บทความ

มล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด หรือ ดูกาตี ไทยแลนด์


“ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ มล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด หรือ ดูกาตี ไทยแลนด์ ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ดูกาตี อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ฟอร์มูลา : รู้สึกอย่างไรกับการเข้ามารับตำแหน่งใน ดูกาตี ประเทศไทย ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : ผมมีความผูกพันกับ ดูกาตี มาตั้งแต่เด็ก เพราะตอนไปเรียนที่ต่างประเทศ พ่อบ้านที่เป็นโฮสต์แฟมิลีก็ขับ ดูกาตี เพราะฉะนั้น ดูกาตี จะอยู่ในชีวิตผมตั้งแต่เด็ก และมอเตอร์ไซค์ ดูกาตี ก็เป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกที่ผมได้ซ้อนท้าย เพราะฉะนั้นมันเป็นความทรงจำในวัยเด็กที่ฝั่งใจว่า ถ้าพูดถึงมอเตอร์ไซค์ ต้องนึกถึง ดูกาตี เป็นบแรนด์แรก

 

กระทั่ง อภิชาติ ที่มีศักดิ์เป็นพี่เขย ได้ชักชวนให้มาช่วยงาน เพราะเห็นว่าผมชอบ ตอนนั้นรับราชการประจำอยู่ที่สวิทเซอร์แลนด์ ก็เลยออกจากราชการมารับหน้าที่นี้ เพราะมันเป็นบแรนด์ในฝันอยู่แล้ว และรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ดี ต้องดูแลมันให้ดีในประเทศไทย เพื่อต่อยอดความสุขที่มอเตอร์ไซค์ ดูกาตี ได้ถ่ายทอดแก่ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก และให้คนไทยได้รับสิ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผม

 

ฟอร์มูลา : คุณวางนโยบายและทิศทางการบริหารงานอย่างไร ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา ดูกาตี เติบโตโดยเฉลี่ยประมาณ 60 % ถือเป็นการเติบโตที่สูงมาก ถ้าเทียบกับมาตรฐานทั่วโลก พอผมมารับตำแหน่ง มันเป็นมาตรฐานที่ค่อนข้างสูง ถ้าจะวัดกันเรื่องของยอดขาย มันเป็นความท้าทาย ที่จะสร้างให้มอเตอร์ไซค์ ดูกาตี เป็นอันดับ 1 ของบแรนด์บิกไบค์พรีเมียมในประเทศไทย แต่สิ่งที่ผมมองว่าท้าทายมากกว่า คือ สิ่งที่ ดูกาตี ประสบความสำเร็จในทั่วโลก นั่นคือ การทำให้ ดูกาตี ไม่ได้เป็นเพียงแค่มอเตอร์ไซค์ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ หรือวัฒนธรรม ดูกาตี เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้แข่งขันบแรนด์หนึ่ง ที่พยายามทำทุกวิถีทางที่จะเอาชนะคู่แข่งให้ได้ เป็นบริษัทเล็กๆ ของวงการ แต่เป็นมดตัวเล็กๆ ที่สามารถเอาชนะคู่แข่งยักษ์ใหญ่ได้ตลอด จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่บอกว่า “ไม่ว่าปัญหาอุปสรรคจะใหญ่โตแค่ไหน มันเป็นเพียงแค่ความท้าทายที่ทำให้เราต้องก้าวข้ามผ่านไป” ตรงนี้ คือ สิ่งที่ผู้คนทั่วโลกมองว่าเป็นเสน่ห์ของบแรนด์ แล้วก็นำมันมาใช้ในชีวิตประจำวันของเขา ไปที่ไหนก็ตาม จะเห็นคนใส่เสื้อยืดของ ดูกาตี ด้วยความภาคภูมิใจว่า เขาประสบความสำเร็จในชีวิต ได้ฟันฝ่าอุปสรรค และฉลองความสำเร็จนั้นด้วยการขับขี่ ดูกาตี นั่นคือ โจทย์ใหญ่ที่ผมมองว่า ทำอย่างไรจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนไทยได้ทราบว่า ดูกาตี ไม่ใช่แค่รถมอเตอร์ไซค์เท่ๆ คันหนึ่ง แต่มันคือ แนวคิด ปรัชญา และวัฒนธรรม

