บทความ

ไขปริศนาน้ำมันเครื่อง (ตอนจบ) เรื่องลับของการหล่อลื่น


ฉบับที่แล้ว ได้ปูพื้นฐาน และหลักเกณฑ์ของการใช้งานน้ำมันเครื่องไปแล้ว ทั้งเรื่องเกรดความหนืด (VISCOSITY GRADE) และชนิดของเชื้อเพลิงที่ส่งผลต่อการเลือกใช้น้ำมันเครื่อง เราได้ทราบแล้วว่า สำหรับเครื่องยนต์รุ่นใหม่ การเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ที่มีความใสและชั้นฟีล์มบาง จะประหยัดเชื้อเพลิง แต่ในทางกลับกัน เครื่องยนต์ที่ผ่านการใช้งานมานาน มีความสึกหรอไปบ้างแล้ว การเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดและชั้นฟีล์มหนาขึ้น จะส่งผลดีมากกว่า เนื่องจากจะช่วยป้องกันการเสียกำลังอัดในกระบอกสูบที่มีความสึกหรอไปแล้ว

ค่าความหนืดของน้ำมันเครื่อง จะมีตัวเลขระบุไว้ชัดเจน เช่น 0W-30 หรือ 20W-50 ยิ่งรถยนต์มีอายุการใช้งานยาวนานเท่าไร ก็ยิ่งต้องเลือกเกรดที่มีตัวเลขมากขึ้นเท่านั้น เช่น 10W-40 หรือ 20W-50 จะส่งผลที่ดีกว่าการใช้ค่าความหนืดต่ำและชั้นฟีล์มบาง และเพื่อลดการสึกหรอ ก็ควรจะใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ตั้งแต่เครื่องยนต์ยังใหม่อยู่ เนื่องจากน้ำมันเครื่องสังเคราะห์นั้น ทนความร้อนสูงกว่า และมีเขม่าที่จะก่อให้เกิดคราบเหนียวที่เป็นบ่อเกิดแห่งความสึกหรอ ในอนาคตอุดตันน้อยกว่านั่นเอง

 

DSC_5104 copy

 

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนอกจากจะดูที่ระยะทาง หรือระยะเวลา ตามที่กำหนดไว้แล้ว เราสามารถสังเกตได้จากสีของน้ำมันเครื่อง โดยตรวจดูที่ “ก้านวัดน้ำมันเครื่อง” (DIPSTICK) ซึ่งเป็นแท่งโลหะยาว ส่วนด้านปลายของมันจุ่มลงในอ่างน้ำมันเครื่อง และควรดึงออกมาดูขณะที่เครื่องเย็น หรือก่อนจะติดเครื่องในตอนเช้า หากน้ำมันเครื่องยังมีคุณภาพดี ก็จะเป็นสีเหลืองอำพัน อาจจะมีขุ่นลงบ้างตามการใช้งาน แต่ไม่ควรเป็นสีดำขุ่นเหนียว อันเกิดจากคุณสมบัติของน้ำมันยุคใหม่ที่มีสารชะล้างเครื่องยนต์ ทำให้เราเห็นคราบเขม่าที่ถูกชะออกมาแขวนลอยปนอยู่ในน้ำมัน แม้จะไม่มีอันตราย แต่ก็แสดงว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว เพราะหากเราไม่ยอมเปลี่ยน แทนที่มันจะแขวนลอยอยู่ในน้ำมัน มันจะไปตกตะกอนจับตัวตามชิ้นส่วนต่างๆ แทน

 

ประโยชน์ของการตรวจก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง ยังรวมถึงหากพบว่า ถ้าน้ำมันเครื่องมีสีเหมือน “กาแฟใส่นม” ซึ่งในเวลาเดียวกันก็อาจจะเห็นได้จากสีของน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำด้วย ก็แสดงว่ามีน้ำจากระบบหล่อเย็นลงไปปนกับน้ำมันเครื่องอีกด้วย ดังนั้นต้องเปลี่ยนถ่ายออก และเปลี่ยนปะเก็นเครื่องยนต์โดย “ทันที”

 

