บทความ

ใกล้ถึงเวลาที่เราต้องเลิกขับรถ ?


รถยนต์อยู่คู่กับโลกของเรามาเกินกว่าศตวรรษ และเป็นตัวแทนของ “อิสรภาพ” มาช้านาน เพราะรถยนต์ทำให้เราได้เห็นโลกใหม่ๆ ทำให้ไปได้ไกลขึ้น

แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เรากลับถูกรถยนต์ “พันธนาการ” ต้องอยู่ติดกับรถยนต์ ในการจราจรคับคั่งอันน่าเบื่อหน่าย จะงีบก็งีบไม่ได้ จะลงเดินหนีไป ก็ทำไม่ได้อีก

 

เชื่อว่าหลายๆ คนก็เคยฝันไว้ว่า “ถ้ารถของเรามันวิ่งเองได้ก็คงดี” และก็ต้องมีคนพูดว่า “ความฝันแบบนี้มีแค่ในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น !” เพราะดูเหมือนว่า ยานยนต์ไร้คนขับ หรือที่เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า “AUTONOMOUS VEHICLE” หรือ “DRIVERLESS VEHICLE” จัดว่าเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ที่มีเนื้อหาของโลกแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง MINORITY REPORT หรือ IROBOT ถ้าท่านผู้อ่านนึกย้อนกลับไปในอดีต ก็อาจจะจำรถ KITT 2000 จากภาพยนตร์ซีรีส์ KNIGHT RIDER ได้ มันเป็นรถยนต์ที่สามารถตอบโต้กับผู้ขับขี่ และยังสามารถวิ่งได้เอง โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องควบคุม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ที่ต่างก็ฝันว่าจะได้มีรถแบบนั้นบ้างกันทั้งนั้น

พวกเราอาจจะไม่ทันได้สังเกตว่า ทุกวันนี้ เทคโนโลยี “บางส่วน” ของยานยนต์ไร้คนขับ ได้แทรกเข้ามาภายในรถยนต์ของพวกเราทีละนิดๆ นานพอสมควรแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมความเร็วแบบปรับอัตโนมัติสัมพันธ์กับการจราจรเบื้องหน้า (ADAPTIVE CRUISE CONTROL) ที่สามารถเร่งและชะลอความเร็วได้ด้วยตนเอง ขณะขับขี่อยู่บนทางหลวง หรือระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่า นี่คือ ทเรนด์ที่มาแรงของโลกยานยนต์ ที่บรรดาบริษัทรถยนต์ทุกค่ายต่างต้องเร่งพัฒนา เพื่อไม่ให้ตกกระแส แต่เชื่อหรือไม่ว่า แนวคิดเรื่องรถยนต์ที่ไร้คนขับนั้น ได้มีการริเริ่มคิดค้นวิจัยกันมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียด้วยซ้ำ โดยการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งในปัจจุบัน การใช้เทคโนโลยีล้ำยุคสารพัดชนิดให้ทำงานร่วมกัน หลายรัฐในสหรัฐอเมริกา และในยุโรปบางประเทศ เริ่มให้การยอมรับยานยนต์ไร้คนขับสามารถจดทะเบียนได้ ริเริ่มเป็นครั้งแรกที่ มลรัฐเนวาดา รถยนต์ไร้คนขับจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนพิเศษเป็น ป้ายสีแดง พร้อมสัญลักษณ์ อินฟินิที เพื่อเป็นเครื่องหมาย “เตือน” ให้รถคันอื่นได้รับรู้ว่า นี่เป็นยานยนต์ไร้คนขับ

นิยามของสิ่งที่เรียกว่า “ยานพาหนะอัตโนมัติ” ที่หน่วยงานการจัดการความปลอดภัยด้านการจราจรทางหลวงแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา หรือ NHTSA (NATIONAL HIGHWAY TRAFFIC SAFETY ADMINISTRATION) ได้กำหนดขึ้นมีดังนี้

ระดับ 0 รถคันนั้น ผู้ขับขี่ต้องควบคุมรถยนต์ตลอดเวลา (ปัจจุบันแทบจะไม่มีรถยนต์รุ่นใหม่คันใดเป็นเช่นนั้นอีกแล้ว)

ระดับ 1 ระบบควบคุมการเคลื่อนที่ของรถทำงานอิสระแยกจากกัน อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และระบบเบรคอัตโนมัติ

