บทความ

เทสลา คิลเลอร์ส


ผู้นำที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมรถยนต์ เทสลา ของ เอลอน มัสค์ ที่นำเอาฮาร์ดแวร์การขับเคลื่อนอัตโนมัติมาใส่ในรถยนต์พลังไฟฟ้า แถมยังเตรียมพร้อมรถ โมเดล 3 ในราคาที่จับต้องได้

เทสลา โมเดล 3 มีค่าตัวเพียง 35,000 เหรียญสหรัฐฯ (29,000 ยูโร หรือราว 1,225,000 บาท) โดยจะเริ่มการผลิตกลางปีนี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้น คาดว่าจะมีคู่แข่งอีกมากมาย ที่ เทสลา ต้องรับมือ เพราะผู้ผลิตรายอื่นๆ ต่างกำลังตามหลังผู้นำอย่าง เทสลา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับรถยนต์ของพวกเขา ซึ่งนับเป็นข่าวดีของผู้บริโภค ที่วางแผนจะซื้อรถยนต์อัจฉริยะพลังงานสะอาด รุ่นถัดไปที่เป็นระบบอัตโนมัติ เทสลา นั้นโด่งดังจากการผลักดันให้มียานพาหนะไฟฟ้า ขณะที่แผนการนี้ของบริษัทอื่นๆ ยังเป็นเพียงพโรเจคท์ในบอร์ด การเป็นผู้ริเริ่มในตลาดจึงสร้างความท้าทายให้ เทสลา อย่างมาก ทั้งการวางแผนการผลิต และการทดสอบสมรรถนะ นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ในการใช้เทคโนโลยีสุดล้ำ

 

เทสลา โมเดล 3 รองรับผู้โดยสาร 5 คน สามารถเดินทางไปได้ไกลกว่า 300 กม./การชาร์จไฟ 1 ครั้ง และยังมีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการที่จะทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์ของ เอลอน มัสค์ พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่เหนือชั้น และการออกแบบที่สวยงามมีสไตล์เช่นเดียวกับ เทสลา รุ่นก่อนๆ

 

เอฟเอฟ 91 สปอร์ท ซูเพอร์ชาร์จ

ข้อมูลจำเพาะ

ความเร็วสูงสุด : ยังไม่เปิดเผย

อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 2 วินาที

กำลังสูงสุด : 1,050 แรงม้า

น้ำหนัก : ยังไม่เปิดเผย

ความยาว : 5,250 มม.

ความกว้าง : 2,283 มม.

กำหนดเปิดตัว : 2018

 

ฟาราเดย์ ฟิวเจอร์ สร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้ผู้คนมากมายที่งานแสดงเทคโนโลยี CES 2017 พร้อมกับ FF91 ซึ่งเป็น START UP การผลิตรถยนต์รุ่นแรกของ ซิลิคอน วัลเลย์ หลังจาก การอวดโฉม เอฟเอฟเวโร 1 รถแข่งแนวคิดเมื่อปีที่แล้ว เอฟเอฟ 91 เป็นรถสปอร์ทที่มีเป้าหมายเป็นกลุ่มคนชั้นสูง ซึ่ง ฟาราเดย์ ฟิวเจอร์ หวังจะทำทุกอย่างให้ดีกว่าที่ เทสลา เช่น เครื่องยนต์ที่เร็วกว่า แบทเตอรีอยู่ได้นานกว่า เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนอัตโนมัติที่สูงกว่า ซึ่งเป็นไอเดียที่ดีเมื่ออยู่ในแผ่นกระดาษ คำถาม คือ มันจะสามารถทำจริงได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนที่จะใช้โครงสร้างแบบปรับเปลี่ยนได้ชื่อ VARIABLE PLATFORM ARCHITECTURE ที่สามารถเอาองค์ประกอบต่างๆ ออก หรือใส่เพิ่มได้ทันที เพื่อปรับเปลี่ยนระยะฐานล้อ ทำให้ ฟาราเดย์ ฟิวเจอร์ สามารถผลิต เอฟเอฟ 91 หรือรถยนต์ไฟฟ้าโมเดลในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว และคุ้มค่า บริษัทได้สร้างโรงผลิตที่เนวาดา มูลค่านับล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อผลิตรถยนต์รุ่นนี้ วันเปิดตัวยังไม่แน่นอน แต่คาดว่าจะภายในปี 2018 ยังมีคำถามอีกมากมายที่รอคำตอบ เช่น เอฟเอฟ 91 จะมีราคาเท่าไร (น่าจะสูงมาก) และจะทำความเร็วสูงสุดได้เท่าไร (น่าจะเร็วมาก)