จริงๆ แล้ว หน้าที่หลักของก้านวัดน้ำมันเครื่อง คือ ใช้ดูว่าระดับน้ำมันเครื่องในอ่างสูงหรือต่ำกว่าที่ควรหรือไม่ โดยในก้านวัดน้ำมันเครื่องนั้น จะมีการระบุต่ำแหน่งสูงสุด ต่ำสุดเอาไว้ โดยทั่วไปหากถึงระดับต่ำสุดก็หมายความว่า คือ น้ำมันเครื่องหายไปประมาณ 1 ลิตร ดังนั้นจึงควรรีบเติมเพิ่มเข้าไปโดยด่วน (หากมีระดับสูงเกินไปก็จะส่งผลให้เครื่องยนต์สูญเสียกำลังเช่นกัน)

 

สำหรับชนิดของเชื้อเพลิงนั้น เราทราบว่า น้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลนั้นทนความร้อนได้สูงกว่า และในบางรุ่นก็สามารถนำมาใช้ร่วมกันกับเครื่องยนต์เบนซินได้ โดยให้สังเกตว่านอกจากเกรด CK-4 อันเป็นมาตรฐานสูงสุดของน้ำมันเครื่องดีเซลในปัจจุบันแล้ว บนแกลลอนน้ำมันเครื่องมีการระบุเกรดว่าเป็น SM หรือ SN ซึ่ง S ย่อมาจาก SPARK หมายถึง “การจุดระเบิดด้วยหัวเทียน” หรือไม่ หากมีก็หมายถึงว่าใช้งานร่วมกันได้อย่างสบาย แต่ในทางกลับกันน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์เบนซิน จะไม่สามารถใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลที่มีความร้อนสูงกว่าได้ ต้องระวัง อย่าใช้กลับกันเด็ดขาด

 

อีกปัญหาหนึ่งที่มักจะมีคนถาม คือ เวลาไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ศูนย์บริการ มักจะถามว่า “สนใจทำความสะอาดภายในเครื่องยนต์ด้วยการใช้น้ำมัน FLUSHING OIL หรือไม่ ?

 

FLUSHING OIL มีข้อดี หรือ ข้อเสีย เช่นไรนั้นเรามาลองดูกัน

 

คนเรามักจะมีความเชื่อเรื่อง “ความสะอาด” ทั้งที่มองเห็น และมองไม่เห็น คนจำนวนไม่น้อยจึงเลือกที่จะเอาสายยางเสียบรูทวารตัวเอง และฉีดน้ำกาแฟเข้าไป เพื่อ DETOX ซึ่งชื่อของมันหมายถึง การขจัด “สารพิษ” ออกจากร่างกายของเรา ส่วนมันจะทำได้จริงหรือไม่นั้น ไม่ขอออกความคิดเห็น แต่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเชื่อว่า เดินทางสายกลาง ไม่ตึงไม่หย่อน ไม่บ้าไปกับศาสตร์ทางเลือก “ลมๆ แล้งๆ” น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

 

ในเมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อว่า “สะอาด” ไว้ก่อนเป็นดี จึงมีการนำเสนอเชิญชวนให้มีการชะล้างทำความสะอาดภายในเครื่องยนต์ขึ้น โดยเฉพาะตามห้างสรรพสินค้า ศูนย์บริการอิสระที่ให้บริการเปลี่ยนยาง น้ำมันเครื่อง และรวมไปถึงศูนย์บริการตามปั๊มน้ำมัน การกระทำแบบนี้ถือเป็นสิ่งที่เกินจำเป็น และสามารถทำลายรถของคุณได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

Fresh motor oil

 

เหตุผลที่ไม่แนะนำให้ล้างภายในเครื่องยนต์ และอาจจะส่งผลร้ายได้ เนื่องจากภายในเครื่องยนต์เก่า อาจจะมีรอยร้าว หรือร่องที่เกิดจากการเสียดสีอยู่ เช่น แหวนลูกสูบ กระบอกสูบ ฯลฯ ซึ่งในร่องนั้นอาจจะถูกอุดด้วยคราบเขม่าเหนียวจากพาราฟฟิน แต่หากเราใช้น้ำมันทำความสะอาด FLUSHING OIL ไปชำระล้างคราบพวกนั้นออกจนหมด เครื่องยนต์จะสูญเสียกำลังอัดในกระบอกสูบไปจากการรั่วของความร้อน (สูญเสียความร้อน)

 

