บทความ

มหกรรมยานยนต์ ดีทรอยท์ 2014


ตอนกลางปีงูเล็ก มีข่าวใหญ่จากเมืองมะกันซึ่งทำให้ทีมงานของเราที่ “สื่อสากล” ต้องล้อมวงถกเถียงกันว่า THE NORTH AMERICAN INTERNATIONAL AUTO SHOW (NAIAS) หรือ งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ประจำปี 2014 ซึ่งกำหนดมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-26 มกราคม ของปีม้าทอง จะมีขึ้นตามกำหนดเดิมหรือไม่ ? นั่นคือข่าว DETROIT BANKRUPTCY หรือข่าวการล้มละลายของเมืองดีทรอยท์ ซึ่งว่ากันว่าที่ต้องจนแต้มก็เพราะหนี้สินก้อนสูงถึง 18,000-20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือเท่ากับประมาณ 594,000-660,000 ล้านบาทไทยนั่นเทียว

ตามข่าวอยู่พักหนึ่งจึงทราบว่า การล้มละลายที่ว่านี้ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่องานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาอย่างงานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ เมืองจะล้มละลายก็ล้มไปแต่งานนี้ยังคงเดินหน้าต่อเพราะไม่เกี่ยวกัน งานนี้เมืองดีทรอยท์ไม่ได้เป็นผู้จัด แต่ผู้จัดงาน คือ เอกชน เทียบกันในบ้านเราก็คือ เกิดอะไรกับกอทอมอของคุณชายสุขุมพันธ์ก็จงเกิดไป (รวมทั้งน้ำท่วม) งานมหกรรมยานยนต์ MOTOR EXPO ก็ยังจัดได้

เรื่องราวของเมืองดีทรอยท์นี้นับว่าน่าสนใจมากและน่าจะเป็น CASE STUDY หรือ “กรณีศึกษา” ที่ดีสำหรับเมืองอื่นๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและในบ้านเรา เมืองดีทรอยท์ก่อตั้งเมื่อปี 1701 และเจริญเติบโตจนกลายเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐมิชิแกน (MICHIGAN) และได้รับการขนานนามว่าเป็น PARIS OF THE WEST ของสหรัฐอเมริกา ยิ่งกว่านั้นยังถือกันด้วยว่าเมืองนี้ คือ THE CRADLE OF THE U.S.AUTO INDUSTRY หรือ “จุดกำเนิดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐอเมริกา” บริษัทรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ เจเนอรัล มอเตอร์ส คัมพานี (GENERAL MOTORS COMPANY) หรือ “จีเอม” ก็มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองนี้ เป็นอาคารใหญ่โตโอ่โถงอยู่ห่างไม่กี่ร้อยเมตรจากสถานที่จัดงานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ที่คณะของเราเดินทางไปเยือนเป็นประจำทุกปีนับแต่ปี 2007

 

DSC_3907

 

ไม่น่าเชื่อว่าเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองและเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกนี้จะประสบภาวะตกต่ำถึงขนาดผู้คนอพยพหลบหนีไปหากินที่เมืองอื่น จำนวนประชากรที่เคยสูงถึง 1.9 คน ในปี 1950 ลดเหลือเพียง 710,000 คนในปี 2010 และมีแนวโน้มว่ายังหดตัวอยู่เรื่อยๆ เมืองที่เคยรุ่งเรืองกลายสภาพเป็นเมืองเน่า โรงแรมที่เราพักกันเป็นประจำทุกปีบอกไว้ในเวบไซท์ว่าตั้งอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ เดินทางไปครั้งแรกเมื่อปี 2007 เห็นสภาพแวดล้อมแล้วต้องเกาหัว ดาวน์ทาวน์ประเทศไหนกันที่มีทั้งตึกร้างและทุ่งโล่งๆ เดินไปโน่นมานี่ก็ไม่ค่อยเจอะเจอผู้เจอะเจอคน ขนาดเป็นช่วงที่มีงานใหญ่นะเนี่ย ช่วงหมดงานแล้วไม่ทราบว่าเมืองจะร้างผู้ร้างคนขนาดไหน ? เมื่อเห็นข่าวการล้มละลายจึงไม่รู้สึกตกอกตกใจสักเท่าไร

พ้นจากเรื่องการล้มละลายไม่กี่เดือน ตอนต้นปีม้าทองก็เจอข่าวใหม่ นั่นคือ ภัยธรรมชาติที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า POLAR VORTEX ที่ทำให้หลายรัฐในประเทศอันยิ่งใหญ่นี้เจอปัญหาอากาศหนาวและพายุหิมะ โดยเฉพาะรัฐในแถบมิดเวสต์ (MIDWEST) หรือ “ตะวันออกกลาง” ซึ่งมีรัฐมิชิแกนรวมอยู่ด้วย ข่าวบอกว่าบางเมืองอุณหภูมิอากาศลดต่ำกว่าอุณหภูมิบนดาวอังคารด้วยซ้ำ ! อ่านแล้วก็รู้สึกขนพองสยองเกล้า ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบนดาวอังคารน่ะหนาวขนาดไหน

คำถามก็คือ หนาวขนาดนี้มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์จะจัดกันได้หรือเปล่า ? ถ้าจัดก็อาจจะเป็นงานแสดงยานยนต์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่รถในงานทุกคันเป็นรถที่วิ่งไม่ได้ เพราะเครื่องยนต์ขาดเชื้อเพลิง เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงในถังกลายสภาพจากเชื้อเพลิงเหลวเป็นเชื้อเพลิงแข็งไปหมดแล้ว ที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นบ้างก็คือ เมื่อติดตามรายงานการพยากรณ์อากาศจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็พบว่า ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคมอุณหภูมิอากาศของดีทรอยท์ลดต่ำกว่า -30 องศาเซลเซียส แต่เมื่อเข้าสัปดาห์ที่สามซึ่งเป็นช่วงที่จัดงานอากาศจะอุ่นขึ้นมาก คือ จะต่ำกว่าขีด 0 ไม่กี่องศา ซึ่งก็ไม่หนาวกว่าที่เคยเจอะเจอกันมาแล้วในปีก่อนๆ สักเท่าไร