 

เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ

เอฟเอฟ 91 มาพร้อมกับกล้อง และเซนเซอร์ รวมถึงไลดาร์ ที่ทำงานเหมือนระบบเรดาร์ ใช้ในการแสดงแผนที่ 3D อย่างเต็มรูปแบบ

 

จอดอัตโนมัติ

ถึงแม้ว่าจะไม่ทำงานขณะสาธิต แต่ เอฟเอฟ 91 จะมีระบบจอดด้วยตัวเอง และคุณสามารถเรียกมันออกมาจากลานจอดโดยผ่านแอพพลิเคชัน หรือจะตั้งเวลา สถานที่ ให้มันมารับได้

 

การออกแบบที่แตกต่าง

โครงสร้างเฉพาะตัวแบบ VARIABLE PLATFORM ARCHITECTURE ของ ฟาราเดย์ ฟิวเจอร์ เป็นโครงสร้างแบบโมดูลาร์เพื่อความปลอดภัย และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำกับแบทเตอรีที่วางไว้ใต้พื้นรถ

 

ไพ่เด็ดของ ฟาราเดย์ ฟิวเจอร์

หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าประทับใจที่สุดของ ฟาราเดย์ ฟิวเจอร์ คือ ระบบ ECHELON INVERTER ที่ใช้ใน เอฟเอฟ 91 ซึ่งทางบริษัทได้จดสิทธิบัตรว่าเป็นตัวแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด มีการออกแบบเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ให้ความหนาแน่นของพลังงานมากกว่าเดิม 20-30 % มั่นใจได้ว่า จะส่งต่อไปยังล้ออย่างเพียงพอ

 

ระบบอินเวอร์เตอร์ถูกคิดค้นขึ้นสำหรับ เอฟเอฟ 91 โดยเฉพาะ ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัย และมั่นคง เพราะคุณคงไม่อยากถูกทิ้งกลางมอเตอร์เวย์ และมันยังมีขนาดเล็กกว่าแบบทั่วไป ซึ่งช่วยประหยัดพื้นที่และลดน้ำหนักตัวรถ

 

หลังคาลดแสงอัจฉริยะ

เอฟเอฟ 91 ออกแบบคำนึงถึงผู้โดยสารเป็นหลัก เช่น หลังคาที่สามารถลดแสงได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับอากาศด้านนอกและอากาศในแต่ละวัน

 

ชาร์จไฟอย่างรวดเร็ว

เอฟเอฟ 91 มีแบทเตอรี 130 กิโลวัตต์ชั่วโมง คุณไม่ต้องรอนานในการชาร์จจนเต็ม มันชาร์จไฟ 1 ชม. สามารถวิ่งได้ 804 กม.

 

ขับระยะทางไกล

ฟาราเดย์ ฟิวเจอร์ สัญญาว่า เอฟเอฟ 91 จะสามารถเดินทางได้ถึง 595 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งเพียงพอในการเดินทางจากลอนดอนไปเอดินเบิร์ก

 

 

เมร์เซเดส-เบนซ์ เจเนอเรชัน อีคิว

ภายในรถ

เมร์เซเดส-เบนซ์ เจเนอเรชัน อีคิว เพิ่มความหรูหราด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยมากมาย เช่น จอควบคุมระบบสัมผัสที่จะเก็บข้อมูลแก่ผู้ขับตลอดเวลา

 

ระยะเวลาการชาร์จ

ระยะเวลาการชาร์จไฟนั้นสำคัญมาก สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และเมร์เซเดส-เบนซ์ สัญญาว่าการชาร์จไฟ 1 ครั้ง สามารถเดินทางได้ 499 กม.