ระดับ 2 ระบบควบคุมทำงานร่วมกันอย่างน้อย 2 ระบบ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วแบบปรับอัตโนมัติสัมพันธ์กับการจราจรเบื้องหน้า (ADAPTIVE CRUISE CONTROL) ที่ทำงานร่วมกับระบบควบคุมให้รถวิ่งอยู่ในเลน (LANE KEEPING)

ระดับ 3 ผู้ขับขี่สามารถที่จะปล่อยให้รถยนต์ทำหน้าที่ของมันอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเลย แต่หากจำเป็นก็สามารถที่จะเข้าไปควบคุมการขับขี่ได้

ระดับ 4 เป็นระดับที่ยานพาหนะสามารถทำงานได้ด้วยตนเองอย่างปลอดภัยตลอดการเดินทาง โดยผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการขับขี่เลย หมายความรวมไปถึงการวิ่งไปเองโดยไม่มีผู้โดยสาร เช่น กรณีของรถยนต์ทดลองของ โวลโว “DRIVE ME PROJECT” ที่สามารถวิ่งไปหาที่จอดเองได้ หรือรถยนต์ชัทเทิลในสนามบินฮีธโรว์ ของกรุงลอนดอน

จากแนวคิดดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เราได้ผ่านยุคของเทคโนโลยีในระดับที่ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว และ รถยนต์หลายรุ่นก็ได้เข้าสู่ระดับที่ 3 และกำลังทำการพัฒนาเพื่อให้ใช้งานในระดับ 3 ให้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ ระบบช่วยจอดขนาน ที่เราเห็นได้ในรถยนต์ของค่ายฟอร์ด ที่แม้จะทำการถอยและหมุนพวงมาลัยด้วยตนเอง ผู้ขับก็ยังต้องควบคุมแป้นเบรคด้วยตนเอง เรียกว่า ยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็อุ่นใจว่า เกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นมา ก็ยังเบรคได้ทันด้วยตนเอง

การเกิดขึ้นของยานยนต์ไร้คนขับระดับที่ 3 และ 4 ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีไฮเทคสารพัดชนิด ไม่ว่าจะเป็น เรดาร์ โซนาร์ เลเซอร์สแกนเนอร์ กล้องวีดีโอแบบ 3 มิติ กล้องอินฟราเรด แผนที่ความละเอียดสูงที่ทำงานร่วมกับสัญญาณดาวเทียม ระบบสื่อสารระหว่างยานพาหนะกับสภาพแวดล้อม ฯลฯ โดยมีบริษัทชั้นนำของโลกจำนวนไม่น้อยทำการทดลองอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น กูเกิล เจเนอรัล มอเตอร์ ฟอร์ด เมร์เซเดส-เบนซ์ โฟล์คสวาเกน เอาดี นิสสัน โตโยตา และ บีเอมดับเบิลยู เป็นต้น โดยมีการทดสอบทั้งในการจราจรที่หนาแน่นในเมืองตลอดไปจนถึงการเดินทางด้วยความเร็วสูง บนถนนทั้งทางหลวง และเส้นทางภูเขาที่สูงชัน โดยทาง กูเกิล ได้ประกาศว่า ยานยนต์ไร้คนขับของเขาทำระยะทางได้รวม 480,000 กม. โดยไม่เกิดอุบัติเหตุเลยอีกด้วย ในปี 2012

 

ยานยนต์ไร้คนขับ มีดีตรงไหน หลายคนน่าจะมีคำตอบส่วนตัวอยู่ในใจ ไม่ว่าจะเป็น “จะได้งีบหลับ แล้วปล่อยให้รถพาเราไปยังที่หมาย” หรือ “จะได้ไม่ต้องเสียเวลา เสาะหาที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า” แต่เชื่อหรือไม่ว่า ประโยชน์ยังมีมากกว่านั้นอีกไม่น้อย อาทิ

1. ลดจำนวนอุบัติเหตุ อย่าลืมว่า สมองกลนั้นทำงานได้รวดเร็วกว่ากระบวนการตัดสินของมนุษย์ ที่บางครั้ง อาจจะไม่อยู่ในสภาพพร้อม ไม่ว่าจะจากภาวะสุขภาพ หรือ ความเผอเรอ

2. ใช้งานพื้นที่ถนนได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ช่วยลดการจราจรติดขัด เนื่องจาก สามารถลด “ระยะห่าง” จากรถคันหน้า ที่เราเคยต้องทิ้งไว้เพื่อความปลอดภัย จึงไม่แปลกใจว่า รถยนต์ในอนาคตนั้นจะวิ่งแบบ กันชน ต่อ กันชน ได้เลย