ที่สุดในตอนเช้ามืดของวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2014 คณะของเราก็ได้เหยียบพื้นดินของเมืองดีทรอยท์ตามที่ตั้งใจไว้ การเดินทางทุกช่วงทุกตอนเป็นไปตามกำหนดการ และไม่มีปัญหาการเลื่อนหรือระงับเที่ยวบินเพราะภัยธรรมชาติอย่างที่เกรงกลัวกันก่อนการเดินทาง อากาศเหนือเมืองดีทรอยท์เป็นไปตามคำพยากรณ์ คือ ต่ำกว่าขีด 0 ไม่มาก และไม่มีหิมะตก แต่สองข้างถนนยังมีร่องรอยของความหนาวเหน็บระดับดาวอังคารหลงเหลืออยู่ มีทั้งคราบหิมะหนาเตอะ และหิมะที่กลายสภาพเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว

สถานที่จัดงานคือ โคโบ เซนเตอร์ (COBO CENTER) ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อของ อัลเบิร์ท อี โคโบ (ALBERT E COBO) ที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของเมืองดีทรอยท์ระหว่างปี 1950-1957 เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 1960 แต่เพิ่งเริ่มใช้เป็นที่จัดงานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์เมื่อปี 1965 ส่วนชื่องาน NAIAS หรือ NORTH AMERICAN INTERNATION AUTO SHOW เพิ่งใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1989 ปี 2014 นี้จึงเป็นปีที่งาน NAIAS เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 25 ปี มีอะไรกันบ้างในการเฉลิมฉลองครั้งนี้ โปรดพลิกไปอ่านได้เลยครับใน 12 หน้าถัดจากนี้

 

 

 

DSC_3878 (Copy)

CHEVROLET CORVETTE Z06

เชฟโรเลต์ ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกันเรียกความสนใจจากสื่อมวลชนได้อย่างล้นหลามด้วยรถแรง 2 แบบ แบบแรกในภาพเล็กซ้ายมือ คือ รถติดป้ายชื่อ เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ เซด 06 (CHEVROLET CORVETTE Z06) เป็นรถสปอร์ทสัญชาติอเมริกันพันธุ์แท้ที่พัฒนาต่อยอดจากรถ เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ สติงเรย์ (CHEVROLET CORVETTE STINGRAY) ซึ่งเปิดตัวในงานนี้เมื่อต้นปี 2013 หัวใจของรถแรงและเร็วโมเดลนี้ คือ เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง OHV วี 8 สูบ 6,162 ซีซี ติดซูเพอร์ชาร์เจอร์ ซึ่งคาดหมายว่าจะให้กำลังสูงสุด 466 กิโลวัตต์/625 แรงม้า คือ สูงกว่าเครื่องยนต์ขนาดเดียวกันที่ติดตั้งในรถซึ่งเป็นที่มาถึง 127 กิโลวัตต์/165 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หลัง เลือกได้ระหว่างเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ยังไม่มีการประกาศสนนราคาค่าตัว เนื่องจากกำหนดออกโชว์รูมของรถโมเดลนี้ คือ ต้นปี 2015

 

DSC_3861 (Copy)

CHEVROLET CORVETTE C7.R

รถแรงอีกแบบหนึ่งที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกันนำออกอวดตัวในงานนี้คือรถติดป้ายชื่อ เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ ซี 7 ดอท อาร์ (CHEVROLET CORVETTE C7.R) เป็นรถแข่งที่ออกแบบ/พัฒนามาพร้อมๆ กับรถ เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ เซด 06 (CHEVROLET CORVETTE Z06) เพื่อใช้สำหรับการแข่งรถทางไกลอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ENDURANCE RACING ซึ่งมีการแข่งขัน 24 HOURS OF LE MANS อันเลื่องชื่อรวมอยู่ด้วย รถแข่งรุ่นใหม่นี้ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง/หายใจอากาศธรรมดาขนาดความจุ 5.5 ลิตร ที่ไม่ระบุตัวเลขกำลังสูงสุดอย่างชัดเจน เพียงแต่บอกว่าไม่เกิน 500 แรงม้า ซึ่งเป็นขีดจำกัดของรถแข่งประเภทนี้ ในปี 2013 รถแข่งรุ่นเดิม คือ เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ ซี 6 ดอท อาร์ (CHEVROLET CORVETTE C6.R) ชนะการแข่งขันรวม 5 ครั้ง และคว้าทั้งตำแหน่งแชมพ์ผู้ผลิตและแชมพ์ผู้ขับ ความสำเร็จของรถรุ่นใหม่นี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจะคาดหวังได้

 

DSC_4421 (Copy)

CADILLAC ATS COUPE

ผู้ผลิตรถหรูซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่ จีเอม ใช้งานนี้เป็นที่เปิดตัว แคดิลแลค เอทีเอส คูเป (CADILLAC ATS COUPE) ที่เห็นในภาพบนซ้ายมือ นับเป็นรถเก๋งคูเปขนาดเล็กกะทัดรัดแบบแรกในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 1 ศตวรรษของค่ายนี้ และไม่ใช่รถที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาจากรถเก๋งซีดาน แคดิลแลค เอทีเอส (CADILLAC ATS) ซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายเมื่อปีโมเดล 2013 ตัวถังยาว 4.665 ม. กว้าง 1.841 ม. และสูง 1.392 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คน จะเริ่มออกโชว์รูมในฤดูร้อนของปีม้าพยศ โดยจะมีทั้งแบบขับล้อหลังแบบขับทุกล้อ และทั้ง 2 แบบจะมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,998 ซีซี 203 กิโลวัตต์/272 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเครื่องเบนซินฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 3,564 ซีซี 239 กิโลวัตต์/321 แรงม้า ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

DSC_3688 (Copy)

