บทความ

รู้ไว้ใช่ว่า


เพาเวอร์แอมพ์ หรือเรียกกันสั้นๆ ว่าแอมพ์ เป็นการออกแบบวงจรอีเลคทรอนิค เพื่อช่วยขยายขนาดสัญญาณ ด้วยการใช้พลังงานจากภาคจ่ายไฟ (POWER SUPPLY) และวงจรควบคุมสัญญาณเอาท์พุทให้มีรูปร่างเหมือนอินพุท แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่า ซึ่งเพาเวอร์แอมพ์รถยนต์ที่เราพบเห็นกัน ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่ใช้ทรานซิสเตอร์ในการขยายสัญญาณและแบบหลอดสุญญากาศ ในครั้งนี้จึงได้นำการแบ่งคลาสส์ (CLASS) ต่างๆ ในเพาเวอร์แอมพ์มาฝากกัน ซึ่งในปัจจุบันมีเพาเวอร์แอมพ์ไม่กี่คลาสส์ ที่ได้รับความนิยม นอกจากนั้นก็จะค่อยๆ เลิกผลิตกันไปตามระเบียบ

 

CLASS A

เพาเวอร์แอมพ์ประเภทนี้ มีข้อดีในเรื่องคุณภาพเสียง มีความเพี้ยนต่ำ เป็นที่ต้องการของนักเล่นเครื่องเสียงอย่างมาก โดยเฉพาะรายละเอียดเสียง จึงเหมาะสำหรับนำไปขับลำโพงเสียงกลาง และแหลม แต่มีข้อเสีย คือ ความร้อนสูง กำลังขับน้อย จึงไม่เป็นที่นิยมสำหรับนักฟังที่เน้นประเภทตูมตาม เปิดอัด และยังมีราคาสูง

 

CLASS B

เป็นการออกแบบเพาเวอร์แอมพ์โดยใช้ทรานซิสเตอร์ 2 ตัว ทำงานแบบ PUSH-PULL หรือผลัก-ดัน ช่วยกันทำงานอย่างละครึ่งของรอบไซเคิล (ตัวหนึ่งทำงาน 0-180 องศา ส่วนอีกตัวทำงาน 180-360 องศา) มีข้อดี คือ เครื่องไม่ร้อน แต่มีข้อเสีย คือ ความเพี้ยนสูง ซึ่งเกิดจากรอยต่อรอบไซเคิลที่ไม่แนบสนิทจากการทำงาน
ระหว่างทรานซิสเตอร์ 2 ตัว ทำให้เสียงที่ได้ไม่มีคุณภาพ ปัจจุบันเพาเวอร์แอมพ์คลาสส์นี้ไม่มีจำหน่ายแล้ว

 

CLASS AB

เป็นการนำเอาข้อดีของ CLASS A และ B มารวมกัน จึงทำให้เพาเวอร์แอมพ์ประเภทนี้ให้คุณภาพเสียงที่ดี ถึงแม้จะไม่เท่า CLASS A แต่ได้เปรียบเรื่องให้กำลังขับที่มากกว่า มีความร้อนน้อยกว่า เป็นเพาเวอร์แอมพ์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน สามารถนำไปขับกับลำโพงเสียงกลาง และแหลม หรือซับวูเฟอร์ได้

 

CLASS D

เพาเวอร์แอมพ์ประเภทนี้ถูกออกแบบให้ขับลำโพงซับวูเฟอร์ โดยเฉพาะนักเล่นที่เน้นเรื่องกำลังขับสูงๆ ให้เสียงเบสส์ที่หนักแน่น กระแทกกระทั้น และมีความร้อนที่ต่ำมาก ในบางยี่ห้อมีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่า 80% ทำให้เหมาะกับการนำไปขับซับวูเฟอร์ เนื่องจากการทำงานในส่วนของภาคสวิทชิงยังไม่รวดเร็วพอที่จะนำไปใช้กับการผลิตความถี่สูง แต่ก็มีความเพี้ยนสูงกว่าแบบ CLASS AB มาก นอกจากนี้ยังมีแบบ CLASS D FULL RANGE ที่สามารถขับลำโพงเสียงกลาง และแหลมได้

 

CLASS G

เพาเวอร์แอมพ์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานเทียบเท่าแอมพ์ CLASS D หรือ CLASS T แอมพ์ประเภทนี้มีการออกแบบการทำงานที่สลับซับซ้อน โดยใช้พื้นฐานของแอมพ์แบบ CLASS AB คือ สามารถให้ทั้งคุณภาพเสียง กำลังขับที่สูง ความร้อนต่ำ แต่มีราคาสูง ทำให้ไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงรถยนต์

 

CLASS H

เป็นการนำเอาข้อดีในด้านประสิทธิภาพการทำงานของเพาเวอร์แอมพ์ CLASS D มาใช้ สามารถให้กำลังขับที่สูงในแบบ CLASS D และให้คุณภาพเสียงเทียบเท่า CLASS AB ซึ่งแอมพ์ CLASS H ถูกออกแบบให้มีการทำงานที่ซับซ้อน และมีราคาสูง

 

CLASS T

เป็นเพาเวอร์แอมพ์ที่นำเอาข้อดีของ CLASS D และ CLASS AB มารวมกัน เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น และกำลังขับสูงขึ้น โดยใช้การทำงานของระบบดิจิทอล เพื่อให้ภาคสวิทชิงสามารถทำงานที่ความถี่สูงๆ หลังจากนั้นจึงใช้วงจรกรองความถี่ต่ำ (LOW PASS) เพื่อให้ได้เครื่องขยายเสียงแบบ CLASS D ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเพาเวอร์แอมพ์คลาสส์ต่างๆ ที่นำมาจัดเรียงลำดับให้ดูกันครั้งนี้ เพื่อที่จะได้รู้ว่าแอมพ์แต่ละคลาสส์นั้นถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละประเภท เช่น แอมพ์ CLASS AB จึงเหมาะสำหรับขับลำโพงกลางและแหลม ส่วน CLASS D นั้นเหมาะกับลำโพงซับวูเฟอร์ ซึ่งก็มีแอมพ์ไม่กี่คลาสส์ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเล่น/นักฟังในขณะนี้ ส่วนที่ไม่ได้รับความนิยมก็อาจจะขึ้นอยู่กับราคาที่สูง หรือเลิกผลิตกันไปแล้ว ใครชอบแบบไหน เลือกให้ถูกต้องกับการใช้งานนะครับ



------------------------------
เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ
นิตยสาร CAR STEREO ฉบับเดือน เมษายน ปี 2557
คอลัมน์ : เทคนิค
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/SPZky
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th