บทความ

ระบบความปลอดภัย ในรถยุคใหม่ (2)


เมื่อฉบับที่แล้ว ผมได้พูดถึงระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (ACTIVE SAFETY) ที่ช่วยป้องกัน หรือหลีกเลี่ยง ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (PASSIVE SAFETY) ที่ช่วยลดอันตรายให้แก่ทั้งผู้ขับ และผู้โดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุกันไปแล้ว

 

ฉบับนี้ผมขอหยิบยกเรื่องของระบบควบคุมเสถียรภาพของรถ ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน ที่ปัจจุบันเริ่มเข้ามามีบทบาทแล้วในรถยนต์ขนาดเล็ก และรถยนต์ขนาดกลางบางรุ่นของรถญี่ปุ่น

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น เขาจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในประเทศเป็นหลักครับ รถทุกคันที่ผลิตและจำหน่ายในญี่ปุ่น จะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยครบถ้วนในระบบพื้นฐานของความปลอดภัยเชิงป้องกัน นั่นก็คือ จะต้องมีระบบเบรคที่ป้องกันล้อลอคตาย (ABS) และระบบถุงลมนิรภัยคู่หน้ามาให้เลยตั้งแต่รุ่นพื้นฐาน ในรถบางค่ายยังให้ระบบควบคุมเสถียรภาพของรถมาให้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งดีที่ประเทศเราน่าเอาเยี่ยงอย่าง

สิ่งที่กล่าวไปข้างต้น ผมเริ่มเห็นบ้างแล้วในประเทศเรา เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้เปิดอ่านสเปครถยนต์ซีดานขนาดเล็กอย่าง ฮอนดา ซิที ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมถึงกับอึ้ง ! เพราะเป็นรถญี่ปุ่นค่ายเดียว ที่ให้อุปกรณ์ความปลอดภัยที่จำเป็นมาอย่างครบถ้วน ตั้งแต่รุ่นพื้นฐานกันเลย ทั้งระบบเบรคเอบีเอส ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบควบคุมการทรงตัว หรือแม้แต่ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชันก็ให้มาด้วย

ผมต้องขอแสดงความชื่นชมรถญี่ปุ่นค่ายนี้ครับ ที่เห็นความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของคนที่ใช้รถในบ้านเรา เพราะอุปกรณ์ที่ใส่ให้เหล่านี้ มันสามารถช่วยชีวิตเราจากสถานการณ์คับขันต่างๆ ได้จริงครับ สิ่งที่ ฮอนดา ได้เริ่มทำในครั้งนี้ ผมเชื่อว่า จะเป็นบรรทัดฐานให้กับค่ายรถยนต์คู่แข่งอื่นๆ อีกหลายค่าย ให้เริ่มใส่อุปกรณ์เหล่านี้ในรถของตัวเอง ยังไงแฟนๆ “ฟอร์มูลา” ลองติดตามกันดูนะครับ

กลับมาเรื่องของระบบควบคุมเสถียรภาพของรถกันดีกว่า ระบบนี้แต่ละค่ายมักตั้งชื่อให้แตกต่างกันออกไป เพื่อเป็นจุดขายของรถแต่ละค่าย แต่ผมจะขออธิบายจากต้นกำเนิดของระบบนี้ครับ นั้นก็คือระบบ อีเอสพี (ESP) นั่นเอง อีเอสพี คือ พยัญชนะหน้าของ ELECTRONIC STABILITY PROGRAM หมายถึง พโรแกรมช่วยรักษาเสถียรภาพของรถ พโรแกรมนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพของรถเฉพาะตอนที่รถเลี้ยวและเสียหลักเท่านั้นครับ ถ้าเป็นการวิ่งทางตรง ระบบ อีเอสพี นี้จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าต้องการได้เสถียรภาพทางตรงที่ดี ต้องอาศัยฝีมือการออกแบบ และทดสอบของวิศวกรรถยนต์กันล้วนๆ ครับ

 

1

 

อีเอสพี จะมีบทบาทเฉพาะตอนเลี้ยว ถ้าหากเราเลี้ยวเหมือนขับรถปกติทั่วไป ระบบนี้ก็จะไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายหน้าที่คนขับหรอกครับ ต่อเมื่อเกิดความผิดพลาดขณะเลี้ยวจนรถเสียการทรงตัว มันจึงจะช่วยแก้ไขอย่างรวดเร็ว ระดับที่ยอดมนุษย์นักขับรถแข่งอย่าง ฟอร์มูลา วัน ยังเทียบไม่ติดเลยครับ ไม่ว่าสถานการณ์เหล่านั้นจะเกิดจากการเสียการทรงตัวขณะเลี้ยว เพราะความคึกคะนอง ความประมาท หรือเป็นเรื่องสุดวิสัยก็ตาม อีเอสพี “ไม่สน” และไม่แยกแยะให้เสียเวลา เพราะสถานการณ์เหล่านี้เป็นอันตรายทั้งนั้นครับ เซนเซอร์หลายตัวที่ถูกติดตั้งในตำแหน่งต่างๆ จะส่งข้อมูลให้คอมพิวเตอร์ประมวลผล ว่าเข้าข่ายเสียการทรงตัว ระดับที่หากไม่ช่วยจะเป็นอันตรายหรือไม่