CADILLAC ESCALADE

เปิดตัวในเมืองมะกันตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมของปีงูเล็ก แต่เพิ่งมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงจริงเป็นครั้งแรกที่งานนี้ คือ รถกิจกรรมกลางแจ้งพันธุ์แท้สุดหรูติดป้ายชื่อ แคดิลแลค เอสกาเลด (CADILLAC ESCALADE) เป็นรถรุ่นใหม่ (รุ่นที่ 4) ที่กำลังจะออกจำหน่ายในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2015 โดยมีตัวถังให้เลือกใช้รวม 2 ขนาดเหมือนรถรุ่นเดิม คือ ตัวถังขนาด 5.180×2.044×1.889 ม. กับตัวถังขนาด 5.698×2.044×1.880 ม. ทั้ง 2 ขนาดเป็นตัวถังซึ่งติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 3 แถว นั่งได้รวม 7 คน (2+2+3) หรือ 8 คน (2+3+3) และเป็นตัวถังที่มีโครงสร้างเหมือนรถกระบะ คือ โครงสร้างอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า BODY ON FRAME มีทั้งแบบขับล้อหลังและขับทุกล้อ แต่มีเครื่องยนต์เพียงขนาดเดียว คือ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง OHV วี 8 สูบ 6,162 ซีซี 313 กิโลวัตต์/420 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ HYDRA-MATIC

 

DSC_4330 (Copy)

CHRYSLER 200

ยักษ์เล็กของเมืองมะกันมีผลงานที่อวดตัวแบบ”ครั้งแรกในโลก”ที่งานนี้ชิ้นเดียว คือ ไครสเลอร์ 200 (CHRYSLER 200) ที่เห็นในภาพเล็กและภาพใหญ่ขวามือ เป็นรถรุ่นใหม่ซึ่งไตรมาส 2 ของปีม้าพยศนี้จะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองมะกันในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2015 เป็นรถเก๋งซีดานขนาดกลาง ในตัวถังยาว 4.885 ม. กว้าง 1.871 ม. สูง 1.491 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.270 ที่ออกแบบและพัฒนาโดยใช้พแลทฟอร์มที่ขอหยิบขอยืมจากรถร่วมเครือ คือ อัลฟา โรเมโอ จูลิเอตตา (ALFA ROMEO GIULIETTA) จะมีรถให้เลือก 4 โมเดล คือ CHRYSLER 200 LX-CHRYSLER 200 LIMITED-CHRYSLER 200S-CHRYSLER 200C และมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือเครื่องเบนซิน SOHC 4 สูบเรียง 2,360 ซีซี 135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า กับเครื่องเบนซิน DOHC วี 6 สูบ 3,605 ซีซี 216 กิโลวัตต์/295 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์มีแบบเดียว คือ เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

 

DSC_3720 (Copy)

DSC_3745 (Copy)

FORD MUSTANG FASTBACK/FORD MUSTANG CONVERTIBLE

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม 2013 ขณะที่ประชาชนชาวไทยเฉลิมฉลองวาระสำคัญ ยักษ์รองของเมืองมะกันก็ถือเป็นฤกษ์ดีในการนำรถสายเลือดอเมริกันพันธุ์แท้ติดป้ายชื่อ ฟอร์ด มัสแตง (FORD MUSTANG) รุ่นใหม่ซึ่งเป็นรถรุ่นที่ 6 ออกอวดตัวพร้อมๆ กันใน 6 เมืองของ 4 ทวีป คือ เมืองเดียร์บอร์น/นิวยอร์ค/ลอสแองเจลิสในสหรัฐอเมริกา เมืองบาร์เซโลนาในสเปน เมืองซิดนีย์ในออสเตรเลีย และเมืองเซี่ยงไฮ้ในสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ต้องรอจนถึงงานนี้นี่แหละจึงเป็นโอกาสแรกที่ผู้คนทั่วไปได้มีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงจริงของรถรุ่นใหม่นี้ เป็นรถที่ออกแบบใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดหาง ชิ้นส่วนตัวถังทุกชิ้นล้วนทำขึ้นใหม่ มีเพียงตัวยึดเพียง 2 ตัวเท่านั้นที่ตกทอดมาจากรถรุ่นเดิม จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษของรถรุ่นใหม่ซึ่งมีตัวถังให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ตัวถังฟาสต์แบคขนาด 4.783×1.915×1.382 ม. กับตัวถังเปิดประทุนขนาด 4.783×1.915×1.394 ม. นี้ คือ เป็นรถที่ออกแบบ/พัฒนาตามโครงการ ONE FORD โดยตั้งใจให้เป็นรถแบบเดียวที่จำหน่ายในตลาดทั่วโลก จึงจะมีการผลิตทั้งรถพวงมาลัยซ้ายและรถพวงมาลัยขวา อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนฐานะจากรถที่เน้นเฉพาะตลาดอเมริกาเหนือเป็นรถที่ขายทั่วโลกดังที่ว่านี้ ไม่ได้ทำให้รถรุ่นที่ 6 สูญเสียเอกลักษณ์ของความเป็นรถ ฟอร์ด มัสแตง ที่อยู่ในสายผลิตต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 1964 แต่อย่างใด “WE DIDN’T DECIDE TO DO A GLOBAL MUSTANG” นายใหญ่ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนารถรุ่นนี้กล่าว “WE DECIDED TO TAKE THE MUSTANG GLOBAL” จะเริ่มขายในเมืองมะกันก่อนสิ้นปีม้าพยศ โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 ขนาด คือ เครื่อง ECOBOOST DOHC 4 สูบเรียง 2,300 ซีซี 224 กิโลวัตต์/305 แรงม้า เครื่องเบนซิน DOHC วี 6 สูบ 3,727 ซีซี 220 กิโลวัตต์/300 แรงม้า และเครื่องเบนซิน DOHC วี 8 สูบ 4,951 ซีซี 309 กิโลวัตต์/420 แรงม้า

 

DSC_3810 (Copy)