 

สิ่งที่ผมจะทำ คือ เน้นการจัดทริพ พาลูกค้าไปสัมผัสวิถีชีวิต และตามรอยพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้เขาได้สัมผัสกับโครงการหลวง เพื่อรับรู้ว่าชาวบ้านลำบากแค่ไหน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านอย่างไร พาขับรถเข้าไปในป่า เข้าไปทำฝายกั้นน้ำ สร้างโรงสีกาแฟให้ชาวบ้าน ให้รู้ว่าการขับขี่มอเตอร์ไซค์ ดูกาตี ไม่ใช่แค่ขับขี่เท่ๆ เพื่ออวดเพื่อนไปวันๆ แต่มันคือการนำเอาความสำเร็จของเขาไปถ่ายทอด แบ่งปัน และไปสร้างความสุขให้แก่คนรอบข้าง

 

ในเรื่องการสื่อสาร งานโฆษณา ก็ต้องเน้นเรื่องพวกนี้ อย่างในโซเชียลมีเดีย ก็จะมีเกร็ดเล็กๆ ให้คนที่ครอบครอง ดูกาตี รู้สึกว่าการที่เขาขับขี่ ดูกาตี มันทำให้เขาเป็นคนที่อิ่มเอมกับตัวเอง ถ้ามีความสุขกับตัวเอง ก็จะสามารถมอบความสุขให้แก่ผู้อื่นได้

 

นอกจากนี้ สิ่งที่ผมให้ความสำคัญ และเป็นนโยบายของบริษัทฯ ปีนี้ คือ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคลเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าถ้าพัฒนาทีมงาน หรือบุคลากรให้ดี ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ เขาก็จะไปถ่ายทอด และดูแลลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยจะเน้นทั้งเรื่องการฝึกอบรม การปรับโครงสร้างต่างๆ ให้พนักงานได้ทำงานในสิ่งที่ถนัด ทางด้านเมคานิค ก็ร่วมมือกับโรงงาน จัดทำโครงการ ดูกาตี จีเนียส มีการฝึกอบรมต่อเนื่อง ทั้งที่โรงงาน และที่โชว์รูม โดยการส่งผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาเลียน ไปประจำแต่ละดีเลอร์ ทำหน้าที่เป็นเหมือนโคช เพื่อให้ทีมงานภูมิใจว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ธรรมดา แต่เขากำลังซ่อมรถ ดูกาตี อยากให้รู้สึกพิถีพิถัน เหมือนกำลังซ่อมรถให้คนในครอบครัว

 

