปีจอจ้อไม่ออกนี้ จึงจะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองมะกันในฐานะรถรุ่นปี 2019 หลังจากรถรุ่นก่อนๆ ขายได้ในประเทศนี้ไปแล้วมากกว่า 3.2 ล้านคัน และขายทั่วโลกมากกว่า 17.5 ล้านคัน ตัวถังขนาด 4.702×1.799×1.459 ม. คือ โตขึ้นเล็กน้อยในทุกมิติเมื่อเทียบกับรถรุ่นก่อน มีรูปทรงส่วนท้ายคล้ายรถคูเป และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27 เป็นรถขับล้อหน้าซึ่งจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกอย่างหลากหลาย รวมทั้งเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง ขนาด 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์ก็จะมีทั้งเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

 

 

HONDA INSIGHT PROTOTYPE

 

32

 

ปีนี้บูธของยักษ์รองเมืองยุ่นซึ่งขายรถในสหรัฐอเมริกาได้มากกว่าในญี่ปุ่นดูเหงาหงอยไปหน่อย เพราะไม่มีรถตลาดแบบใหม่ๆ จุดดึงดูดความสนใจของสื่อมวลชนและผู้คนผู้ชมงานมีอยู่เพียงจุดเดียว คือ รถติดป้ายชื่อ ฮอนดา อินไซจ์ท์ พโรโทไทพ์ (HONDA INSIGHT PROTOTYPE) ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ และว่ากันอย่างตรงไปตรงมาก็ดูจะดูดได้ไม่มากสักเท่าไร เป็นต้นแบบของรถไฮบริดขนาดเล็กกะทัดรัดที่ค่ายนี้ตั้งใจจะนำออกสู่ตลาดภายในปีหมาน่อยธรรมดานี้พร้อมกับป้ายชื่อ ฮอนดา อินไซจ์ท์ (HONDA INSIGHT) โดยใช้โรงงานซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกรีนสเบิร์ก (GREENSBURG) ในรัฐอินเดียนาโพลิสเป็นที่ผลิต ที่แตกต่างกันมากกับรถชื่อเดียวกันนี้ซึ่งออกขายไปแล้วรวม 2 รุ่นในอดีต อยู่ตรงที่ว่า รถรุ่นแรกซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 1999 เป็นรถ 3 ประตูแฮทช์แบค 2 ที่นั่ง รถรุ่นถัดมาซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2009 เป็นรถ 5 ประตู 5 ที่นั่ง ส่วนรถรุ่นใหม่ซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 นี้ จะเป็นรถ 4 ประตูซีดาน 5 ที่นั่ง

 

 

ACURA RDX PROTOTYPE

 

45

 

ผู้ผลิตรถระดับพรีเมียมซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์รองเมืองยุ่น ก็ใช้รถต้นแบบเป็นสิ่งเรียกความสนใจของผู้คนเช่นเดียวกับค่ายต้นสังกัด คือ รถติดป้ายชื่อ อคูรา อาร์ดีเอกซ์ พโรโทไทพ์ (ACURA RDX PROTOTYPE) ซึ่งเป็นรถสายเลือดซามูไรอีกคันหนึ่งซึ่งปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นต้นแบบของ COMPACT LUXURY CROSSOVER SUV หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ระดับหรูขนาดเล็กกะทัดรัดรุ่นใหม่ ที่ค่ายนี้ตั้งจะนำออกสู่โชว์รูมในเมืองมะกันตอนกลางปี 2018 ในฐานะรถรุ่นปี 2019 โดยติดป้ายชื่อ ฮอนดา อาร์ดีเอกซ์ (HONDA RDX) และใช้โรงงานในเมืองอีสต์ลิเบอร์ที (EAST LIBERTY) ของรัฐโอไฮโอเป็นที่ผลิต นับเป็นรถรุ่นที่ 3 และเป็นทายาทสายตรงของรถยอดนิยมของค่ายนี้ (ปี 2017 ขายในเมืองมะกันได้มากถึง 51,295 คัน หรือ 1 ใน 3 ของยอดขายรวม) เป็นรถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่พื้นรถจรดหลังคา และจะเป็นรถแบบแรกของค่ายนี้ที่ติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ

 

 

INFINITI PROTOTYPE 9

 

34

 

ผู้ผลิตรถระดับพรีเมียมซึ่งอยู่ในสังกัดของค่าย นิสสัน มีผลงานที่สมควรนำเรื่องราวมาบรรจุไว้ในรายงานนี้รวม 2 ชิ้น ชิ้นแรก คือ อินฟินิที พโรโทไทพ์ 9 (INFINITI PROTOTYPE 9) ซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ PEBBLE BEACH CONCOUR D’ELEGANCE ครั้งล่าสุดซึ่งมีขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2017 แล้วฉายซ้ำอีกครั้งที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถแข่งที่นั่งเดียว ในตัวถังขนาด 4.330×1.820×0.910 ม. ซึ่งทำจากเหล็กกล้าและผลิตประกอบด้วยมือ ติดตั้งระบบขับล้อหลังด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์แบบใดๆ มีแต่มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 120 กิโลวัตต์/148 แรงม้า และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน (LITHIUM-ION) เป็นรถหนัก 890 กก. สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 170 กม./ชม. ทีมงานรังสรรค์ของค่ายนี้บอกว่า ออกแบบ/พัฒนาโดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งสายพันธุ์ญี่ปุ่นยุคเริ่มต้น

 

 

INFINITI Q INSPIRATION

 

35

 

36

 

ผลงานใหม่อีกชิ้นหนึ่งของค่ายอินฟินิทีที่ขาดไปรายงานนี้ก็คงขาดความสมบูรณ์ คือ รถติดป้ายชื่อ อินฟินิที คิว อินสไปเรชัน (INFINITI Q INSPIRATION) ซึ่งผู้รายงานไม่ลังเลใจเลยที่จะชูนิ้วโป้งทั้งคู่ แล้วยกให้เป็นรถแนวคิดหน้าตาดีที่สุดและรูปทรงงดงามที่สุดในงานนี้ เห็นชื่อแล้วเข้าใจเอาเองว่า คงได้แรงบันดาลใจจากยอดนักประดิษฐ์อาวุธและอุปกรณ์สายลับในภาพยนต์ชุด เจมส์ บอนด์ 007 (JAMES BOND 007) แต่ที่จริงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเก๋งซีดานที่มีส่วนท้ายกับเส้นหลังคาคล้ายรถคูเป เป็นตัวถังที่ออกแบบได้เยี่ยมและมีจุดสะดุดตาสะดุดใจอยู่มากมาย รวมทั้งหลังคากระจกใสที่ออกแบบให้ต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียวกับกระจกหลัง ส่วนระบบขับไม่ใช่ด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ อย่างที่เคยคาดกันเมื่อเริ่มมีข่าวของรถคันนี้ แต่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินขนาด 2.0 ลิตร ที่สามารถปรับอัตราการอัดได้ 2 แบบ คือ 8:1 เพื่อสมรรถนะ กับ 14:1 เพื่อความประหยัด

 

 

TOYOTA FT-4X CONCEPT

 

37

 

38

 