 

ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติกำลังมา

ไม่มีข้อมูลใดๆ ระบุว่า เจเนอเรชัน อีคิว จะมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ แต่ เมร์เซเดส-เบนซ์ บอกใบ้ว่า การผลิตรุ่นถัดไปในอนาคต จะเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

 

ขับในเมืองได้อย่างชาญฉลาด

ตัวรถมีระบบแผนที่ HERE ติดตั้งในตัว และสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ได้

 

อื่นๆ อีกมากมาย

เมร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งใจจะนำเสนอเทคโนโลยีแบทเตอรีของ เจเนอเรชัน อีคิว ที่สามารถปรับขนาดได้ ดังนั้นในอนาคตมันจะสามารถปรับใช้เพื่อให้พลังงานกับรถ 2 ประตู รถเปิดประทุน และซีดาน

 

 

รถ เอสยูวี อัจฉริยะที่สามารถชาร์จแบทเตอรีด้วยระบบไร้สายได้

ข้อมูลจำเพาะ

ความเร็วสูงสุด : ยังไม่เปิดเผย

อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 5 วินาที

กำลังสูงสุด : 402 แรงม้า

น้ำหนัก : ยังไม่เปิดเผย

ความยาว : ยังไม่เปิดเผย

ความกว้าง : ยังไม่เปิดเผย

กำหนดเปิดตัว : 2018

 

ข้อได้เปรียบของ เมร์เซเดส-เบนซ์ ที่เหนือกว่า เทสลา และ ฟาราเดย์ ฟิวเจอร์ คือ เป็นรถยนต์ที่เต็มไปด้วยฟังค์ชันต่างๆ ซึ่งถูกผลิต และทดลองใช้จนพร้อมจะออกสู่ตลาด เจเนอเรชัน อีคิว จะเข้าสู่สายการผลิตเร็วๆ นี้ และจะลงสู่ถนนในปี 2018 อี หมายถึง ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ แต่เรายังไม่รู้ว่า คิว นั้นหมายถึงอะไร และเมร์เซเดส-เบนซ์ มี 4 หลักการ ในการผลิตรถยนต์ในอนาคต คือ เชื่อมต่อ ระบบอัตโนมัติ แบ่งปัน และไฟฟ้า

 

แฟชันแบบเก่า เช่น กระจกมองข้างตกยุคไปแล้ว เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยกล้องพร้อมกับจอแสดงผลขนาดกว้างในรถ หมายถึง คุณสามารถมองเห็นด้านข้าง ด้านหลัง เมื่อไรก็ตามที่คุณต้องการ แสงสว่างรอบๆ จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย และรถสามารถชาร์จแบทเตอรีไร้สาย หรือชาร์จผ่านเคเบิลปกติก็ได้ แต่จงรู้ไว้ว่า รถคันนี้ยังอยู่ในช่วงการทดลอง นั่นคือ เหตุผลว่าทำไมเราไม่มีรายละเอียด เช่น ขนาด ความเร็ว ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเปิดตัวในอีก 12-18 เดือนข้างหน้า ส่วนราคาขายจะอยู่ในช่วง 40,000 ยูโร แต่ยังไม่มีการยืนยันใดๆ

 

การชาร์จไฟฟ้าตามความต้องการ

คุณอาจจะเป็นเจ้าของ หรือเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับการชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย และ เจเนอเรชัน อีคิว ก็นำเทคโนโลยีแบบเดียวกันมาใช้กับรถยนต์ เพียงขับไปจอดเหนือแผ่นชาร์จ สักครู่แบทเตอรีจะถูกเติมไปจนเต็ม เมร์เซเดส-เบนซ์ สัญญาว่าจะมีระบบชาร์จไฟฟ้าครบวงจรที่ครอบคลุมทุกอย่าง ตั้งแต่สถานีชาร์จไฟ ไปจนถึงระบบชาร์จแบทเตอรีในบ้าน ดังนั้นคุณไม่ต้องติดแหงกอยู่ที่สถานีชาร์จไฟ อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าที่ชาร์จไร้สายจะเป็นอย่างไร แต่คุณจะสามารถซื้อมาวางไว้ที่โรงรถได้ในอนาคต

 

มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว

1 ในนวัตกรรมสุดล้ำสมัยของ เจเนอเรชัน อีคิว คือ มอเตอร์ไฟฟ้าแบบคู่ที่ให้พลังได้ถึง 300 กิโลวัตต์ชั่วโมง

 

 

เชฟโรเลต์ โบลท์ อีวี รถยนต์ไฟฟ้าที่น่าตื่นเต้น แต่เรียบง่าย

ข้อมูลจำเพาะ

ความเร็วสูงสุด : 153 กม./ชม.

อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 6 วินาที

กำลังสูงสุด : 200 แรงม้า

น้ำหนัก : 1,624 กก.

ความยาว : 4,166 มม.

ความกว้าง : 1,765 มม.

กำหนดเปิดตัว : ธันวาคม 2016

 

เชฟโรเลต์ โบลท์ อีวี มีข้อได้เปรียบ เทสลา โมเดล 3 คือ คุณสามารถไปซื้อและขับได้เลยวันนี้ อย่างน้อยในสหรัฐอเมริกา อาจจะไม่มีประกายส่องแสง ระฆังส่งเสียง และผิวปากได้เหมือน เทสลา แต่มันสามารถใช้งานได้แล้วตอนนี้ และคุณไม่ต้องทุ่มเงินทั้งหมดเพื่อสิ่งๆ เดียว ในปี 2015 โบลท์ เป็นเพียงแค่คอนเซพท์เท่านั้น จากนี้ได้เริ่มผลิตออกสู่ตลาดที่แคลิฟอร์เนียในเดือนธันวาคม 2016 ในราคา 37,495 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 31,000 ยูโร หรือมากกว่า และรุ่นในยุโรป (โอเพล อัมเพรา-อี) มีแผนจะผลิตในปี 2017 นอกจากจุดแข็งของการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รถรุ่นนี้ไม่ได้โดดเด่นในเรื่องของสเปค ประสิทธิภาพ หรือการออกแบบ แต่จุดขายที่แท้จริง คือ ความเรียบง่าย มันเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่คุณสามารถหาซื้อได้เลย เป็นสัญญาณว่ายุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาถึงแล้ว

 

โบลท์ ประกอบด้วยจุดที่น่าสนใจ เช่น ข้างในมี WI-FI จอแสดงผลระบบสัมผัส ขนาด 10.2 นิ้ว ที่แดชบอร์ด ซึ่งแสดงถึงความแพร่หลายของอุปกรณ์อัจฉริยะ

 

แบทเตอรีติดตั้งภายใน

แบทเตอรีขนาด 60 กิโลวัตต์ชั่วโมง ไม่ต้องคอตก เพราะมันเหมาะสมแล้ว อย่าลืมว่า นี่คือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เอื้อมถึง และมีจำหน่ายแล้ว ฉะนั้นเราไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้

 

ภายในคุณภาพไฮเทค

การออกแบบภายในรถ ไม่ทำให้คุณผิดหวัง มีจอระบบสัมผัสที่ดูดีมีสไตล์ติดตั้งที่แผงควบคุม และมีจุดเชื่อมต่อ WI-FI ให้ทุกๆ อุปกรณ์ได้เชื่อมต่อ

 

รถพลังงานไฟฟ้าที่เอื้อมถึง

เชฟโรเลต์ โบลท์ อีวี และ ลีฟ จาก นิสสัน เหมือนกันตรงที่ไม่มีสิ่งตกแต่งเกินความจำเป็น หรือออพชันไร้สาระ ซึ่งสอดคล้องกับราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ของรถยนต์ระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่มีจำหน่ายในตอนนี้ (จริงๆ แล้วขายมาตั้งแต่ปี 2010) รุ่นปี 2016 สามารถเดินทางได้ 204 กม. หากคุณเลือกแบทเตอรีขนาด 30 กิโลวัตต์ บวกกับส่วนประกอบดีๆ ภายในรถ จอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว ระบบควบคุมด้วยเสียง และระบบประมวลผลต่อเนื่องที่จะรายงานข้อมูลผ่านแอพพลิเคชันในสมาร์ทโฟน

 

ชาร์จไฟอย่างรวดเร็ว

ในเวลาเร่งด่วนที่คุณต้องรีบไปร้านขายของ เชฟโรเลต์ กล่าวว่า คุณสามารถซื้อการชาร์จแบบเร็วพิเศษ โดยการชาร์จ 30 นาที สามารถวิ่งได้ไกล 48 กม.