FORD EDGE CONCEPT

ฟอร์ด เอดจ์ (FORD EDGE) เป็นชื่อของ MID-SIZE CROSSOVER SUV หรือ รถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดกลาง ที่ยักษ์รองเมืองมะกันเริ่มบรรจุเข้าสู่สายการผลิตของโรงงานซึ่งตั้งอยู่ในแคนาดาเมื่อปีโมเดล 2007 ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแอนเจลิสครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของปีงูเล็ก ยักษ์รองเจ้านี้เปิดเผยทิศทางของรถ ฟอร์ด เอดจ์ รุ่นใหม่ซึ่งอีกไม่นานก็คงจะออกตลาด โดยนำรถแนวคิดติดป้ายชื่อ ฟอร์ด เอดจ์ คอนเซพท์ (FORD EDGE CONCEPT) ออกอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก และนำรถคันดังกล่าวออกฉายซ้ำอีกครั้งที่งานนี้ มีขนาดตัวถังใกล้เคียงกันมากกับรถที่จำหน่ายอยู่ในขณะนี้ แต่หน้าตาและรูปทรงองค์เอวเปลี่ยนไปจนน่าจะทำให้ผู้ที่ใช้รถแบบนี้อยู่แล้วอยากจะเปลี่ยนรถ ที่น่าสนใจไม่แพ้สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยตา คือเทคโนโลยีที่อัดแน่นอยู่ในรถแนวคิดคันนี้ ตัวอย่างเช่น ระบบช่วยจอดรถ และระบบช่วยหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง

 

DSC_3795 (Copy)

FORD F-150

รถพิคอัพเพียงคันเดียวที่เลือกมาให้ชมกัน คือรถติดป้ายชื่อ ฟอร์ด เอฟ-150 (FORD F-150) รุ่นใหม่ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถพิคอัพขนาดใหญ่ที่ยักษ์รองเมืองมะกันโอ่อวดว่า บึกบึนทนทานและไฮเทคที่สุดเมื่อเทียบกับรถแบบเดียวกันทุกรุ่นที่เคยทำขาย มีกำหนดออกโชว์รูมในเมืองมะกันก่อนสิ้นปีม้าพยศ โดยมีตัวถังให้เลือกถึง 3 แบบ คือ ตัวถัง REGULAR (ยาว 5.316 และ 5.789 ม.) ตัวถัง SUPERCAB (ยาว 5.890 และ 6.363 ม.) และตัวถัง SUPERCREW (ยาว 5.890 และ 6.190 ม.) ส่วนเครื่องยนต์มีให้เลือกอย่างจุใจถึง 4 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน ECOBOOST DOHC 4 สูบเรียง 2.7 ลิตร เครื่องเบนซิน ECOBOOST วี 6 สูบ 3.5 ลิตร เครื่องเบนซิน DOHC วี 6 สูบ 3.5 ลิตร และเครื่องเบนซิน DOHC วี 8 สูบ 5.0 ลิตร มีทั้งแบบขับล้อหลัง (4×2) และแบบขับทุกล้อ (4×4) แต่มีระบบเกียร์แบบเดียว คือ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

DSC_3772 (Copy)

LINCOLN MKC

ฉายซ้ำอีกครั้งในงานนี้ หลังจากเพิ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของปีงูเล็ก คือ รถสายเลือดอเมริกันพันธุ์แท้ติดป้ายชื่อ ลินคอล์น มาร์คซี (LINCOLN MKC) ที่เห็นในภาพเล็กและภาพใหญ่ขวามือ เป็นรถเก๋งซีดานขนาดเล็กกะทัดรัด ในตัวถังยาว 4.552 ม. กว้าง 1.864 ม. และสูง 1.656 ม. ซึ่งไตรมาสที่ 2 ของปีม้าพยศนี้จะเริ่มการผลิตที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในรัฐเคนทัคคีและออกจำหน่ายในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2015 จะมีทั้งแบบขับล้อหน้าและขับทุกล้อ แบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส PREMIERE-SELECT-RESERVE และมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ เครื่อง เบนซิน ECOBOOST DOHC 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร 176 กิโลวัตต์/240 แรงม้า กับเครื่องเบนซิน ECOBOOST DOHC 4 สูบเรียง 2.3 ลิตร 210 กิโลวัตต์/285 แรงม้า ค่าตัว MSRP เริ่มต้นที่ 33,995 เหรียญสหรัฐ ฯ

 

DSC_3932 (Copy)

MERCEDES-BENZ C-CLASS

เจ้าของเครื่องหมายการค้า “ดาวสามแฉก” เรียกแขกเข้าบ้านชนิด “หัวกระไดไม่แห้ง” ด้วยไม้เด็ด คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ C-CLASS) รุ่นใหม่ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถรุ่นที่ 4 และเป็นรถที่ออกแบบใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดหางทั้งภายนอกและภายใน ที่น่าสนใจไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ เป็นรถที่สร้างปรากฏใหม่ของรถระดับนี้ขึ้นหลายรายการ ตัวอย่าง คือ เครื่องยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 103 กรัม/กม. ระบบรองรับแบบ AIR SUSPENSION และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเพียง 0.24 เริ่มรับใบสั่งจองแล้วในเยอรมนี โดยมีรถให้เลือก 3 โมเดล คือ MERCEDES-BENZ C 180 (เบนซิน 1,595 ซีซี 115 กิโลวัตต์/156 แรงม้า) MERCEDES-BENZ C 200 (เบนซิน 1,991 ซีซี 135 กิโลวัตต์/184 แรงม้า) และ MERCEDES-BENZ C 220 BLUETEC (ดีเซล 2,143 ซีซี 125 กิโลวัตต์/170 แรงม้า)

 

DSC_3956 (Copy)

MERCEDES-BENZ GLA 45 AMG

ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นกัน คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลเอ 45 เอเอมจี (MERCEDES-BENZ GLA 45 AMG) รถโมเดลหัวกะทิผลงานชิ้นใหม่เอี่ยมแกะกล่องของสำนัก AMG ผู้ดูแลเรื่องรถแรงของค่ายนี้ มีกำหนดออกจำหน่ายในเมืองแม่พร้อมกับรถ จีแอลเอ-คลาสส์ โมเดลอื่นๆ ในเดือนกรกฎาคมของปีม้าพยศ นอกจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทั้งภายนอกและภายในตัวถังแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำรถโมเดลนี้พิเศษกว่ารถโมเดลอื่นๆ คือ เครื่องยนต์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้า เป็นเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,991 ซีซี 265 กิโลวัตต์/360 แรงม้า ตัวเลขที่ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ ที่ทรงพลังที่สุดในขณะนี้ ส่วนระบบเกียร์เพื่อส่งทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้าและคู่หลังเป็นเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ สมรรถนะความเร็วตามข้อมูลของผู้ผลิต อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.