ตามประสาค่ายใหญ่ ในบูธของโตโยตาซึ่งในรอบปีไก่สามารถขายรถในเมืองมะกันได้มากถึง 2,129,383 คัน มีเรื่องราวให้พูดคุยกันได้มากมายก่ายกองทั้งรถเก๋งรถ เอสยูวี รถพิคอัพ และรถแนว ตัดสินใจเลือกผลงานที่น่ากล่าวถึงมาเพียง 2 ชิ้น ชิ้นแรกที่เห็นในภาพใหญ่ คือ รถติดป้ายชื่อ โตโยตา เอฟที-4 เอกซ์ คอนเซพท์ (TOYOTA FT-4X CONCEPT) ซึ่งอวดตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์นิวยอร์คครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2017 แต่คณะของเราเพิ่งมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงไม่จริงที่งานนี้นี่เอง เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี ขับเคลื่อนทุกล้อที่ออกแบบ/พัฒนาสำหรับผู้ใช้รถ GEN Y ที่พักอาศัยและประกอบธุรกิจในเขตเมือง ตัวถังขนาด 4.249×1.821×1.623 ม. ซึ่งเป็นผลงานรังสรรค์ของศูนย์ออกแบบซึ่งตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย มีรายละเอียดที่น่าสนใจมากมาย รวมทั้งประตูบานท้ายที่ค่ายนี้ตั้งชื่อว่า มัลทิ-แฮทช์ (MULTI-HATCH) เพราะเปิดได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง

 

 

TOYOTA AVALON

 

39

 

ผลงานอีกชิ้นหนึ่งของยักษ์ใหญ่เมืองยุ่นที่เลือกมาบรรจุไว้ในรายงานนี้คือ โตโยตา อวาลอน (TOYOTA AVALON) ซึ่งเป็นรถตลาดอีกแบบหนึ่งที่ปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ นับเป็นรถรุ่นที่ 5 มีกำหนดออกจำหน่ายเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิของปี 2018 และในฐานะรถรุ่นปี 2019 เช่นเดียวกันกับรถรุ่นก่อนรุ่นใหม่นี้เป็นรถเก๋งซีดานขนาดโตเต็มพิกัด ที่ออกแบบพัฒนาในสหรัฐอเมริกา ผลิตที่โรงงานในรัฐเคนทักกีของสหรัฐอเมริกา กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็คือผู้ใช้รถในสหรัฐอเมริกา และไม่ต้องไปหาในญี่ปุ่น มีขนาดตัวถัง 4.978×1.849×1.435 ม. เป็นตัวถังที่ค่อนข้างลื่นลม มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27 แต่หน้าตาบอกได้ว่าไม่ดูดีขึ้นเลยเมื่อเทียบกับรถรุ่นที่ 4 ระบบขับจะมี 2 แบบ คือ ขับล้อหน้าด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน วี 6 สูบ 3,456 ซีซี กับด้วยระบบไฮบริดชนิดไม่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ส่วนระบบเกียร์จะมีแบบเดียว คือ เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ที่เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่

 

 

LEXUS LF-1 LIMITLESS

 

40

 

ผู้ผลิตรถระดับพรีเมียมซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่เมืองยุ่น ดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ชมงานทั่วไปด้วยรถติดป้ายชื่อ เลกซัส แอลเอฟ-1 ลิมิทเลสส์ (LEXUS LF-1 LIMITLESS) ซึ่งไม่เคยปรากฏตัวในงานใดๆ มาก่อนเลย เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี ขนาดโตเต็มพิกัด และเป็นงานรังสรรค์ของศูนย์ออกแบบและวิจัย CALTY DESIGN RESEARCH ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตัวถังขนาด 5.014×1.986×1.605 ม. ซึ่งมีช่วงฐานล้อยาว 2.974 ม. และนั่งได้รวม 5 คน เป็นผลงานออกแบบเพื่อให้สามารถรองรับระบบขับได้สารพัดแบบและไร้ขีดจำกัดเหมือนชื่อรถ คือ ใช้ได้ทั้งระบบขับด้วยพลังไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิง (FUEL-CELL) ระบบไฮบริดชนิดไม่ต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ระบบไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ (PLUG-IN HYBRID) ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน และขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ โดยใช้แบทเตอรีเป็นอุปกรณ์ป้อนไฟ

 

 

SUBARU ASCENT

 

41

 