 

ด้ามเบรค เพิ่มพลัง

รูปแบบยอดเยี่ยมของ โบลท์ อีวี ด้ามเบรค รีเจเนอเรทีฟ ที่คุณสามารถใช้แทนคันเบรคที่เท้า เพื่อชาร์จแบทเตอรี โดยนำพลังงานขณะเบรคชาร์จกลับไปที่แบทเตอรี

 

ระยะทาง

โบลท์ อีวี มีระยะการเดินทาง 283 กม. ซึ่งไม่ใช่ระยะทางที่ดีที่สุดของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่ก็ยังมากพอสำหรับการเดินทางจากลอนดอนไปลิเวอร์พูล และยังเหลือพลังงานอีกนิดหน่อย

 

ขับด้วยตัวคุณเอง

โบลท์ อีวี ไม่มีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ แต่มีลูกเล่นเป็นกล้อง 360 องศา และระบบกึ่งอัตโนมัติในการช่วยรักษาเลน

 

 

ไครสเลอร์ แปซิฟิคา ไฮบริด

พื้นที่มากมาย

แปซิฟิคา ภายในมีพื้นที่มากกว่ารุ่นอื่นในระดับเดียวกัน มีความจุ 200 ลูกบาศก์ฟุต (6 ลูกบาศก์เมตร) และมีแถวที่ 3 เป็นพื้นที่สำหรับวางกระเป๋า

 

ปิดกั้นเสียงรบกวน

ไมโครโฟน 4 ตัว มีไว้ดักจับ เก็บเสียงลม เสียงรบกวนบนถนน ดังนั้นจะสามารถลดผลกระทบต่อระบบเสียงสเตอริโอได้จากการใช้คลื่นค่าความถี่ที่ตรงกันข้ามเพื่อสร้างความเงียบสงบให้กับรถยนต์

 

พลังงานไม่สูญแน่

พลังงานจลน์จะทำให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เมื่อแตะเบรคพลังนั้นจะเปลี่ยนเป็นความร้อน ดังนั้นพลังงานที่เสียไป จะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อชาร์จไปยังแบทเตอรี

 

กู้และเสริมแรง

5 วงแหวน เสริมแรงทรงกลม ของ แปซิฟิคา ใน 5 จุด ตั้งแต่ด้านหน้าจนถึงด้านหลัง เพื่อลดผลกระทบเมื่อรถวิ่งบนทางขรุขระ และลดเสียงรบกวน

 

เติมน้ำมัน

ยานพาหนะ เครื่องยนต์สามารถเปลี่ยนไปใช้น้ำมันได้ เมื่อแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนหมด แต่ก็ใช้เวลาเพียง 2 ชม. ในการชาร์จจนเต็ม

 

ข้อมูลจำเพาะ

ความเร็วสูงสุด : 177 กม./ชม.

อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 7 วินาที

กำลังสูงสุด : 287 แรงม้า

น้ำหนัก : 1,964 กก.

ความยาว : 5,156 มม.

ความกว้าง : 2,022 มม.

กำหนดเปิดตัว : มีจำหน่ายแล้ว

 

มีนีแวนพลังงานไฟฟ้าคันแรกของอุตสาหกรรมยานยนต์

ไครสเลอร์ สร้างตลาดรถมีนีแวนในปี 1984 แต่ แปซิฟิคา ทำให้เกมครั้งนี้น่าสนใจมากขึ้น รถยนต์คันนี้ให้ความสะดวกสบาย และพื้นที่ใช้สอยมากเพียงพอ มีแบทเตอรีขนาด 16 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซ่อนอยู่ใต้ที่นั่งแถวที่ 2 วิ่งได้ 48 กม./การชาร์จไฟ 1 ครั้ง ด้วยความเร็วสูงสุด 177 กม./ชม. และยังมีเทคโนโลยีที่ทำให้คุณประทับใจ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ กล้องด้านหลัง เพื่อให้การเข้าจอดง่ายขึ้น และระบบจดจำตำแหน่งที่นั่งคนขับ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่คุณนั่งหลังพวงมาลัย ที่นั่งจะถูกปรับให้ถูกตำแหน่ง

