บทความ

ปากพนัง ยั่งยืนด้วยพระบารมี


“ชีวิตอิสระ” ฉบับนี้เรายังอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อตามรอยโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ครั้งนี้ เรามากันที่ “ปากพนัง” อำเภอเล็กๆ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย แถมยังเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลที่สำคัญของภาคใต้อีกด้วย แต่รู้หรือไม่…ก่อนหน้านี้ปากพนังเคยมีสภาพเสื่อมโทรมจนระบบนิเวศขาดสมดุล น้ำเค็มรุก น้ำจืดขาดแคลน ไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้ จนในหลวงรัชกาลที่ 9 ต้องพระราชทานความช่วยเหลือ จนคนปากพนังรักท่านทุกคน และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ที่มีทุกวันนี้ได้ ก็เพราะในหลวง รัชกาลที่ 9″

มุ่งหน้าปากพนัง แวะถ่ายรูปกังหันลม

 

DSC_5724

 

จากตัวเมืองนครศรีธรรมราชไปยังปากพนังง่ายมาก เพียงขับรถไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามทางหลวงหมายเลข 4013 (นครศรีธรรมราช-ปากพนัง) ประมาณ 30 กว่ากม. ก็ถึงแล้ว ทุกวันนี้เป็นถนน 4 เลน ลาดยางตลอดทาง มิตซูบิชิ ทไรทัน ของผมใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว

 

OPEN

 

เมื่อใกล้จะถึงปากพนัง จะสังเกตเห็นกังหันลมขนาดใหญ่ที่หมุนช้าๆ อยู่ไกลๆ กังหันลมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับลมทะเลมาผลิตกระแสไฟฟ้า และจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีเป้าหมายจะสร้างให้ครบ 500 ตัว จากอำเภอปากพนัง ยาวไปจนถึงอำเภอสทิงพระ ในจังหวัดสงขลา ว้าว…อะไรจะขนาดนั้น ! แต่ก็ดีครับ เพราะนอกจากจะได้ใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดแล้ว บริเวณรอบๆ การก่อสร้างกังหันลม เขาจะปรับภูมิทัศน์ให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย เลยกลายเป็นจุดถ่ายรูปที่นักเดินทางอย่างเราไม่ควรพลาด

 

 

พลิกฟื้นความเสื่อมโทรม ด้วยพระอัจฉริยภาพ

 

ก่อนหน้านี้ปากพนังมีสภาพเสื่อมโทรมจากแหล่งน้ำที่ขาดสมดุล เกิดปัญหาน้ำเค็มรุก น้ำจืดขาดแคลน น้ำเปรี้ยวจากป่าพรุแพร่กระจายสู่ธรรมชาติ น้ำเสียจากบ่อเลี้ยงกุ้งไหลลงแหล่งน้ำ จนไม่สามารถทำการเกษตรได้ อีกทั้งตามชุมชนต่างๆ ก็ปลูกสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้ดี เมื่อฝนตกก็มักเกิดน้ำท่วมหลายแห่ง และยาวนาน สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านตามมา

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงเล็งเห็นว่า บริเวณลุ่มน้ำปากพนังแต่เดิมมีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง จึงได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้หาทางพิจารณาแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเค็ม โดยริเริ่มโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนในลุ่มน้ำปากพนัง พระองค์เสด็จมาปากพนัง ถึง 13 ครั้ง โดยครั้งสำคัญที่สุด เสด็จมาเมื่อปี 2536 และทรงมีพระราชดำริให้ก่อสร้างประตูระบายน้ำปากพนัง หรือประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ หรือที่รู้จักในชื่อ “เขื่อนปากพนัง” เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

 

 

ชมเขื่อนปากพนัง ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

 

DSC_5708

  • ป้ายโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของที่นี่

 