 

DSC_4520 (Copy)

BMW 2-SERIES COUPE

ค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” นำผลงานใหม่ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ถึง 3 รายการ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-2 คูเป (BMW 2-SERIES) ในภาพบน เป็นรถเก๋งคูเปขนาด SUBCOMPACT หรือเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ที่กำลังจะเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถรถรุ่นเดิมซึ่งติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์-1 คูเป (BMW 1-SERIES COUPE) ตัวถังทรงสามกล่อง ยาว 4.432 ม.กว้าง 1.774 ม.สูง 1.418 ม.ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คนและมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.29-0.33 มีรูปทรงองค์เอวที่ดูเผินๆ เหมือนเป็นรถซีดานมากกว่ารถคูเป ในเมืองมะกันรถขับล้อหลังอนุกรมนี้จะมีรถให้เลือกเพียง 2 โมเดล คือ BMW 228I COUPE ติดตั้งเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 176 กิโลวัตต์/240 แรงม้า กับ BMW M235I COUPE ติดตั้งเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 2,979 ซีซี 235 กิโลวัตต์/320 แรงม้า

 

DSC_4044 (Copy)

DSC_4032 (Copy)

 

BMW M3 SEDAN/BMW M4 COUPE

ในบรรดารถใหม่รวม 3 รุ่น ที่ค่ายบีเอมดับเบิลยูนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ดังที่กล่าวไปแล้ว มีอยู่รวม 2 รุ่น ที่เป็นรถแรงรหัส M คือ คันสีฟ้าซึ่งติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู เอม 3 ซีดาน (BMW M3 SEDAN) กับคันสีเหลืองซึ่งติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู เอม 4 คูเป (BMW M4 COUPE) คันแรกซึ่งเป็นรถ 4 ประตู/4 ที่นั่ง ในตัวถังขนาด 4.671×1.877×1.424 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.34 เป็นรถรุ่นใหม่ที่ค่ายนี้บรรจุเข้าสู่สายการผลิตแทนที่รถชื่อเดียวกันรุ่นเดิมที่ผลิตในช่วงปี 2007-2011 ส่วนคันหลังซึ่งเป็นรถ 2 ประตู/4 ที่นั่ง ในตัวถังขนาด 4.671×1.870×1.383 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.34 เช่นกัน เป็นรถรุ่นใหม่และชื่อใหม่ซึ่งจะเป็นตัวตายตัวแทนของรถติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู เอม 3 คูเป (BMW M3 COUPE) รุ่นที่ 4 ที่เพิ่งถูกปลดจากสายการผลิตในเมืองเบียร์เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2013 หลังจากขายไปแล้วมากกว่า 40,000 คัน รถแรงรหัส M ทั้ง 2 รุ่นนี้ เป็นรถขับล้อหลังซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์บลอคเดียวกัน คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 2,979 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 317 กิโลวัตต์/431 แรงม้า ที่ 5,500-7,300 รตน. และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตร/56.1 กก.-ม. ที่ 1,850-5,500 รตน. ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของผู้ผลิตก็เป็นตัวเลขเดียวกันทั้ง 2 รุ่น กล่าวคือ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.3 วินาที เมื่อเป็นเกียร์ธรรมดา และลดเหลือแค่ 4.1 วินาที เมื่อเป็นเกียร์อัตโนมัติ ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. ที่น่าทึ่งมากสำหรับรถระดับนี้ก็คือ เมื่อติดตั้งเกียร์คลัทช์คู่ จะมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ต่ำเพียง 8.3 ลิตร/100 กม. หรือ 12.0 กม./ลิตร กับมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 194 กรัม/กม.

 

DSC_4141 (Copy)

 

DSC_4128 (Copy)

PORSCHE 911 TARGA 4/PORSCHE 911 TARGA 4S

หนึ่งในบรรดารถใหม่หลายคันที่แต่งแต้มสีสันให้แก่มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งนี้ได้อย่างดี คือ รถสปอร์ทสายพันธุ์เยอรมันติดป้ายชื่อ โพร์เช 911 ทาร์กา (PORSCHE 911 TARGA) ซึ่งใช้เวทีหมุนขนาดยักษ์ในงานนี้เป็นที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เป็นรถ โพร์เช 911 ในตัวถังเปิดประทุนซึ่งมีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า TARGA อันเป็นชื่อที่ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองเบียร์จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้แล้วตั้งแต่ปี 1966 ผู้ผลิตรายอื่นนำไปใช้ไม่ได้ ไม่ใช่รถใหม่ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนาจากรถเปิดประทุน โพร์เช 911 คาร์เรรา กาบริโอเลต์ (PORSCHE 911 CARRERA CABRIOLET) รุ่นล่าสุดซึ่งเริ่มจำหน่ายในเมืองแม่เมื่อปลายปี 2012 เป็นรถขับทุกล้อ 2+2 ที่นั่ง ที่แยกโมเดลให้เลือกรวม 2 โมเดล คือ PORSCHE 911 TARGA 4 (คันสีฟ้า) กับ PORSCHE 911 TARGA 4S (คันสีเทาเข้ม) รายละเอียดมากกว่านี้ โปรดติดตามอ่านใน “ระเบียงรถใหม่” เดือนเมษายน 2557

 

DSC_3998 (Copy)