การเสียการทรงตัวในโค้งมีอยู่ด้วยกัน 2 กรณี คือ แบบหน้าไถล หรือ แหกโค้ง หรือ อันเดอร์สเตียริง กับแบบ “ท้ายปัด” เลี้ยวเข้าในโค้งเกินกว่าที่ผู้ขับต้องการ หรือ โอเวอร์สเตียริง ถ้าเป็นกรณีแรก อีเอสพี จะ “สั่ง” ให้เบรคของล้อหลังในโค้ง ทำงานเสริมเป็นพิเศษล้อเดียว (ถ้าผู้ขับกำลังเบรคอยู่ อีเอสพี ก็จะเบรคล้อนี้แรงกว่าเป็นพิเศษ) ถ้าเป็นกรณีหลัง จะให้ล้อหน้านอกโค้งถูกเบรคเป็นพิเศษ และขณะเบรคก็จะผ่อนคันเร่ง (ไฟฟ้า) ด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม ความเร็วของรถต้องไม่เกินกว่าที่แรงเสียดทานจะรับได้นะครับ เพราะไม่มีอะไรอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทางฟิสิคส์ได้ ถ้าเข้าโค้งมาเร็วเกินลิมิทไปมาก ถึง อีเอสพี จะพยายามทำงาน ก็หมดความหมาย ! เพราะรถก็จะไถลออกนอกโค้งไปทั้งคันอยู่ดี

ความจริงเจ้าระบบควบคุมเสถียรภาพของรถ หรือ อีเอสพี นั้นไม่ได้เป็นระบบฮาร์ดแวร์ที่จับต้องได้เหมือนระบบความปลอดภัยอื่นๆ หรอกครับ อีเอสพี เป็นเพียงพโรแกรมควบคุมพโรแกรมหนึ่งเท่านั้น เพราะนอกจากเซนเซอร์วัดความหน่วง หรือความเร่งวัดความเร็วที่คนขับหมุนพวงมาลัยแล้ว ระบบนี้ใช้เพียงอุปกรณ์ที่มีมาอยู่แล้ว นั่นคืออุปกรณ์ของระบบป้องกันล้อลอคตาย หรือ เอบีเอส มาใช้ต่อยอดนั่นเอง

ผมขอนำตัวอย่างสถิติที่เชื่อถือได้จากคอลัมน์ที่เขียนโดยอาจารย์เจษฎา ตัณฑเศรษฐี มาให้ดูอีกครั้งครับ โดยสมาคมผู้รับประกันภัยในเยอรมนี ได้วิเคราะห์อุบัติเหตุและพบว่า ร้อยละ 60 ของอุบัติเหตุ ของรถยนต์ ที่มีผู้เสียชีวิต เกิดจากการเสียการทรงตัวจนควบคุมไม่ได้ของรถ และในจำนวนนี้ 2 ใน 3 (ซึ่งก็คือร้อยละ 20 ของรถที่เกิดอุบัติเหตุจากการเสียการทรงตัวและมีผู้เสียชีวิต) สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ รอดตายหากรถนั้นมี อีเอสพี อยู่

ส่วนมหาวิทยาลัยในรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา ทดสอบกับแท่นจำลองการขับควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ โดยให้อาสาสมัครแก้ไขและบังคับรถในสถานการณ์วิกฤติ เช่น หลบสิ่งกีดขวางกะทันหัน เจอโค้งแบบรัศมีเล็กลงเรื่อยๆ (แบบนี้ขับยากมากครับ “มือเซียน” หลงตัวเอง เจ็บหรือตายมามากแล้ว) และถูกลมปะทะด้านข้างอย่างแรงที่ความเร็วสูง ปรากฏผลว่า ถ้ามี อีเอสพี จะมีผู้ขับรอดพ้นจากอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น ร้อยละ 34 กรณีแรกเป็นสถิติของจริงจากเยอรมนี ส่วนกรณีหลังเป็นการทดลองแบบจำลองสถานการณ์แต่ก็มีความใกล้เคียงกันพอสมควร

สรุปแล้ว ระบบ อีเอสพี นี้เหมาะที่สุดแล้วสำหรับคนไทยที่ชอบขับรถเร็ว ศึกษาเทคนิคการขับน้อย และประมาท ที่ผมนำเรื่องนี้มาเล่าเพราะต้องการให้ผู้จำหน่ายรถติดตั้งระบบนี้มาด้วย โดยเฉพาะรถค่ายญี่ปุ่นยอดนิยมที่มีผู้ใช้มากที่สุด ระบบนี้อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นบ้าง แต่คุณค่าในตัวมันประเมินเป็นราคาได้ยาก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและความปลอดภัยของผู้ใช้รถโดยตรง



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2557
คอลัมน์ : รอบรู้เรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Dc17O
อัพเดทล่าสุด
10 Apr 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,299,000
2.
5,399,000
3.
6,799,000
4.
3,249,000
6.
53,500,000
8.
3,600,000
9.
4,539,000
10.
13,339,000
11.
2,999,000
12.
1,749,000
13.
1,800,000
15.
499,000
16.
979,000
17.
990,000
18.
4,090,000
19.
1,699,000
20.
13,500,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง

เคล็ดลับขับเร็ว แต่ตายช้า
เมืองทันสมัยที่ยังป่าเถื่อน (จบ)
สื่อสิ่งพิมพ์ไม่มีวันตาย
มีรถดี...ต้องใช้
ทดลองขับ ก่อนเลือกซื้อรถ
ทดลองขับ ก่อนเลือกซื้อรถ
ฉาบสารกันลื่นบนถนน ทำถูกหลัก ปลอดภัยแน่ !