3. ตัดปัญหาความวุ่นวายจากการหลงทาง

4. ทำความเร็วเดินทางได้สูงขึ้น

5. หมดปัญหาเรื่องความสามารถในการขับขี่ ไม่ว่าคุณจะเป็น เด็ก คนชรา ตาบอด พิการ หรือ เมาสุรา ก็สามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย

6. ไม่ต้องเบื่อหน่ายกับการหาที่จอดรถอีกต่อไป รถจะส่งคุณที่จุดหมาย และวิ่งไปหาที่จอด (พร้อมทั้งเติมพลังงาน) ด้วยตัวเอง และจะกลับมารับคุณอีกครั้งเมื่อคุณเรียกหา

7. ลดขนาดที่จอดรถลง เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเผื่อพื้นที่สำหรับการเปิดประตู ทำให้พื้นที่แคบๆ ก็พอเพียง

8. หมดปัญหาการจราจรติดขัดเนื่องจาก สัญญาไฟจราจร เราคงจะคุ้นเคยภาพของ รถยนต์ที่จอดคากลางสี่แยก แต่ปัญหานี้จะหมดไปเนื่องจากรถยนต์ในอนาคตจะ

ทำงานร่วมกับระบบจัดการการจราจรอย่างเป็น “เนื้อเดียวกัน”

9. เคลื่อนที่ได้นุ่มนวลกว่า การขับขี่ด้วยมนุษย์ (ที่ไม่มีทักษะ ด้านความนุ่มนวล) เพราะรถยนต์อัตโนมัติจะสามารถสื่อสารและทราบถึงข้อมูลการจราจรเบื้องหน้า โดยผ่านทางรถรอบๆ ตัว ทำให้คาดเดาถึงสภาพอนาคตได้แม่นยำ จึงทำให้การ เร่ง หรือ เบรค ทำได้อย่างเหมาะสม อันส่งผลต่อความนุ่มนวล

10. ข้อสุดท้ายนี้น่าจะถูกใจหลายๆ คน คือ ระบบรถยนต์อัตโนมัติ ทำให้ “ตำรวจจราจร” กลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และยังทำให้ เรื่องของการประกันภัยรถยนต์ กลายเป็นเรื่องล้าสมัย

 

ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ เราคงต้องพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวเนื่องอีก 2-3 ประเด็น อาทิ ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงปรารถนาที่จะควบคุมรถยนต์ด้วยตนเอง หรือ หากคอมพิวเตอร์เกิดทำงานผิดพลาดขึ้นมาจะก่อปัญหาที่รุนแรงได้ และหากเราพึ่งพาระบบอัตโนมัติมากๆ เข้า ทักษะในการควบคุมยานพาหนะของเราก็จะลดต่ำลง เหมือนอย่างที่ปัจจุบันนี้หาคนที่จะจำเบอร์โทรศัพท์ของคนอื่นได้ยากเต็มที เพราะพึ่งพาการบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือกันไปหมดเสียแล้ว และท้ายที่สุด คือ อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการ “ขับรถ” อาจจะต้องสูญหายไป ไม่ว่าจะเป็น คนขับรถแท็กซี่ รถเมล์ หรือ คนขับรถส่งของ

แต่ประเด็นที่ท่านผู้อ่านน่าจะสนใจก็คือ ระบบยานยนต์ไร้คนขับ จะส่งผลให้รถในอนาคตนั้น มีรูปทรงเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งในกรณีนี้ทางบริษัทสัญชาติสวิทเซอร์แลนด์ อย่าง รินสปีด (RINSPEED) ได้นำเสนอแนวคิดของห้องโดยสารรถยนต์ในอนาคต กับรถยนต์แนวคิดที่มีชื่อเรียบง่าย แต่สะกดแปลก “XCHANGE”