ยังรวมไปถึงกรณีของเครื่องยนต์เก่าที่ใช้งานร่วมกันกับน้ำมันเครื่องเกรดธรรมดามานานเกิน 10 ปี แน่นอนว่าอาจจะมีคราบเขม่าที่เหนียวกรังจากการจับตัวของพาราฟฟินอันเป็นองค์ประกอบในน้ำมันเครื่องธรรมดาอยู่บ้าง การเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติในการชะล้างคราบเหนียว อาจจะส่งผลร้ายได้ เนื่องจากในเครื่องยนต์เก่า อาจมีรอยร้าว หรือร่องที่เกิดจากการเสียดสี น้ำมันเครื่องสังเคราะห์อาจจะไปชะล้างคราบเหล่านั้นออกจนหมด ดังนั้นถ้าเคยใช้สูตรไหน ก็ให้ใช้สูตรเดิมต่อไปจะดีกว่า

 

อีกประเด็นที่สำคัญยิ่ง คือ “สารเพิ่มประสิทธิภาพ” ชนิดที่มีจำหน่าย และอวดอ้างสรรพคุณนานาประการ จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าเพิ่งมีขายกัน ในต่างประเทศมีมานานแล้ว และยังคงให้ขายอยู่ เช่น

 

สารโมลิบดีนัม (MOLYBDENUM DISULFIDE) ซึ่งมีคุณสมบัติในการเกาะผิวโลหะ และลดการเสียดสีของโลหะได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง มีการใช้งานในการเคลือบภายในเครื่องยนต์เครื่องบินมาตั้งแต่สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยบแรนด์ที่ใช้สารดังกล่าวเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น ลิควิโมลี (LIQUI MOLY) ของเยอรมนี แต่ในข้อดีของมันก็มีข้อด้อยเล็กน้อยก็คือ “สี” ที่เป็น “สีเทา” จากอนุภาคของโมลิบดีนัม ทำให้เมื่อผสมในน้ำมันไปแล้ว เราจะตรวจสอบสภาพของน้ำมันจากการดูสีไม่ได้อีก

 

สารอีกชนิดที่มีการนำมาใช้ คือ “เทฟลอน” หรือ PTFE อันเป็นสารโพลีเมอร์ที่คิดค้นขึ้นโดย “ดูปองท์” (DUPONT) ที่มีคุณสมบัติ “ลื่น” เมื่อใช้เคลือบผิววัสดุ พบมากในการเคลือบผิวกระทะ และเป็นองค์ประกอบที่พบในสารเพิ่มประสิทธิภาพที่วางจำหน่ายมานานจากสหรัฐอเมริกาอย่าง “สลิค 50” (SLICK50) โดยอ้างว่า เทฟลอน จะสามารถลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์ได้ แต่ในเป็นความจริงแล้ว อนุภาคเทฟลอนไม่ละลายในน้ำมัน และไม่มีประสิทธิภาพในการเกาะผิวโลหะ และตัวของอนุภาคเองนั้นก็สามารถอุดตันทางเดินน้ำมันเครื่องได้อีกด้วย

 

ส่วนสารที่เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตในบ้านเรานั้น ขอไม่กล่าวถึง เพราะ “สร้างความเสียหาย” อย่างชัดเจน

 

แม้จะมีการชี้แจงจากผู้ผลิตรถยนต์มาช้านานแล้วว่า เครื่องยนต์นั้นไม่ต้องการการหล่อลื่นเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากการใช้น้ำมันเครื่องตามเกรดที่กำหนดไว้จากโรงงาน แต่ดูเหมือนว่ายังมีคนหลงเชื่อ เรื่องสารเพิ่มคุณภาพเหล่านี้ และตกเป็นเหยื่อพ่อค้าหัวใสได้เรื่อยๆ เพราะสารเติมแต่งบางอย่างนั้นมีค่าความถ่วงจำเพาะสูง มีความหนืดสูง แน่นอนว่าในเครื่องยนต์ที่ใหม่ และแน่นอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย และเสียหายอย่างรวดเร็ว แต่ในเครื่องยนต์ที่ “หลวม” สารเหล่านี้เมื่อเติมลงไปจำนวนเล็กน้อย อาจจะส่งผลดีช่วยเพิ่มกำลังอัดในช่วงแรก ทำให้รู้สึกว่าเครื่องยนต์มีกำลังสูงขึ้น แต่เมื่อมันเข้าไปอุดตันระบบทางเดินน้ำมัน ในที่สุดเครื่องยนต์ก็จะเสียหาย