 

สิ่งที่ผู้โดยสารจะชื่นชอบมากที่สุดคงจะเป็น UCONNECT THEATRE จอแสดงผลคู่ขนาด 10 นิ้ว พร้อมระบบสัมผัสติดตั้งด้านหลังที่พนักพิงศีรษะของเบาะหน้า ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ความบันเทิง และยังมีการแสดงข้อมูลสำหรับคนขับ ซึ่งจะแสดงการทำงานระบบต่างๆ ของรถยนต์

 

มีนีแวนยุคหน้า

ผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับเทคโนโลยีชาญฉลาด รักษาสิ่งแวดล้อม และตระหนักถึงต้นทุน ไครสเลอร์ เป็นต้นแบบของมีนีแวนแห่งอนาคต ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ เดินทางได้ 241 กม. ในเวลา 20 นาที และสามารถขับไปได้ 402 กม. ถ้าแบทเตอรีเต็ม ซึ่งมากกว่าที่ เทสลา โมเดล 3 ทำได้ในตอนนี้ พร้อมกับการออกแบบภายในที่กว้างขวาง ที่นั่งถอดพับได้ ที่เสียบสายชาร์จ 10 เต้า ปลอดภัยสำหรับโทรศัพท์และแทบเลท ผู้ผลิตกล่าวว่าสามารถขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติบนมอเตอร์เวย์ เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการ นับเป็นการเดินทางระหว่างบ้านไปที่ทำงานที่สมบูรณ์แบบ

 

เครื่องยนต์เบนซิน วี 6

เครื่องยนต์ วี 6 สูบ เพนทาสตาร์ 3.6 ลิตร ให้พลังงาน 287 แรงม้า ซึ่งดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน รวมทั้งมีประสิทธิภาพสูงและประหยัดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 9.9 กม./ลิตร

 

ฮันเด ไอโอนิก

ฮันเด รุ่นที่มาพร้อมระบบไฟฟ้า 3 รูปแบบ

ฮันเด เป็นตัวเลือกให้ผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ ไอโอนิก มีระบบไฟฟ้า ระบบไฮบริดและพลัก-อิน ไฮบริด ทั้งหมดเป็นระบบไฟฟ้า ซึ่งเรียกความสนใจจากเราได้มากทีเดียว มันทำความเร็วสูงสุดได้ 165.7 กม./ชม. จากมอเตอร์ไฟฟ้า ให้แรงบิดสูงสุด 30.1 กก.-ม. หรือ 295 นิวตัน-เมตร ใช้แบทเตอรีลิเธียม-ไอออน 1.56 กิโลวัตต์ ซึ่งอยู่ใต้ที่นั่งด้านหลัง ทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ถึง 280 กม. สามารถชาร์จได้ 80 % ภายใน 30 นาที เป็นการออกแบบอัจฉริยะที่ไม่ใช่แค่ดูดีแต่ยังใช้อลูมิเนียมที่น้ำหนักเบาสำหรับฝากระโปรงหน้าและหลัง รวมทั้ง ไฟหน้าและหลัง ที่ช่วยลดพลังงานและยังมีแรงฉุดที่ต่ำอีกด้วย ต้องขอบคุณรูปทรง แอโรไดนามิค คือ กระจังหน้าที่ลมสามารถไหลผ่านได้ และม่านอากาศที่ล้อ นอกจากนี้รถยังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ทำให้ตอบสนองการเลี้ยวหักมุมได้ดี ฮันเด กล่าวว่า ความสำคัญของระบบไฟฟ้าแสดงผ่านการตกแต่งภายในซึ่งยอดเยี่ยมมาก

 

ข้อมูลจำเพาะ

ความเร็วสูงสุด : 165 กม./ชม.

อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 10 วินาที

กำลังสูงสุด : 104 แรงม้า

น้ำหนัก : 1,870 กก.

ความยาว : 4,470 มม.

ความกว้าง : 1,821 มม.