สื่อมวลชนไม่ค่อยสนใจกันสักเท่าไร คือ รถครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี ขนาดโตเต็มพิกัดติดป้ายชื่อ ซูบารุ แอสเซนท์ (SUBARU ASCENT) เพราะเคยเห็นกันมาก่อนแล้วที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2017 ก่อนการฉายซ้ำสองที่งานนี้ เป็นรถอนุกรมใหม่ล่าสุดและเป็นรถขนาดใหญ่ที่สุดของค่าย “ดาวลูกไก่” ตัวถังขนาด 4.999×1.930×1.819 ม.ซึ่งติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 3 แถว นั่งได้รวม 7/8 คน (2+2/3+3) เป็นผลงานที่ออกแบบ/พัฒนาในสหรัฐอเมริกา และจะใช้โรงงานที่ตั้งอยู่ในรัฐอินเดียนาโพลิส ของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ผลิต มีกำหนดออกโชว์รูมในเมืองมะกันเมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิของปี 2018 และจะมีเครื่องยนต์เพียงขนาดเดียวไม่มีโอกาสเลือก คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบนอนยัน (บอกเซอร์) 2,387 ซีซี 191 กิโลวัตต์/260 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่องที่มีชื่อว่า HIGH-TORQUE LINEARTRONIC

 

 

NISSAN XMOTION CONCEPT

 

42

 

43

 

ยักษ์รองเมืองยุ่นซึ่งมีหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในเมืองน้ำหอม เป็นอีกรายหนึ่งที่วางจุดโฟคัสความสนใจไว้ที่รถแนวคิดไม่ใช่รถตลาด คือรถติดป้ายชื่อ นิสสัน ครอสส์โมชัน คอนเซพท์ (NISSAN XMOTION CONCEPT) ซึ่งปรากฏตัวแบบ WORLD DEBUT หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี ขนาดเล็กกะทัดรัด ที่สามารถประสมประสานศิลปะงานไม้สไตล์คลาสสิคของญี่ปุ่น เข้ากับเทคโนโลยียุคใหม่อย่างระบบสื่อสารเชื่อมโยง (CONNECTIVITY) และระบบขับได้เองโดยไม่จำเป็นต้องง้อผู้ขับ (AUTONOMOUS DRIVE) ได้อย่างกลมกลืนและเหมาะเจาะ ตัวถังที่ดูทรงพลังแต่ไม่แข็งกระด้างวางตำแหน่งล้อทั้งคู่หน้าคู่หลังให้อยู่ใกล้มุมของตัวรถมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผลลัพธ์คือ ห้องโดยสารที่กว้างขวางและติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งได้ 3 แถว เป็นตัวถังที่มีจุดสะดุดตามากมาย รวมทั้งประตูข้างที่เปิดแยกจากกันโดยไม่มีเสากลาง และหลังคาซึ่งมี ROOFTOP BOX หรือกล่องเก็บของติดตั้งอยู่ด้วย

 

 

HYUNDAI VELOSTER

 

44

 

มีรถตลาดสายพันธุ์โสมขาวอยู่ 2 แบบ ซึ่งปรากฏตัว WORLD PREMIERE หรือ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ แบบแรกคือรถเล็กแต่แรงติดป้ายชื่อ ฮันเด เวโลสเตอร์ (VELOSTER) ผลงานใหม่เอี่ยมยังไม่สิ้นกลิ่นสีของผู้ผลิตหมายเลขหนึ่งเมืองโสม นับเป็นรถรุ่นที่ 2 จะเริ่มการผลิตโดยโรงงานซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองอุลซาน (ULSAN) ของเกาหลีใต้ในเดือนมีนาคม 2018 และไตรมาส 2 ของปีเดียวกันจึงจะเริ่มการจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา แทนที่รถรุ่นเดิมซึ่งอยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2011 มีขนาดตัวถัง 4.239×1.801×1.400 ม. คือแทบไม่ต่างจากตัวถังของรุ่นเดิมซึ่งมีขนาด 4.220×1.790×1.400 ม. เป็นตัวถังที่ออกแบบในลักษณะ ASYMMETRY หรือ 2 ด้านไม่เหมือนกัน คือ ด้านผู้ขับติดประตูบานใหญ่บานเดียว แต่ด้านผู้โดยสารติดประตูเล็ก 2 บาน เครื่องยนต์จะมี 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 1,999 ซีซี 147 แรงม้า กับเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,591 ซีซี 201 แรงม้า