ชื่อของประตูระบายน้ำ “อุทกวิภาชประสิทธิ” เป็นนามพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 มีความหมายว่า “ประตูระบายน้ำที่ประสบความสำเร็จในการแบ่งแยกน้ำ (น้ำจืด และน้ำเค็ม)” ทำให้มีการบริหารจัดการอย่างสมดุล ปิดกั้นน้ำเค็มไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในลำน้ำและพื้นที่การเกษตร กักเก็บน้ำจืดและลำน้ำสาขาไว้เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต ซึ่งหลังจากมีโครงการนี้ พื้นที่เสื่อมโทรมก็ค่อยๆ ดีขึ้น สัตว์ทะเลก็เริ่มกลับเข้ามาอยู่อาศัย มีน้ำจืดให้อุปโภคบริโภค ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมอีกเลย

 

 

DSC_5771

  • พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ

 

หากอยากรู้เรื่องราวมากกว่านี้ สามารถเข้าไปชมได้ที่ “พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ” ซึ่งอยู่ภายในบริเวณโครงการฯ นั่นแหละ ภายในมีการจัดนิทรรศการในอดีตที่เคยรุ่งเรือง ก่อนที่จะพบกับปัญหาเรื่องน้ำต่างๆ รวมถึงห้องทรงงานส่วนพระองค์ และห้องประชุม นอกจากนี้ประตูระบายน้ำยังกลายมาเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจให้คนในพื้นที่ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ให้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านสืบไป

 

 

ปล่องสีไฟ ยังมีให้เห็น

 

DSC_5765

  • ปล่องสีไฟ ยังมีให้เห็นอยุ่หลายที่ บริเวณริมปากแม่น้ำ

 

พื้นที่ปากพนังโดยเฉพาะบริเวณริมปากน้ำนั้น เราจะพบเห็นปล่องสีไฟอยู่มากมาย ปล่องสีไฟ คือ ปล่องของโรงสีข้าวในสมัยก่อนที่ทำจากอิฐสีแดง ในอดีตปากพนังถือเป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกข้าวทำนา เพราะสภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ ได้ผลผลิตดี เปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของภาคใต้ ดังนั้น โรงสีข้าว ที่ชาวบ้านเรียก “โรงสีไฟ” จึงเกิดขึ้นมากมายเพื่อรองรับข้าวจากชาวนาเหล่านี้

 

DSC_5789

  • วิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ

 

จากสภาพภูมิประเทศเป็นแหลมยื่นไปในทะเล และมีอ่าวบริเวณปากแม่น้ำที่เหมาะแก่การเดินเรือ ปากพนังจึงมีเรือสำเภาจีน รวมถึงเรืออื่นๆ ลอยลำอยู่ไม่ขาดสายเพื่อรอซื้อข้าวเอาไปขาย สร้างรายได้อย่างมากกับคนในพื้นที่ แม้วันนี้โรงสีข้าวจะถูกทิ้งล้างไปหมด ผืนนาถูกเปลี่ยนแปลงเป็นนากุ้ง หลงเหลือไว้เพียงซากปล่องสีไฟ ที่ตั้งเด่นเป็นอนุสรณ์แห่งความรุ่งเรือง และความทรงจำในอดีตเท่านั้น

ตลาดเก่า 100 ปี ของดีที่ต้องมา

 

DSC_5780

  • บ้านเรือนในย่านตลาดเก่า 100 ปี

 

DSC_5788

  • อาหารทะเลสด ผักผลไม้ต่างๆ ราคาถูก

 

DSC_5800

  • ปูดำที่นี่ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 150 บาท เท่านั้น

 

ในตัวอำเภอปากพนัง บริเวณท่าเรือข้ามฟากฝั่งตะวันออก ยังมีตลาดเก่าอายุกว่า 100 ปีให้เที่ยวชม ร้านค้าในตลาดแห่งนี้สร้างขึ้นจากไม้ ดูขลัง ตึกอาคารรอบๆ ตลาดยังได้รับวัฒนธรรมจากตะวันตก บริเวณทางเดินริมแม่น้ำในช่วงประมาณบ่าย 3 โมง ถึง 6 โมงเย็น จะมีพ่อค้าแม่ค้ามากมายนำอาหารทะเลสดๆ มาขาย อาทิ ปูดำ กุ้งกุลาดำ หอยแมลงภู่ ปลา ฯลฯ ผมเดินดูของไปเรื่อยเปื่อยก็พบว่า ราคาอาหารที่นี่ถูกมาก โดยเฉพาะอาหารทะเลอย่าง ปูดำสดๆ ที่นี่ราคาเริ่มต้นเพียงกิโลกรัมละ 150 บาทเท่านั้น ซึ่งหาไม่ได้อีกแล้วในประเทศนี้ นอกจากนี้ยังมีอาหารแห้งต่างๆ พวกปลากระบอกตากแห้ง ปลาหมึกตากแห้ง กุ้งแห้ง และอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถซื้อนำกลับไปเป็นของฝากได้

