บทความ

มือที่มองไม่เห็น


คนจำนวนไม่น้อยนำรถใหม่ป้ายแดงไปให้หลวงพ่อเจิม และประพรมน้ำมนต์ เพื่อให้แคล้วคลาดปลอดภัย ซึ่งคงไม่ได้ผลอะไรเป็นรูปธรรมจับต้องได้ นอกจากความสบายอกสบายใจ
ซึ่งต่างจากเทคโนโลยีที่มีไว้เพื่อช่วยเรายามตกที่นั่งลำบาก รถกำลังจะไถลออกจากถนน มันจะทำหน้าที่เป็นเหมือน “มือ และ เท้า ที่มองไม่เห็น” ช่วยดึงให้รถกลับเข้ามาสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นอีกครั้งหนึ่ง

“มือที่มองไม่เห็น” พวกนี้ทำงานได้ดีกว่า เวทมนตร์คาถา แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก จริงๆ แล้วมันก็คือ “ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว” นั่นเอง

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เรียกระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ในหลากหลายชื่อ อาทิ ESC (ELECTRONIC STABILITY CONTROL), ESP (ELECTRONIC STABILITY PROGRAM), DSC (DYNAMIC STABILITY CONTROL), VSC (VEHICLE STABILITY CONTROL) ฯลฯ เพื่อให้เกิดเป็นเครื่องหมายการค้าของตัวเอง

ระบบนี้มันมาจากปัญหาการลื่นไถล ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศที่มีหิมะ หรือ ฝนตกชุก โดยหลักการทำงานนั้นถูกออกแบบให้ สามารถแก้ปัญหาได้ทั้ง อาการดื้อโค้ง (อันเดอร์สเตียร์) ที่หน้ารถนั้นไม่ไปในทิศทางที่ต้องการ และอาการท้ายปัด (โอเวอร์สเตียร์) ที่ท้ายรถเกิดอาการไม่สามัคคีกับหัวรถ

หลักการทำงาน คือ ลดกำลังที่จะถ่ายลงสู่ล้อ และสามารถเบรค “ล้อใดล้อหนึ่ง” ได้อย่างอิสระ เพื่อแก้อาการ หน้าดื้อ ท้ายปัด อาทิ หากเกิดอาการหน้าดื้อ ระบบก็จะเบรค “ล้อหลังด้านในโค้ง” ซึ่งจะส่งผลให้หัวรถตวัดกลับเข้ามาในโค้ง ส่วนในกรณีท้ายปัด ก็จะเบรค “ล้อหน้าด้านนอกโค้ง” เพื่อแก้อาการได้ทันที

จากประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งเคยได้ทดสอบระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของ โพร์เช ที่เรียกว่า PSM (PORSCHE STABILITY MANAGEMENT) ก็พบว่า แม้ระบบจะทำงานปกติ แต่ผู้เขียนก็ยังสามารถขับ โพร์เช 911 แหกโค้งได้อยู่ดี ถ้าใช้ความเร็วสูงเกินไป เพราะถ้าเรา “เร็วเกินไป” ก็ไม่สามารถแย้งกฎทางฟิสิคส์ได้ ซึ่งตรงกับหลักการของระบบ คือ มันไม่ได้ทำให้คุณขับรถเข้าโค้งได้บ้าระห่ำขึ้น แต่ถูกออกแบบให้ผ่อนหนักเป็นเบา หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อาทิ ประเมินรูปร่างโค้งผิด ถนนลื่น หรือ เหินน้ำ

ระบบควบคุมเสถียรภาพ ทำงานโดยการเก็บข้อมูลจากเซนเซอร์ต่างๆ ที่ติดไว้ทั่วคันรถ วัดจาก อัตราเร่งหนีศูนย์กลาง (LATERAL ACCELERATION) มุมเอียงของตัวรถ (YAW DEGREE) ตามแนวยาวของรถ และความเร็วของล้อแต่ละวง (INDIVIDUAL WHEEL SPEED) เปรียบเทียบกับ มุมเลี้ยวของล้อหน้า (STEERING WHEEL ANGLE) ซึ่งก็จะสามารถรู้ได้ว่า ขณะนั้นรถกำลังสูญเสียความสามารถในการยึดเกาะถนน หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ระบบจะเริ่มทำงานตามพโรแกรมที่วางไว้ว่าจะให้เบรคที่ล้อใด เพื่อดึงรถกลับเข้ามาสู่เส้นทางที่ควรจะเป็น โดยทำงานผ่านระบบเบรค เอบีเอส และ อีบีดี