กำหนดเปิดตัว : มีจำหน่ายแล้ว

 

จอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว

ติดตั้งอยู่ตรงกลางแผงควบคุมให้ข้อมูลที่สำคัญ เช่น เวลาที่แบทเตอรีเหลือน้อย และยังสามารถเชื่อมต่อกับแอนดรอยด์ และแอพเพิล ทำให้ได้ทั้งการนำทางและความบันเทิง

 

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

ในขณะที่กล้องจะเตือนเมื่อคุณออกจากเลน รถจะหยุดเมื่อพิจารณาแล้วว่าคุณใกล้คนเดินทางเท้า หรือรถยนต์คันอื่น และจะรักษาระยะปลอดภัยเมื่อคุณอยู่ในโหมดครูสคอนทโรล

 

ความปลอดภัยสูงสุด

ไอโอนิก มีถุงลมนิรภัย 7 จุด รวมถึงที่หัวเข่าด้านหน้าที่นั่งคนขับ ซึ่งจะช่วยกันกระแทกเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

 

ค้นหาจุดบอด

คุณควรจะมองมุมบนหัวไหล่ เมื่อต้องการจะเปลี่ยนเลน แต่ถ้าลืม ฟังค์ชันจะแสดงกราฟิคจุดบอดที่กระจกด้านข้าง เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ

 

 

บีเอมดับเบิลยู ไอ 3

วัสดุทดแทน

การออกแบบภายในของตัวรถหรูหราอย่างที่คุณคิดไว้ แต่มันยังมีความยั่งยืนอีกด้วย เนื่องจากวัสดุส่วนใหญ่เป็นวัสดุทดแทน หรือวัสดุนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ขั้นตอนการผลิตใช้น้ำน้อยกว่าปกติถึง 70 %

 

เนวิเกเตอร์ในตัว

มีแอพพลิเคชัน บีเอมดับเบิลยู ไอ รีโมท ที่จะเชื่อมต่อกับรถ และค่อยเฝ้าสังเกตแบทเตอรี การสตาร์ท ชาร์จ และคุณสามารถมองเห็นทุกความเคลื่อนไหว ในขณะที่นั่งจิบกาแฟสักถ้วย

 

ชาร์จพลังงาน

เนื่องจากทุกอย่างเป็นพลังงานไฟฟ้า คุณจึงชาร์จไฟจากจุดจ่ายไฟสาธารณะได้ ใช้กระแสไฟในประเทศ 240 โวลท์ และแบทเตอรีจะชาร์จได้ 80 % ในเวลา 10 ชม.

 

แผงควบคุมแบบ HOLOACTIVE ของ บีเอมดับเบิลยู

เมื่อรถยนต์กลายเป็นระบบอัตโนมัติ ดังนั้นเราก็ไม่ต้องดีดนิ้วเพื่อรอเวลาอีกต่อไป ในเมื่อมือเราว่าง เพราะเทคโนโลยีช่วยเหลือคนขับในการเดินทาง จึงเป็นข่าวดีที่ บีเอมดับเบิลยู ให้มือที่ว่างเปล่าแก่เราเพื่อทำอะไรบางอย่าง ทั้งๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องกดปุ่มอะไรเลย

 

ผลิตรถยนต์เพื่อแสดง HOLOACTIVE ระบบสัมผัส ตัวต้นแบบ ที่งาน CES ที่ลาสเวกัส และมันใช้จอสัมผัสเสมือนจริง ใช้นิ้วเพื่อสร้างความบันเทิง และแสดงข้อมูลผู้ขับแบบมีชีวิตชีวา ใช้จอแสดงผลสีสันจัดเต็มที่ลอยอยู่ด้านนอกของตัวยานพาหนะใช้การสะท้อนกลับพร้อมกับกล้อง ระบบสามารถทำงานได้โดยที่ผู้ขับไม่ต้องทำอะไรเลย ปฏิกิริยาจะให้ผลตอบสนองที่รับรู้ได้โดยการสัมผัส

 

ข้อมูลจำเพาะ

ความเร็วสูงสุด : 149 กม./ชม.

อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 7 วินาที

กำลังสูงสุด : 168 แรงม้า

น้ำหนัก : 1,194 กก.

ความยาว : 3,998 มม.

ความกว้าง : 1,775 มม.