ฟอร์มูลา : สถานการณ์ปัจจุบันของ ดูกาตี เป็นอย่างไร ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : ผมคิดว่าปีนี้เป็นช่วงการปรับเปลี่ยนของ ดูกาตี ปีหน้าน่าจะเริ่มเห็นผล อย่างตอนนี้นโยบายที่ผมประกาศไปแล้วตอนต้นปี คือ การปรับโครงสร้างราคาอะไหล่ ดูแลทุกรายการ จะปรับลง 42.5 % โดยได้รับการสนับสนุนจากโรงงาน ให้ทำราคาลงได้ดีมาก จากเมื่อก่อนถ้าจะตรวจเชคระยะ 1,000 กม. ต้องจ่าย 3,000-4,000 บาท ตอนนี้จ่ายเพียง 1,990 บาท แบทเตอรีลูกละ 8,000 บาท ตอนนี้เหลือ 1,000-2,000 บาท เพื่อให้คนที่เป็นเจ้าของ ดูกาตี รู้สึกว่าการเป็นเจ้าของ ดูกาตี ไม่จำเป็นต้องเสียค่ารักษาดูแลแพง เราต้องการดึงลูกค้ากลับเข้ามาที่ศูนย์บริการ อยากให้ลูกค้าอยู่กับเราไปนานๆ ถึงแม้รถจะหมดการการันตี ก็อยากให้นำรถเข้าศูนย์ฯ เพราะว่าการเข้าศูนย์ฯ ราคาไม่ได้แพงไปกว่าอู่ข้างนอกเลย แต่ลูกค้าจะได้รับคุณภาพการบริการที่เป็นมาตรฐานของ ดูกาตี ได้รับอะไหล่แท้ อันนี้เป็นนโยบายแรกที่ประกาศ ผมให้ทีมงานดูว่าผลตอบรับเป็นอย่างไร ปรากฏว่าหลังจากประกาศไปเพียง 1 เดือน มีรถเข้าศูนย์บริการเพิ่มขึ้น 60 % แปลว่ากระแสตอบรับดี แต่ก็ไม่หยุดเพียงแค่นั้น ช่วงไตรมาสที่ 2 ประกาศปรับราคาอะไหล่ทั่วไปลงอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้ลูกค้ากล้าใช้รถเพิ่มมากขึ้น

 

ปี 2015 ตลาดโดยรวมอยู่ที่ 17,800 คัน ปี 2016 อยู่ที่ 17,000 คัน ลดลง 4 % ปีนี้จะเริ่มเห็นการปรับลดลงเยอะกว่า ประมาณ 5-9 % เหลือประมาณ 15,500 คัน เพราะส่วนหนึ่งคนที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ตามกระแส จะออกไป คนที่เหลืออยู่ คือ ตัวจริง และส่วนหนึ่งเพราะรถญี่ปุ่น หันไปให้ความสำคัญกับรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง นั่นคือ เครื่อง 300 ซีซี ผมไม่ได้วิตกกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะไม่ได้มองปี/ปี โจทย์ของ ดูกาตี คือ มองระยะยาว แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ จะเริ่มเห็นรายได้จากการขายสินค้าไลฟ์สไตล์มากขึ้น เสื้อผ้า ของเล่นเด็ก รองเท้า บิกีนี และความโชคดีของบแรนด์ ดูกาตี คือ ลูกค้ากล้าใส่ จะเริ่มเห็นการเติบโตค่อนข้างชัดเจน ยอดขายรถมอเตอร์ไซค์ถ้านับเป็นปริมาณอาจจะลดลง แต่จะเหลือรุ่นที่ราคาสูง และสินค้าพรีเมียม ซึ่งอาจจะทำกำไรให้บริษัทฯ มากขึ้นก็ได้

 

ฟอร์มูลา : กลยุทธ์ที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจบแรนด์มากขึ้นคืออะไร ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : อาศัยการสื่อสารเป็นหลัก ต้องยอมรับว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคหันมาบริโภคสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น ดูกาตี เป็นบแรนด์บิกไบค์ที่มียอดคนติดตามมากที่สุดในประเทศไทย เพราะค่อนข้างแอคทีฟ ในโซเชียลมีเดีย เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจว่า ดูกาตี คือ อะไร ดูกาตี ไม่ใช่บแรนด์ใหม่ เป็นบแรนด์เก่าแก่เกิดขึ้นในอิตาลีมา 90 ปีแล้ว แล้วจุดยืนของเรา คือ ชื่นชอบความท้าทาย ไม่เคยเกรงกลัวอะไร สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันสามารถสื่อสารได้ในโซเชียลมีเดีย

 