การทำงานของระบบนี้ หากไม่มีการเตือนด้วยเสียง หรือไฟกะพริบ อาจจะทำให้ผู้ขับขี่ประมาท อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า แม้จะทำงานได้อย่างวิเศษ ตอบสนองและแก้ไขสถานการณ์ได้เร็วกว่าทักษะของมนุษย์ แต่ก็อย่าเผลอนึกว่าตัวเองเป็นนักขับซูเพอร์ฮีโรเพราะแม้ว่าระบบนี้จะช่วยให้การเข้าโค้งทำได้ปลอดภัย แต่ไม่ได้หมายความว่า มันจะทำให้คุณเข้าโค้งได้เร็วไร้ขีดจำกัด เพราะหากเข้าเร็วเกินไป คุณจะต้องเจอกับอาการเสียการทรงตัวในย่านความเร็วที่สูงเกินกว่าที่ระบบจะจัดการได้ นั่นคือ ต้องอาศัยฝีมือล้วนๆ

อย่างไรก็ตามรถส่วนใหญ่ที่ติดตั้งระบบนี้ จะสามารถปลดระบบออกได้ด้วยตนเอง เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้คุณ “ดริฟท์” ได้ตามใจต้องการ ถ้าคุณเชื่อมั่นว่าตัวเรามีฝีมือควบคุมรถระดับพระกาฬ

ระบบนี้ดีพอแล้วหรือยัง แน่นอนว่า มันสามารถพัฒนาต่อได้อีก ดังตัวอย่างของ โตโยตา ที่ได้พัฒนาต่อยอดระบบต่อไปอีกจนถึงขั้น “หลีกเลี่ยง” ไม่ให้ตกอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ต้องอาศัยระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวเลยตั้งแต่แรก ด้วยการนำเสนอระบบชื่อ VDIM (VEHICLE DYNAMIC INTEGRATED MANAGEMENT) ซึ่งสามารถตรวจจับล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดการล้อ “ลื่นไถล” และแก้ไขอัตราทดพวงมาลัยให้สอดคล้องกับการตอบสนองต่อสภาพถนนได้อย่างเป็นอิสระและต่อเนื่อง โดยที่ผู้ขับขี่ไม่รับรู้ถึงการทำงาน เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าเลยทีเดียว

ระบบนี้ติดตั้งอยู่ในรถตลาดบนของ โตโยตา อาทิ คราวน์ มาเจสตา รถตระกูล เลกซัส และเริ่มแรกนั้น ระบบ VDIM ถูกออกแบบให้ติดตั้งแต่ในเฉพาะรถที่ขับเคลื่อนล้อหลัง (เนื่องจากทำงานในการควบคุมระบบบังคับเลี้ยวได้ง่ายกว่า) แต่ในที่สุดก็ได้เข้ามาติดตั้งในรถขับเคลื่อนล้อหน้า อาทิ โตโยตา แคมรี ไฮบริด (สำหรับบางตลาด)

ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวได้เริ่มติดตั้งในรถยนต์เป็นครั้งแรกๆ เมื่อกว่า 20 ปีมาแล้วเฉพาะในรถระดับบนเท่านั้น แต่ในที่สุดก็พิสูจน์แล้วว่า ระบบนี้ทำงานได้ผลจริง ไม่ว่าจากการทดสอบ “ELK TEST” ในเยอรมนีที่เป็นการทดสอบหักหลบกวางตัวใหญ่ ที่ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีชาวสวีเดนได้ทดสอบ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาสส์ รุ่นปี 1997 ที่ความเร็ว 78 กม./ชม. แล้วรถเกิดเสียการทรงตัวและตีลังกา ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องเรียก เอ-คลาสส์ รุ่นดังกล่าวจำนวนกว่า 130,000 คัน กลับมาติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และทางราชการก็ได้กำหนดให้เป็นข้อบังคับว่า รถใหม่ทุกคันที่จำหน่ายในยุโรป ต้องติดตั้งระบบนี้เป็นมาตรฐาน โดยรถรุ่นใหม่ที่ออกมาจำหน่ายหลังปี 2011 ต้องติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และในปี 2013 ที่ผ่านมานี้ รถทุกรุ่นที่ออกจำหน่ายในยุโรป (ไม่ว่าจะออกมาตั้งแต่ปีใดก็ตาม) จะต้องมีระบบควบคุมเสถียรภาพ ติดตั้งเป็นมาตรฐาน มิฉะนั้นจะห้ามจำหน่าย ส่วนในสหรัฐอเมริกามีการประเมินกันว่า การใช้ระบบนี้อย่างแพร่หลายจะช่วยคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุได้เกือบ 10,000 คน/ปีเลยทีเดียว

“มือที่มองไม่เห็น” ช่วยคุ้มครองชีวิตคนทั่วโลกมาแล้วไม่น้อย ดังนั้น ก่อนจะออกรถใหม่ หรือซื้อรถเก่า อย่าลืมถาม และทดสอบให้แน่ใจว่า รถคันนั้นมีระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวติดมาด้วย ส่วนจะเอาไปเจิมที่วัดเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย อันนั้นไม่ว่ากันอยู่แล้ว



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2557
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/F1ihc

Follow autoinfo.co.th