รถแนวคิด XCHANGE นำเสนอรูปแบบของห้องโดยสารที่ พวงมาลัยสามารถย้ายตำแหน่งได้ ซึ่งเทียบเท่ากับ เทคโนโลยีระดับ 3 ที่ทาง NHTSA ได้กำหนดขึ้น คือ รถยนต์สามารถที่จะควบคุมได้ด้วยตัวเอง แต่มนุษย์สามารถดึงเอาการควบคุมกลับมาได้เมื่อต้องการ นั่นคือ ขณะที่ปล่อยให้รถยนต์ควบคุมการขับขี่อย่างอิสระ พวงมาลัยก็จะย้ายไปยังตำแหน่ง “กลาง” ของแผงหน้าปัด ซึ่งจะทำให้พื้นที่ช่วงต้นขาของผู้โดยสารตอนหน้ามีอิสระมากขึ้น และนอกจากนั้นเบาะนั่งคู่หน้ายังสามารถหมุนกลับมาด้านหลัง สร้างบรรยากาศของ “ห้องนั่งเล่น” ได้เหมือนกับภาพของ รถยนต์แห่งอนาคตที่ นักออกแบบรถยนต์ในยุค 50 ได้วาดฝันเอาไว้ เรียกได้ว่า ถึงที่หมายสบายผิดกัน

อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ ยานพาหนะไร้คนขับ 2GETTHERE ของเมือง มาสดาร์ แห่งนครอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ทำหน้าที่ขนส่งผู้โดยสารไปยังจุดต่างๆ ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ที่เรียกว่าระบบ PRT (PERSONAL RAPID TRANSIT) ปัจจุบันนี้ใช้งานมากว่า 3 ปีแล้ว และมีคนใช้เกือบ 1 ล้านคน ซึ่งระบบคล้ายๆ กันนี้ ก็ถูกใช้ในอีกหลายๆ ที่ อาทิ สนามบิน สคิพโฮล ในเมืองอัมสเตอร์ดัม และสนามบิน ฮีธโรว์ แห่งกรุงลอนดอน

ระบบลักษณะนี้นอกจากใช้ขนผู้โดยสารแล้ว ยังใช้ในการขนสัมภาระได้อีกด้วย โดยมีชื่อเรียกว่าระบบ FRT (FREIGHT RAPID TRANSIT)

อย่าคิดไปว่าเทคโนโลยีนี้ยังอีกนานกว่าจะมา เพราะทั้งหมดนี้เราสามารถจะเห็นในรถระดับหรูกันบ้างแล้ว โดยคาดการณ์กันว่า เราจะได้เห็นรถยนต์แบบไร้คนขับวิ่งบนถนนเปิดอย่างแท้จริงในภายในปี 2020 และภายในปี 2032 ก็จะมีรถยนต์ไร้คนขับออกวิ่งในสหรัฐอเมริกาถึง 10 ล้านคัน และ 75 % ของรถยนต์ใหม่ในปี 2040 จะเป็นรถยนต์ไร้คนขับ

นอกจากนั้นทาง พไรศ์ วอเตอร์เฮาส์ คูเพอร์ส (PRICE WATERHOUSE COOPERS หรือ PWC) บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกก็ได้คาดการณ์ว่า หากมีการใช้รถยนต์ไร้คนขับกันอย่างแพร่หลาย อุบัติเหตุจราจรลดลงถึง 90 % และจะส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ต้องลดลง ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะหากลองมองไปรอบๆ ตัวของเรา ตอนนี้ก็มี “หุ่นยนต์” เครื่องดูดฝุ่นรุ่นใหม่ ที่ทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่แอบวิ่งไปมาอยู่ในบ้านของคุณแบบเงียบๆ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และเมื่อถึงเวลาที่แบทเตอรีอ่อน ก็วิ่งกลับไปชาร์จไฟได้เองมาหลายปีแล้ว นับประสาอะไรที่สักวันหนึ่งผู้คนจะ “เปลี่ยน” ความน่าเบื่อของการจราจร ปล่อยมือจากพวงมาลัย และใช้เวลาเดินทางไปกับสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่า

ส่วนคนที่ยังอยากสนุก และโลดโผนไปกับการควบคุมความเร็วด้วยตนเอง ก็คงต้องพึ่งบริการของสนามแข่งรถกันแล้วละครับ



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2557
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/0lJEe

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทีเด็ดของ เอาดี เอ 8 ใหม่
ฮอนดา เอนเอสเอกซ์ 2017 ซูเพอร์คาร์แห่งอนาคต
ขุมพลังใหม่จากแดนมังกร
เคล็ดลับความประหยัดของ เชฟโรเลต์ ครูซ 2018
อัพเดทล่าสุด
24 Oct 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
489,000
2.
1,199,000
4.
2,490,000
5.
479,000
6.
939,000
7.
24,500,000
8.
34,000,000
9.
23,795,000
12.
18,900,000
13.
18,999,000
14.
3,199,000
15.
3,399,000
16.
2,549,000
17.
4,499,000
18.
2,299,000
19.
3,199,000
20.
3,299,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th