นอกเหนือจากนี้ ก็ยังจัดกิจกรรม ให้ลูกค้าได้สัมผัสจริงๆ โดยปีนี้ นำลูกค้าไปขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ย้อนรอยตำนานเส้นทางในประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเส้นทางที่สวยมาก และคนที่ขับ ดูกาตี ทั่วโลก ฝันว่าครั้งหนึ่งจะต้องขับขี่บนเส้นทางนี้ โดยจัดร่วมกับสายการบินไทย ใช้ชื่อว่า ดูกาตี ดรีมทัวร์ ทัวร์ในฝัน 8 วัน 7 คืน จัดแบบหรูหรา มีไกด์นำเป็นอดีตแชมพ์โลก ปารีส ดาการ์ พาไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวอิตาเลียนจริงๆ นี่คือ สิ่งหนึ่งที่จะถ่ายทอดให้ลูกค้าได้รับรู้ว่า ทำไมคนทั่วโลกถึงได้ภูมิใจในการครอบครองรถมอเตอร์ไซค์ ดูกาตี

 

และการขับขี่ปลอดภัย DUCATI RIDING EXPERIENCE ซึ่งประเทศไทยมีทุกครอสส์ ตั้งแต่ INTRO สำหรับคนที่ขับไม่เป็น PRECISION เน้นการขับขี่ปลอดภัย และ RACING การขับในสนามแข่ง ปีที่แล้วจัดที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิท บุรีรัมย์ ให้ลูกค้าไปสัมผัสประสบการณ์เหมือนเป็นนักแข่งจริงๆ มีโคชคอยอธิบายว่าควรขับขี่ท่าทาง การเข้าโค้ง แบบไหน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ลูกค้าประทับใจ ปีนี้จะยกระดับการจัดครอสส์ RACING ด้วยการจัดที่สนามเซปัง อินเตอร์ เนชันแนล เซอร์กิท ประเทศมาเลเซีย และสนามซูไห่ อินเตอร์ เนชันแนล เซอร์กิท ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

ฟอร์มูลา : ปีนี้มีสินค้ารุ่นใหม่อะไรบ้าง ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : ปีนี้เปิดตัวรถใหม่หลายรุ่น ในงานมอเตอร์โชว์ เปิด 4 รุ่น เป็นรุ่นที่คนรอคอยเยอะรุ่น มอนสเตอร์ 797 มุลตีสตราดา 750 และ สแกรมบเลอร์ อีก 2 รุ่น กลางปีจะเปิดตัวอีกหนึ่งรุ่น คือ ดูกาตี มอเตอร์ สปอร์ท เป็นรุ่นที่เอารถซูเพอร์ไบค์มาพัฒนาต่อยอด หลายคนอยากขับรถซูเพอร์ไบค์ในท้องถนน โดยพัฒนาปรับเปลี่ยนท่านั่ง ให้สามารถขับขี่ได้ทุกวัน เหมาะกับคนที่ชอบรถแนวสปอร์ท แต่อยากใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนสิ้นปีนี้จะมีพโรดัคท์ใหม่ที่จะเปิดตัวพร้อมกับต่างประเทศ ดูกาตี ค่อนข้างโชคดีกว่าบแรนด์คู่แข่งอย่างหนึ่ง คือ มีพโรดัคท์ที่รองรับการเติบโตของลูกค้า บางบแรนด์คู่แข่งกว่า 90 % ของยอดขาย จะเป็นเซกเมนท์เดียว ยกตัวอย่าง รถคลาสสิค ก็จะขายแต่คลาสสิค แต่ไม่มีเซกเมนท์ต่อยอดให้ลูกค้า แต่ ดูกาตี มีพโรดัคท์ไลน์ที่เติบโตไปแก่ลูกค้า

 

ฟอร์มูลา : มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่ ดูกาตี จะมีการผลิตเพิ่มขึ้นในประเทศไทย ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : ตอนนี้โรงงานที่ระยองผลิตทุกเซกเมนท์ที่จำหน่ายอยู่ แต่ไม่ครบทุกรุ่น ที่ไม่ได้ผลิตในประเทศไทย จะเป็นรุ่นทอพ รุ่นลิมิเทด เอดิชัน ล่าสุดเพิ่งเปิดโรงงานเฟส 2 สามารถผลิตรถได้ ประมาณ 20,000 คัน/ปี ตอนนี้ใช้แค่ครึ่งเดียว คือ 10,000 คัน ถ้าตลาดในเอเชียเติบโต ก็จะได้เห็นประเทศไทยมียอดส่งออกเพิ่มขึ้น