AUDI ALLROAD SHOOTING BRAKE

งานนี้ค่าย “สี่ห่วง” ดูหงอยเหงาไปหน่อย เพราะมีผลงานที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เพียงชิ้นเดียว แถมเป็นรถแนวคิดไม่ใช่รถตลาด คือ เอาดี ออลล์โรด ชูทิง เบรค (AUDI ALLROAD SHOOTING BRAKE) ที่เห็นในภาพเล็กขวามือ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเก๋งแฮทช์แบคขนาดเล็กกว่าเล็กกะทัดรัด ซึ่งรายละเอียดในบางจุดจะได้พบได้เห็นกันอีกครั้งหนึ่งในรถสปอร์ท เอาดี ทีที (AUDI TT) รุ่นใหม่ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์เจนีวาตอนต้นเดือนมีนาคมปีนี้ เป็นรถขับทุกล้อแบบไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ โดยใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 2.0 ลิตร 215 กิโลวัตต์/292 แรงม้าและมอเตอร์ไฟฟ้า 40 กิโลวัตต์/54 แรงม้าร่วมกันขับล้อคู่หน้า และใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 85 กิโลวัตต์/116 แรงม้าขับล้อคู่หลัง ได้กำลังสุทธิสูงสุด 300 กิโลวัตต์/408 แรงม้า และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่เยี่ยมมาก คือ แค่ 1.9 ลิตร/100 กม. หรือ 52.6 กม./ลิตร

 

DSC_4071 (Copy)

VOLKSWAGEN BEETLE DUNE

ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของเมืองเบียร์นำผลงานใหม่ออกอวดตัวในงานนี้สองสามชิ้น เลือกมาเพียงชิ้นเดียวที่เห็นว่าน่าสนใจที่สุดคือรถติดป้ายชื่อ โฟล์คสวาเกน บีเทิล ดูน (VOLKSWAGEN BEETLE DUNE) ซึ่งปรากฏตัวให้เห็นแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่ว่ากันว่าปรับตรงโน้นนิดเปลี่ยนตรงนี้หน่อย ก็จะกลายสภาพเป็นรถตลาดอย่างสมบูรณ์ ตัวถังยาว 4.290 ม. กว้าง 1.856 ม.และสูง 1.536 ม. ดัดแปลงจากรถรุ่นสามัญโดยปรับเปลี่ยนรายละเอียดในบางจุดเพื่อให้มีรูปลักษณ์และสมรรถนะการขับขี่เหมือนเป็นรถ “ออฟโรด” รวมทั้งขยายช่วงล้อหน้า และล้อหลังให้กว้างขึ้น 29 มม. กับติดล้อขนาดโต 19 นิ้ว ภายในห้องโดยสารที่นั่งได้รวม 4 คน ติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารและบันเทิงไว้ครบครัน รวมทั้งจอสัมผัสขนาด 7.7 นิ้ว ส่วนเครื่องยนต์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้าก็เป็นเครื่องขนาดโตพิเศษ คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง 155 กิโลวัตต์/210 แรงม้า

 

DSC_4063 (Copy)

MINI JOHN COOPER WORKS CONCEPT

มีนี จอห์น คูเพอร์ เวิร์คส์ คอนเซพท์ (MINI JOHN COOPER WORKS CONCEPT) รถแนวคิดซึ่งเมื่อเห็นป้ายชื่อเห็นหน้าเห็นตาและศึกษารายละเอียดทางเทคนิคแล้ว ฟันธงได้เลยว่าไม่เกินครึ่งปีนับจากนี้จะเปลี่ยนฐานะเป็นรถตลาดอย่างสมบูรณ์ เป็นรถแนวคิดที่ดัดแปลงเพียงเล็กน้อยจากรถ มีนี (MINI) รุ่นล่าสุดซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีงูเล็ก ตัวถังเคลือบสีเทา BRITISH HIGHWAYS GREY คาดด้วยแถบสีแดงและสีขาว ติดตั้งสปอยเลอร์หน้าปีกท้ายและกระทะล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถแนวคิดคันนี้ ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดด้านเครื่องยนต์กลไก แต่คาดหมายกันว่าน่าจะเป็นเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงซึ่งให้กำลังสูงสุดระดับ 162 กิโลวัตต์/220 แรงม้า เพียงพอที่จะทำให้รถแรงโมเดลนี้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาต่ำกว่า 6.5 วินาที และความเร็วสูงสุดระดับ 240 กม./ชม.

 

DSC_3594 (Copy)

VOLVO CONCEPT XC COUPE

ในงานนี้หากมีการจัดเรียงตำแหน่งรถที่น่าสนใจติดอันดับ “ทอพเทน” ก็เชื่อได้เลยว่าน่าจะมีชื่อ โวลโว คอนเซพท์ เอกซ์ซี คูเป (VOLVO CONCEPT XC COUPE) รวมอยู่ด้วยแน่นอน นับเป็นรถแนวคิดคันที่สองในจำนวนรถแนวคิดรวม 3 คันที่ค่ายนี้รังสรรค์ขึ้นในยุคที่มี โธมัส อินเกนลัธ (THOMAS INGENLATH) นักออกแบบชาวเยอรมันวัย 50 ปีเป็นนายใหญ่ด้านการออกแบบ คันแรกอวดตัวไปก่อนแล้วที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทเมื่อกลางเดือนกันยายนของปีงูเล็ก ส่วนคันสุดท้ายเป็นรถสปอร์ทซึ่งจะตามมาที่งานมหกรรมยานยนต์ปักกิ่งปลายเดือนเมษายนที่กำลังจะมาถึงนี้ ทุกคันเป็นรถที่ออกแบบและพัฒนาโดยใช้พแลทฟอร์มชุดเดียวกัน เป็นพแลทฟอร์มที่ค่ายนี้ตั้งชื่อว่า SPA PLATFORM และจะตั้งใจจะนำมาใช้อย่างจริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรกในรถตลาด โวลโว เอกซ์ซี 90 (VOLVO XC90) รุ่นใหม่ ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์ปารีสในเดือนตุลาคมของปีม้าพยศนี้

 

DSC_3977 (Copy)