กำหนดเปิดตัว : มีจำหน่ายแล้ว

 

รถยนต์อีโคคันนี้จะทำให้คุณยิ้มได้

ในขณะที่ เมร์เซเดส-เบนซ์ ขโมยพื้นที่พาดหัวข่าวไปเพราะ เจเนอเรชัน อีคิว เพื่อนร่วมชาติเยอรมันอย่าง บีเอมดับเบิลยู ได้เปิดตัวรถยนต์ระบบไฟฟ้าทั้งคัน ไอ 3 ไปแล้วในปี 2013 เป็นการสร้างความตื่นตาตื่นใจเป็นครั้งแรกด้วยมอเตอร์ไร้การปล่อยไอเสีย ตอนนี้ บีเอมดับเบิลยู ได้มอบรางวัลให้กับบริษัทรถยนต์โดยการเพิ่มพลังงานแบทเตอรี ซึ่งการันตีว่าสามารถใช้ได้นานถึง 8 ปี ด้วยระยะทางถึง 160,934 กม. ซึ่งวิ่งได้ 183 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง (หากใช้ COMFORT MODE จะยืดระยะทางไปได้ถึง 331 กม.) โมเดลในปี 2017 ที่น่าประทับใจ ยังไม่ค่อยสวยงาม รูปทรงแปลก มีขนาดเล็ก และน้ำหนักเบานำไปสู่ความคล่องแคล่ว บีเอมดับเบิลยู อ้างว่าเป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน เพราะใช้พลังงานแค่ 27 กิโลวัตต์ชั่วโมง ในการเดินทางทุกๆ 106.9 กม. ซึ่งจะทำให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ไม่น้อย แถมยังทำอัตราเร่ง 0-99.7 กม./ชม. ได้ภายใน 7.3 วินาที

 

แม้ระยะเวลาในการชาร์จไฟจะไม่รวดเร็ว ทำให้คุณต้องนั่งจับเจ่ารอถึง 4.5 ชม. แต่ถ้าคุณติดตั้ง BMW I WALLBOX PURE มันจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาได้หลายเท่า เพราะคุณจะสามารถชาร์จไฟได้ถึง 80 % ในระยะเวลาเพียง 40 นาทีเท่านั้น

 

อายุการใช้งานที่ยาวนานของแบทเตอรี
การันตีได้เลยว่าคุณสามารถวิ่งได้ 160,934 กม. ในเวลา 8 ปี ด้วยแบทเตอรีอันนี้ เพื่อรักษาให้มันปลอดภัยและคงสภาพเดิม เครื่องปรับอากาศจะช่วยลดความร้อนของแบทเตอรีกระแสไฟฟ้าแรงสูงได้

 

สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย

บีเอมดับเบิลยู มีเหตุผลที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าที่ด้านหลังของรถยนต์ เพื่อมีพื้นที่ด้านหน้ามากกว่า เพื่อประสิทธิภาพในการจอดรถ

 

รถแนวสปอร์ทที่ตอบสนองทันท่วงที

บีเอมดับเบิลยู ไอ 8 ระบบพลัก-อิน ไฮบริด สามารถเร่งความเร็วจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.2 วินาที การออกแบบที่เพรียวลมเพื่อลดแรงฉุดและความเร็วสูงสุด คือ 249 กม./ชม.



------------------------------
เรื่องโดย : GADGET MAGAZINE
ภาพโดย : GADGET MAGAZINE
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2560
คอลัมน์ : เรื่องเด่นจาก GADGET/HOW IT WORKS
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/xV1MG

บทความที่เกี่ยวข้อง

อุปกรณ์สวมใส่ หนึ่งเดียวที่คุณต้องการ
“กล่องดำ” ในรถยนต์ อุปกรณ์ไขปริศนาอุบัติเหตุบนท้องถนน
เพิ่มพลังให้วงสวิงของคุณ
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
22 Jul 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
4,690,000
3.
4,840,000
4.
2,299,000
5.
555,000
6.
550,000
7.
1,298,000
8.
2,640,000
9.
2,250,000
10.
2,590,000
11.
2,198,000
12.
1,398,000
16.
485,000
17.
1,138,000
18.
24,500,000
19.
18,900,000
20.
3,990,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th