 

ฟอร์มูลา : คุณรู้สึกอย่างไรกับการแข่งขันในปัจจุบันที่รุนแรงมากขึ้น ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : ผมมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะว่าการที่มีคู่แข่งเข้ามาในตลาดมากขึ้น มันสร้างความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค ส่วนหนึ่งเป็นการกระตุ้นกระแสบิกไบค์ในประเทศไทย และสร้างพฤติกรรมการขับขี่ให้มีเสถียรภาพมากขึ้นในตลาดระยะยาว ย้อนหลังไป 3 ปี ตลาดบิกไบค์ค่อนข้างใหม่ ลูกค้าจะเลือกซื้อรถจากเงินที่มีอยู่ แต่ปัจจุบันจะเลือกจากไลฟ์สไตล์ เพราะมีตัวเลือกมากขึ้น และการทำบแรนด์จะง่ายขึ้น

 

ฟอร์มูลา : คุณมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจหรือไม่ ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติ การเปลี่ยนแปลงมันเหมือนคลื่น มีขึ้นก็มีลง หลายสำนักอาจจะมองว่าเศรษฐกิจปีนี้ไม่น่าจะดีขึ้น แต่สำหรับผมเฉยๆ เพราะคาดการณ์ว่าบิกไบค์จะลดลงอยู่แล้ว ประมาณ 5-9 % แต่สิ่งที่กังวลใจมากกว่า คือ ความท้าทายเรื่องของทเรนด์ ตอนนี้กำลังเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก เพราะว่ากลุ่มผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มใหญ่ คือ เจเนอเรชัน วาย ซึ่งพฤติกรรม การบริโภคข้อมูลข่าวสารเร็ว ความสนใจเปลี่ยนเร็วมาก อันนี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากกว่า จะปรับเปลี่ยนองค์กรให้สามารถรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นได้อย่างไร ทำอย่างไรให้ทีมงานเป็นคนที่มีคุณภาพ สามารถมอง คิด เห็นกระแสต่างๆ และปรับเปลี่ยนได้ทัน ตอนนี้ ดูกาตี กำลังอยู่ในภาวะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ผมก็กำลังยุ่งเรื่องจะวางคนให้ถูกตำแหน่ง แล้วพัฒนาคนในทุกๆ ด้าน ทีมมาร์เกทิงต้องพัฒนา ต้องตามกระแสให้ทัน และคาดเดาว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลงในอนาคต ตอนนี้บแรนด์ที่สามารถยืดหยุน ปรับเปลี่ยนตัวเองได้เร็ว จะเป็นบแรนด์ที่อยู่รอด อันนี้ยังไม่นับว่าถ้าอีก 5 ปีข้างหน้า โลกอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยน เพราะรถไฟฟ้าเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น 4 หรือ 2 ล้อ รถไฟฟ้ามาแน่ เพราะฉะนั้นโจทย์การทำธุรกิจก็จะเปลี่ยนไปอีก ถ้ารถไฟฟ้าเข้ามา ต้องปรับเปลี่ยนกันยกใหญ่ ใครที่ไม่สามารถรองรับได้ก็จะหายไป สำหรับ ดูกาตี ในระดับโกลบอลก็ไม่ใช่บริษัทใหญ่ ที่อิตาลีมีบุคลากรน้อย และปรับเปลี่ยนตัวเองได้เร็วมาก อันนี้คือจุดแข็ง อย่างในประเทศไทย บุคลากรส่วนใหญ่อยู่ในเจเนอเรชัน วาย มีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองสูง คิดว่าเราได้เปรียบบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างช้า