HONDA FCEV CONCEPT

ฮอนดา เอฟซีอีวี คอนเซพท์ (HONDA FCEV CONCEPT) คือรถแนวคิดที่ยักษ์รองของเมืองยุ่นนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน เมื่อปรากฏตัวซ้ำสองที่งานนี้ความสนใจจากบรรดาสื่อมวลชนจึงค่อนข้างเบาบาง ทั้งๆที่เป็นรถแนวคิดซึ่งมีจุดสนใจอยู่มากมาย รวมทั้งระบบขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์แบบใดๆ เป็นพลังไฟฟ้าจาก FUEL CELL หรือเซลล์เชื้อเพลิงที่ก่อเกิดพลังงานจากปฏิกิริยาทางเคมีจากไฮโดรเจนและออกซิเจน อันเป็นที่มาของชื่อรถ FCEV ซึ่งย่อจาก FUEL CELL-ELECTRIC VEHICLE ยักษ์รองของเมืองยุ่นบอกเล่าเก้าสิบว่าเมื่อเติมไฮโดรเจนเต็มถังโดยใช้เวลาแค่ 3 วินาที รถแบบนี้จะวิ่งได้ไกลกว่า 480 กม. รวมทั้งยืนยันด้วยว่าในปี 2015 จะนำรถแบบใหม่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยระบบพลังที่ว่านี้ออกจำหน่ายแน่นอน ทั้งในญี่ปุ่นและในสหรัฐอเมริกา

 

DSC_4441 (Copy)

ACURA TLX PROTOTYPE

รถเพียงแบบเดียวในงานนี้ที่ปรากฏตัวพร้อมกับป้ายชื่อ PROTOTYPE หรือ “รถต้นแบบ” ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยหรือเปลี่ยนก็แต่เพียงเล็กน้อย รถคันนี้ก็จะเปลี่ยนฐานะเป็นรถตลาดอย่างสมบูรณ์ เป็นต้นแบบของ MID-SIZE LUXURY SEDAN หรือรถเก๋งซีดานขนาดกลางระดับหรู ที่กลางปีม้าพยศนี้ อคูรา ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในร่มเงาของยักษ์รอง ฮอนดา จะนำออกสู่โชว์รูมในเมืองมะกัน แทนที่รถรุ่นเดิม 2 อนุกรม คือ อคูรา ทีแอล (ACURA TL) และ อคูรา ทีเอสเอกซ์ (ACURA TSX) พร้อมกับป้ายชื่อใหม่ คือ อคูรา ทีแอลเอกซ์ (ACURA TLX) เป็นรถ 4 ประตู/5 ที่นั่ง ตัวถังยาว 4.830 ม. ซึ่งจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้รวม 2 ขนาด คือเครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 2.4 ลิตร ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ กับเครื่องเบนซิน SOHC วี 6 สูบ 3.5 ลิตร ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

 

DSC_4506 (Copy)

SUBARU WRX STI

ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2013 ยักษ์เล็กของเมืองยุ่นนำรถเก๋งขนาดเล็กกะทัดรัดที่ออกแบบ/พัฒนาสำหรับคนรักรถที่พิสมัยรถแรงและการแข่งแรลลี คือ รถ ซูบารุ ดับเบิลยูอาร์เอกซ์ (SUBARU WRX) รุ่นใหม่ออกอวดโฉมแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เจ้าของโลโก “ดาวลูกไก่” เติมเต็ม ด้วยรถโมเดลหัวกะทิ คือ ซูบารุ ดับเบิลยูอาร์เอกซ์ เอสทีไอ (SUBARU WRX STI) รถหน้าตาดูธรรมด๊าธรรมดาแต่แรงและเร็วจนเส้นขนทนนอนอยู่ไม่ได้ ตัวถังยาว 4.595 ม. กว้าง 1.795 ม. และสูง 1.475 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คนของรถโมเดลนี้ ติดตั้งระบบขับทุกล้อด้วยพลังของเครื่องเทอร์โบเบนซิน DOHC 4 สูบนอนยัน (บอกเซอร์) 2,457 ซีซี ที่ให้กำลังสูงถึง 224 กิโลวัตต์/305 แรงม้า และถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ที่แตกต่างจากรถรุ่นเดิมก็คือ รถรุ่นใหม่นี้จะมีแต่ตัวถังซีดานไม่มีตัวถังแฮทช์แบค

 

DSC_4215 (Copy)

TOYOTA FT-1 CONCEPT

อีกคันหนึ่งที่ควรจะบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อรถน่าสนใจติดอันดับ “ทอพเทน” เช่นกัน คือ โตโยตา เอฟที-1 คอนเซพท์ (TOYOTA FT-1 CONCEPT) จุดโฟคัสสายตาในบูธของยักษ์ใหญ่เมืองยุ่น เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถสปอร์ทคูเปวางเครื่องหน้า/ขับเคลื่อนล้อหลัง ที่ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถรุ่นคลาสสิคหลายรุ่นที่ค่ายนี้เคยทำขายในอดีตคือ โตโยตา 2000 จีที (TOYOTA 2000GT) โตโยตา เซลิคา (TOYOTA CELICA) และ โตโยตา ซูพรา (TOYOTA SUPRA) เป็นผลงานรังสรรค์ของศูนย์ออกแบบ TOYOTA’S CALTY DESIGN RESEARCH ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเป็นต้นแบบของรถอนุกรมใหม่ที่แหล่งข่าวยืนยันว่า ภายในเวลาไม่เกิน 2 ปีจะออกโชว์รูม เนื่องจากเป็นรถที่ทำขึ้นเพื่อศึกษาเฉพาะด้านตัวถังและห้องโดยสาร จึงยังไม่มีรายละเอียดในส่วนของเครื่องยนต์กลไก บอกเพียงเลาๆ ว่าไม่ใช้ระบบขับไฮบริด แต่จะติดตั้งเครื่องยนต์ “กำลังสูงมาก”

 

DSC_4495 (Copy)

LEXUS RC F

ที่งานมหกรรมยานยนต์โตเกียวครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองยุ่นเรียกความสนใจจากผู้คนโดยนำรถอนุกรมใหม่ คือ เลกซัส อาร์ซี-ซีรีส์ (LEXUS RC-SERIES) ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เกือบ 2 เดือนหลังจากนั้น คือ ที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่ โตโยตา ก็สวมหมวกให้แก่รถคูเปสุดหรูอนุกรมนี้ โดยนำรถโมเดลหัวกะทิ คือ เลกซัส อาร์ซี เอฟ (LEXUS RC F) ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน ตัวถังซึ่งยาว 4.705 ม.กว้าง 1.850 ม. และสูง 1.390 ม. ที่นั่งได้รวม 4 คน ของรถแรงโมเดลนี้ มีหน้าตาที่ต่างไปจากรถโมเดลอื่นเพียงเล็กน้อย และจุดที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ แผงกระจังหน้า ที่แตกต่างอย่างชัดเจน คือ เครื่องยนต์เบนซิน DOHC วี 8 สูบ 5.0 ลิตร ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ ที่ให้กำลังสูงกว่า 331 กิโลวัตต์/450 แรงม้า