 

สุดท้ายนี้ขอแนะนำว่า อะไรก็ตามที่ผู้ผลิตเครื่องยนต์ไม่ได้บอกมา ก็ไม่ต้องอุตริไปทำมันเพราะอาจจะไม่ส่งผลเสียปุบปับ แต่ไม่ต่างอะไรกับคนที่ชอบกินยาบำรุงร่างกาย เพราะยาบำรุงทั้งหลายจะไม่ส่งผลร้ายในทันที ตอนแรกๆ มีแต่ผลดี แต่สุดท้ายตับไตก็เสื่อมพังไปเอง ฉะนั้นอย่าไปเชื่อคำโฆษณาประเภทอวดอ้างสรรพคุณครอบจักรวาล ประเภท “ทำไมมันดีจัง ทำไมมันดีกว่าชาวบ้านเขา”

 

ส่วนกฎเกณฑ์ทั้งหลายในการใช้น้ำมันเครื่องนั้น มันก็ปรับเปลี่ยนได้ เช่น หากคุณใช้ชีวิตส่วนใหญ่ขับรถในการจราจรติดขัด เช่น วิ่งในเมืองทุกวัน โดยเฉพาะในบ้านที่อากาศร้อนจัด และมีฝุ่นในอากาศเยอะ จะยิ่งทำให้น้ำมันมีประสิทธิภาพต่ำลงได้เร็วกว่าปกติ แม้ในคู่มือจะระบุว่า เปลี่ยนถ่ายทุก 10,000 กม. มันก็เป็นการดีที่คุณจะเปลี่ยนก่อนกำหนด แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบไปเปลี่ยนทุกๆ 5,000 กม. แต่อย่างใด เอาเป็นสัก 7,000 กม. ก็ดีพอเพียงแล้ว รวมทั้งไม่จำเป็นต้องไปขวนขวาย ล้างภายในเครื่องยนต์ หรือเติมสารเพิ่มคุณภาพ ที่อวดอ้างสรรพคุณอัศจรรย์ ให้มันสิ้นเปลืองเงินทอง แถมเคราะห์ซ้ำ กรรมซัด สารพวกนั้นจะทำลายเครื่องยนต์ของคุณเองอีกด้วย เก็บเงินไว้เติมน้ำมันดีกว่า

Flushing_Oil1 copy

อย่างไรก็ตามเรื่องราวเหล่านี้ คงจะอยู่อีกได้ไม่นาน เพราะหลังจากที่รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเกิดขึ้นเต็มรูปแบบแล้ว ปัญหาเก่าๆ อย่าง “น้ำมันเครื่อง” จะกลายเป็นอดีต ที่ไม่มีใครเหลียวแล เพราะมอเตอร์ไฟฟ้านั้นแทบจะไม่ต้องมีการบำรุงรักษาเลย

 

ดังนั้นในอนาคตอีก 15-20 ปี ข้างหน้า เราจะหาช่างหรือคนที่มีความรู้ในการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์สันดาปภายในได้น้อยลง และจะเกิดสถานการณ์ที่มีคนนึกสนุก ซึ่งไม่ต่างกับการถ่ายภาพด้วยฟีล์ม แต่การหาร้าน “ล้างฟีล์ม” ยากเย็นเหลือเกินในโลกยุคภาพถ่ายดิจิทอลอย่างทุกวันนี้ นั่นคือคนรุ่นใหม่ที่สนใจจะเล่นกับรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ก็คงจะมึนงงกับเรื่องของน้ำมันเครื่องอีกอย่างแน่นอน คุณว่าอย่างนั้นไหมครับ



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2561
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/thwOn
อัพเดทล่าสุด
16 Aug 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,590,000
2.
1,316,000
3.
1,749,000
4.
1,699,000
6.
3,299,000
7.
5,399,000
8.
6,799,000
9.
3,249,000
10.
4,980,000
11.
53,500,000
13.
3,600,000
14.
4,539,000
15.
13,339,000
16.
2,999,000
17.
1,749,000
18.
1,800,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่แรงอย่าแซงขับ 4 ?
รู้สักนิด ก่อนจะขับรถ “คลัทช์คู่”
มิติใหม่ของเกียร์สายพาน
กดปุ๊บ มาปั๊บ ?
รอยต่อแห่งยุคสมัย
แรงตก ไม่ต้องตกใจ