 

 

แหลมตะลุมพุก มหาวาตภัยที่ไม่มีวันลืม

 

DSC_5864

  • ภาพจากมุมสูงบริเวณปลายแหลมตะลุมพุก

 

DSC_5876

  • หอคอยชมวิว ที่ต้องไปสัมผัส

 

แหลมตะลุมพุก คือ ชื่อที่ทุกคนต้องรู้จัก เพราะถูกบรรจุอยู่ในตำราเรียนตั้งแต่สมัยผมยังเป็นเด็ก ให้ตระหนักถึงวาตภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จากพายุที่ชื่อ “แฮร์เลียท” วาตภัยในครั้งนั้นมีผู้สูญหาย และเสียชีวิตกว่า 1,300 คน สร้างความโศกเศร้าแก่ผู้คน และความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

 

DSC_5812

  • ชาวบ้านแหลมตะลุมพุก ยังยึดอาชีพทาํประมง

 

DSC_5890

  • ปลาทะเลตากแห่ง หนึ่งในอาหารยอดนิยม ของที่นี่

 

แหลมแห่งนี้มีชายหาดสีขาว ยาวโค้งไปตามชายฝั่งทะเล ตามแนวเหนือ-ใต้ ระยะทางประมาณ 6 กม. ด้านหนึ่งของแหลมรับลมทะเล จากฝั่งอ่าวไทย อีกด้านรับคลื่นลมในฝั่งอ่าวปากแม่น้ำปากพนัง นักท่องเที่ยวสามารถขับรถเข้าไปถึงปลายสุดของแหลมได้ แต่ช่วงเกือบถึงปลายแหลม ถนนไม่ค่อยดีนัก มีหลุมขนาดใหญ่ที่มีน้ำขังมากมาย รถเก๋งไม่ควรเข้าไป น่าจะเป็นรถที่มีใต้ท้องสูงจะดีกว่า ส่วนเจ้า มิตซูบิชิ ทไรทัน คู่ใจผมนั้นสบายมากครับ เพียงเลื่อนปุ่มเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อก็จบ เมื่อไปถึงควรขึ้นไปบนหอชมวิวนะครับ แล้วคุณจะเห็นสภาพภูมิประเทศของแหลมตะลุมพุกอย่างเข้าใจ

 

 

แผนที่

 

แผนที่

 

 

ที่กิน

 

ที่กิน

 

มาแหล่งผลิตอาหารทะเลทั้งที ก็ต้องไม่พลาดที่จะลิ้มรสอาหารทะเล ผมเลือกร้าน “เม็ดทรายซีฟู้ด” เนื่องจากอยู่ชายทะเล ใกล้กับสะพานปลา ร้านนี้คนเยอะทั้งวันครับ ผมสั่ง ปูนิ่มทอดกระเทียม ปูม้านึ่ง หอยนางรมสด และปลาหมึกย่าง รสชาติต้องบอกว่าอร่อยเลยละครับ แถมราคาก็ถูกกว่าที่ผมคาดไว้พอสมควร ถ้ามีโอกาสมาปากพนัง ต้องมาลองชิมร้านนี้ให้ได้นะครับ

 

ขอขอบคุณ

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จํากัด ที่เอื้อเฟื้อพาหนะสําหรับการเดินทางครั้งนี้

 

DSC_5879



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
ภาพโดย : สายชล อรรถาเวช
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2560
คอลัมน์ : ชีวิตอิสระ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Y7Scc

บทความที่เกี่ยวข้อง

มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
22 Jul 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
4,690,000
3.
4,840,000
4.
2,299,000
5.
555,000
6.
550,000
7.
1,298,000
8.
2,640,000
9.
2,250,000
10.
2,590,000
11.
2,198,000
12.
1,398,000
16.
485,000
17.
1,138,000
18.
24,500,000
19.
18,900,000
20.
3,990,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th