 

DSC_4264 (Copy)

NISSAN SPORT SEDAN CONCEPT

ยักษ์รองของเมืองยุ่นซึ่งมีหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในเมืองน้ำหอม เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ไม่เคยน้อยหน้าใครในเรื่องรถแนวคิด ที่งานนี้ก็มีรถแนวคิดที่นำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือ รถติดป้ายชื่อ นิสสัน สปอร์ท ซีดาน คอนเซพท์ (NISSAN SPORT SEDAN CONCEPT) ที่เห็นในภาพบนซ้ายมือ เป็นรถแนวคิดที่ยักษ์รองเมืองยุ่นทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปีของการก่อตั้ง รวมทั้งเป็นการศึกษาแนวทางสำหรับรถเก๋งซีดานขนาดกลางรุ่นใหม่ที่อีกไม่นานจะนำออกสู่ตลาดในเมืองมะกันพร้อมกับป้ายชื่อ นิสสัน แมกซิมา (NISSAN MAXIMA) ตัวถังรูปทรงปราดเปรียว ยาว 4.870 ม. กว้าง 1.912 ม. และสูง 1.378 ม. ซึ่งติดตั้งระบบขับล้อหน้าด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงกว่า 300 แรงม้า มีรูปลักษณ์และรายละเอียดหลายอย่างที่ดูน่าสนใจ ตัวอย่าง คือหลังคาที่ดูราวกับลอยอยู่ในอากาศ สไตล์เดียวกับรถสปอร์ท นิสสัน จีที-อาร์ (NISSAN GT-R)

 

DSC_4359 (Copy)

INFINITI Q50 EAU ROUGE

เพื่อไม่ให้น้อยหน้าต้นสังกัด ผู้ผลิตรถหรูซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของยักษ์รอง นิสสัน และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในฮ่องกง จึงนำรถแนวคิดออกอวดตัวในงานนี้แบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือ รถติดป้ายชื่อ อินฟินิที คิว 50 โอ รูจ (INFINITI Q50 EAU ROUGE) ที่เห็นในภาพบนขวามือ เป็นรถแนวคิดที่ทำขึ้นเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับรถหรูสมรรถนะสูง ตัวคาร์บอนไฟเบอร์ ยาว 4.805 ม. กว้าง 1.845 ม.และสูง 1.430 ม. ใช้ชิ้นส่วนที่ออกแบบขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด แต่หน้าตาและรูปทรงองค์เอวกลับแตกต่างเพียงเล็กน้อยจากรถตลาดที่เพิ่งออกโชว์รูมในเมืองมะกันเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาพร้อมกับป้ายชื่อ อินฟินิที คิว 50 (INFINITI Q50) ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ ในส่วนของเครื่องยนต์กลไก แต่ประธานของค่ายนี้บอกกับผู้สื่อข่าวในงานว่า ถ้าตัดสินใจจะผลิตขาย ก็คาดหวังได้ว่ารถแบบนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์รูปตัววี ที่ให้กำลังสูงสุดสูงกว่า 500 แรงม้า

 

DSC_4220 (Copy)

HYUNDAI GENESIS

ในงานนี้มีรถสายพันธุ์โสมขาวที่น่าสนใจและสมควรนำมากล่าวถึงเพียง 2 คัน คันแรก คือ รถเก๋งซีดานขนาดใหญ่หรือ FULL-SIZE ติดป้ายชื่อ ฮันเด เจเนซิส (HYUNDAI GENESIS) ซึ่งอวดตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกที่งานนี้ เป็นรถรุ่นที่ 2 ที่กำลังจะออกตลาดแทนที่รถรุ่นแรกซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2008 ในตัวถังขนาดใกล้เคียงกัน คือ ยาว 4.990 ม. กว้าง 1.890 ม. สูง 1.480 ม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.26 ในสหรัฐอเมริกาจะมีทั้งแบบขับล้อหลังแบบขับทุกล้อ และมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 3,778 ซีซี 229 กิโลวัตต์/311 แรงม้า กับเครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 5,038 ซีซี 309 กิโลวัตต์/420 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์มีแบบเดียว คือ เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ วิจารณ์กันว่าจุดเด่นจุดสำคัญของรถรุ่นใหม่นี้ คือ ห้องโดยสารที่กว้างขวาง วัดปริมาตรได้ถึง 123 ลูกบาศก์ฟุต หรือ 3,482 ลิตร

 

DSC_4146 (Copy)

KIA GT4 STINGER CONCEPT

รถสายพันธุ์โสมขาวอีกคันหนึ่งและเป็นคันสุดท้ายที่เลือกมาให้ชมกันในรายงานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ เกีย จีที 4 สติงเกอร์ คอนเซพท์ (KIA GT4 STINGER CONCEPT) ซึ่งก็เพิ่งอวดตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกที่งานนี้เช่นกัน เป็นผลงานรังสรรค์ของศูนย์ออกแบบ KDCA หรือ KIA DESIGN CENTER AMERICA ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถสปอร์ทคูเป 2+2 ที่นั่ง ที่หน้าตาและรูปทรงองค์เอวดูดีในบางมุมมอง แต่ดูขัดตาพิกลในบางมุมมอง ตัวถังยาว 4.310 ม. กว้าง 1.890 ม. และสูง 1.250 ม. ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชือเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 232 กิโลวัตต์/315 แรงม้า และถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เป็นรถแนวคิดที่ไม่ได้เพียงทำขึ้นแค่เพื่ออวดฝีมือ แต่แหล่งข่าวยืนยันว่ายักษ์รองของเมืองโสมตั้งใจจะทำขายจริง และคาดกันว่ากำหนดออกตลาดไม่น่าจะเกินปี 2016



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2557
คอลัมน์ : มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ziZRj
อัพเดทล่าสุด
5 Jul 2019

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th