 

ฟอร์มูลา : ตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน จำนวนรถ ดูกาตี ในประเทศไทย มีเท่าไร ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : เมื่อปีที่แล้ว ดูกาตี ฉลองส่งมอบรถคันที่ 12,000 คัน ในประเทศไทย ปัจจุบันมียอดจดทะเบียนสะสมประมาณเกือบ 13,000 คัน ทำให้ ดูกาตี เป็นบแรนด์บิกไบค์พรีเมียมที่มียอดจดทะเบียนสะสมมากที่สุดในประเทศไทย

 

ฟอร์มูลา : ปัจจุบัน ดูกาตี มีโชว์รูมกี่แห่ง ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : 13 สาขา ทั่วประเทศ ครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ หัวหิน ภูเก็ต และพัทยา เป็นต้น และกำลังจะเปิดเพิ่มที่จังหวัดพิษณุโลก ได้มีการเซ็นสัญญาเรียบร้อย รองรับทุกพื้นที่ในประเทศไทย ไม่ว่าขับรถมอเตอร์ไซค์ ดูกาตี ไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม มั่นใจได้ว่า มีศูนย์บริการรองรับแน่นอน

 

หลายคนมองว่า ดูกาตี มีโชว์รูมน้อย จริงๆ ผมมองเรื่องเสถียรภาพของผู้จำหน่ายเป็นหลัก ไม่อยากเปิดดีเลอร์เยอะๆ เพื่อผลักดันยอดขาย แล้วทำให้ดีเลอร์อยู่ไม่ได้ สิ่งที่ ดูกาตี แตกต่างจากบแรนด์อื่น คือ เน้นราคาเดียวทั่วประเทศ ไม่มีการผลักดันสตอคไปที่ดีเลอร์ เพราะไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์ดีเลอร์มีสตอคเยอะ แล้วไปตัดราคากันเอง จุดหนึ่งที่เรามอง คือ เสถียรภาพของการดำเนินธุรกิจของดีเลอร์ ถ้าเขาอยู่ได้ เขาก็จะต่อยอดให้บแรนด์ ไปจัดกิจกรรมให้ลูกค้า ไปสร้างความสุขให้แก่ลูกค้า และชุมชนที่เขาอยู่

 

ฟอร์มูลา : คุณวางเป้าหมายในการบริหารงานไว้อย่างไร ?

มล. ณัฐสิทธิ์ : ผมถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่รับราชการ คือ ให้มองประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ตอนแรกที่ผมตัดสินใจเข้ามาทำ ดูกาตี ก็ตัดสินใจอยู่นาน เพราะมองว่าการทำธุรกิจในภาคเอกชน มันอาจจะแตกต่าง จุดยืนมันอาจจะมองเรื่องของผลกำไรเป็นหลัก แต่พอเข้ามาสัมผัส มันก็ไม่ได้แตกต่างกันขนาดนั้น เพราะส่วนหนึ่งที่องค์กรอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากมีการแบ่งปันให้สังคมมาก ในทุกๆ กิจกรรมคิดว่าจะไปช่วยเหลือสังคมอย่างไร ฉะนั้นมันมีความคล้ายกับตอนรับราชการ คือ มองเรื่องประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก พอมองแบบนั้น มันก็ทำให้เป้าหมายของผมไม่เปลี่ยน และมองว่าจะทำอย่างไรให้ทีมงานได้ใช้ความสามารถเต็มประสิทธิภาพ ทำอย่างไรให้เราเดินไปด้วยกัน เพื่อที่จะไปแบ่งปันความสุขของเราให้แก่คนอื่น พอเป้าหมายเป็นแบบนี้ ก็จะทำให้การทำงานทำอย่างมีความสุข



------------------------------
เรื่องโดย : สุดาภรณ์ ไกรแก้ว
ภาพโดย : เกรียงศักดิ์ ปันสม
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2560
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/jqUs6

Follow autoinfo.co.th