 

 

KIA FORTE

 

33

 

รถตลาดสายพันธุ์โสมขาวอีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ เกีย ฟอร์เต (KIA FORTE) ซึ่งนับนิ้วได้ว่าเป็นรถรุ่นที่ 3 เป็นรถเก๋งซีดาน 4 ประตู 5 ที่นั่ง ในตัวถังขนาด 4.640×1.800×1.440 ม. ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง มีกำหนดออกโชว์รูมทั่วเมืองมะกันซึ่งมีอยู่เกือบ 800 แห่งก่อนสิ้นปี 2018 ในฐานะรถรุ่นปี 2019 โดยจะแบ่งการตกแต่ง/ติดอุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส LX S EX แต่จะมีเครื่องยนต์เพียงขนาดเดียว คือ เครื่องเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร 147 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่อง ที่ค่ายนี้ออกแบบขึ้นเองเป็นครั้งแรกและตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า INTELLIGENT VARIABLE TRANSMISSION หรือ IVT พร้อมประกาศว่าเป็นระบบเกียร์อัจฉริยะ มีเทคโนโลยี SMART STREAM ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเชื้อเพลิงรวมทั้งลดอัตราการสิ้นเปลืองได้เยี่ยม

 

 

GAC ENVERGE

 

46

 

47

 

ปิดรายงานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งอากาศสาหัส ด้วยผลงานของค่าย จีเอซี มอเตอร์ (GAC MOTOR) ซึ่งก่อตั้งกิจการในสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี 2008 และขณะนี้มีกำลังผลิตรถยนต์ 350,000 คัน/ปี ผู้ผลิตรถจีนรายนี้ตั้งเป้าว่าในปี 2019 จะเริ่มส่งรถเข้าไปขายในเมืองมะกัน จึงเริ่มงานการตลาดที่มหกรรมยานยนต์รายการนี้ โดยส่งรถแบบใหม่ๆ ไปอวดตัวเป็นกองทัพ ทั้งรถเก๋งรถ เอสยูวี และรถ เอมพีวี สื่อมวลชนและผู้ชมงานสนใจกันมาก โดยเฉพาะรถติดป้ายชื่อ จีเอซี เอนเวิร์จ (GAC ENVERGE) ซึ่งไม่เคยปรากฏตัวในงานอื่นมาก่อน ข้อมูลเกี่ยวกับรถคันนี้ที่ผู้ผลิตแจกจ่ายแก่สื่อมวลชนทั้งในรูปสิ่งพิมพ์และอุปกรณ์อีเลคทรอนิค บอกเพียงย่นย่อว่า เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถ เอสยูวีพลังไฟฟ้าขนาดเล็กกะทัดรัดและเพียบไปด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ที่น่าจะโดนใจผู้ใช้รถวัยหนุ่มวัยสาวของทวีปอเมริกาเหนือ หน้าตาและรูปทรงองค์เอวที่สัมผัสได้ด้วยตา ต้องยกนิ้วให้ว่า ทำได้ดีเหมือนไม่ใช่รถจีน !



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา/ผู้จัดงาน/บริษัทผู้ผลิต
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2561
คอลัมน์ : มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/AWxbH
อัพเดทล่าสุด
8 Oct 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
2.
2,090,000
3.
2,229,000
4.
779,000
5.
3,590,000
7.
1,316,000
8.
1,749,000
9.
1,699,000
11.
3,299,000
12.
5,399,000
13.
6,799,000
14.
3,249,000
15.
4,980,000
16.
53,500,000
18.
3,600,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th