บทความ

รำลึกปราชญ์คึกฤทธิ์


ทุกๆ ปี เมื่อถึงวันที่ 20 เมษายน บุคคลในวงการอย่างผู้เขียนก็เหมือนกับหลายๆ คนที่อดจะนึกถึงนักปราชญ์ที่เราเคารพไม่ได้ เพราะท่านผู้นั้นคือ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 อันเป็นวาระครบ 100 ปีชาตกาลของท่าน ในฐานะนักปราชญ์คนสำคัญคนหนึ่งของชาติไทย องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNITED NATIONS EDUCATIONAL SCIENTIFIC AND CULTURAL ORGANIZATION; UNESCO) ประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกใน 4 สาขา คือ การศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน โดยคนไทยทั่วไปต่างรู้ซึ้งถึงความสามารถรอบตัวของนักปราชญ์ไทยท่านนี้ ไม่ว่าจะในฐานะใด และผลงานของท่านก็มีผู้พิมพ์เผยแพร่ออกมานับตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ แม้ท่านจากไปถึง 22 ปีแล้ว (เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2538 สิริอายุ 84 ปี) ตราบจนถึงวันนี้ ผลงานของท่านทุกแขนง ถูกนำมาตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีผู้อ่านด้วยความนิยมชมชอบในสำนวนภาษาที่มีเสน่ห์ และที่สำคัญ คุณูปการที่ท่านได้ทำมาตลอดชีวิตและยังต่อเนื่องตลอดไป ทำให้มีผู้สืบทอดความดีที่ท่านรังสรรค์ไว้แล้ว

 

โดยในวันนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินทรงทำพิธีเปิดสถาบันคึกฤทธิ์ เพื่อดำเนินกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองหลากหลายสาขาต่อไป

 

เนื่องจากมีผู้เขียนถึง พูดถึงท่านมากหลากหลายด้านแล้ว และที่ผู้เขียนไม่มีวันลืม คือ เมื่อปี 2534 หลังเกษียณจาก เชลล์แห่งประเทศไทยฯ แล้ว คุณเกษม อัชฌาสัย แห่งสยามรัฐรายวัน จึงเปิดคอลัมน์ชื่อ “รอบตัวเรา” ให้ในหน้าบันเทิง-วัฒนธรรมฉบับวันอาทิตย์ เขียนอยู่ไม่นานก็เกิดสิ่งที่นัก (อยาก) เขียนเล็กๆ หัวใจพองโตโดยไม่เคยคาดคิดมาก่อน เมื่อผู้เขียนเขียนเรื่อง การใช้ “ให้แก่” และเรียก “หม่อม” ไปลงในฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2534 ก็ปรากฏว่า คอลัมน์ “ซอยสวนพลู” อันโด่งดังของท่านอาจารย์มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ฉบับวันที่ 15 มกราคม 2534 อาจารย์เขียนขึ้นต้นดังนี้

 

“ขณะนี้เป็นยุคแห่งการยื่นคำขาด ให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามวันและเวลาที่กล่าวนั้น มินั้น ก็จะทำให้เกิดสงครามหรืออะไรเรื่องใหญโตต่อไปได้”

 

“คำขาดนั้น ดูออกจะแพร่หลายไปในโลก ตื่นเช้าขึ้นมาทีหนึ่งก็คิดว่า ยังเหลืออีกกี่วันกว่าจะถึงคำขาด”

 

“เพื่อคุ้มกันมิให้ตัวเองต้องหวั่นหวาดเมื่อพูดถึงอนาคต หมู่นี้ผมก็เลยชักจะไม่คิดถึงวันที่ล่วงหน้าเอาเสียเฉยๆ จะพูดถึงวันก็จะบอกว่า เมื่อสองสามวันนี้บ้าง สามวันนี้บ้าง ว่ากันไป และไม่ยอมเอ่ยว่าคำขาด เพราะดูแล้วก็เหมือนกับนั่งแช่งตัวเองว่าอีกกี่วันจะตาย”

 

เพราะนั้น เมื่อสองสามวันนี้เอง ผมได้อ่านบทความกี่ยวกับเรื่องภาษาไทยในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ในบทรอบตัวเรา เขียนโดย คุณประยอม ซองทอง ซึ่งถูกใจผมมาก และมีความเห็นว่า บทความลักษณะเช่นนี้น่าจะมีคนเขียนให้มากๆ เพื่อช่วยกันรักษาภาษาไทยของเราไว้” นี่คือตอนขึ้นต้นที่ท่านเจ้าของ “ซอยสวนพลู” ทำเอานักเขียนเล็กๆ ภูมิใจ และซาบซึ้งมาจนทุกวันนี้ วาระครบชาตกาล 100 ปีของท่าน ผู้เขียนได้เขียนกลอนคารวะท่านไว้ดังนี้

 

“หากยังอยู่ถึงวันนี้ร้อยปีเกิด “ซอยสวนพลู” จะบรรเจิดเลิศเพียงไหน ทุกคนมาที่ซอยนี้ปรีดิ์เปรมใจ คารวะปราชญ์ยิ่งใหญ่ในภพโพ้น”

 

“เกิดในเรือกลางลำน้ำเจ้าพระยา จึงล้ำลึกยิ่งธาราอ่าผกโผน บางคราเฉียบเรียบระลอกออกอ่อนโยน ครากึกก้องกว่าตะโพนครึกโครมครัน/สายโลหิตชิดฝ่าละอองธุลีพระบาท จึ่งประกาศศักดิ์ธำรงที่คงมั่น ยิ่งพิพัฒน์สัตยาประศาสน์ธรรม์ ไม่ไหวหวั่นประภาษ “กูไม่กลัวมึง”/สมค่านามที่ได้รับพระราชทาน คือสื่อสารสารัตถศาสตร์เกินคาดถึง คือมาดมั่นวิจารณญาณอันลึกซึ้ง ยิ่งกว่า “หนึ่งในล้าน” สานธานี”

 

“ซึ้งศึกษาแหล่งประชาธิปไตย/จึ่งเนื้อนัยวิสัยทัศน์ชัดวิถี เริ่มก่อตั้งพรรคการเมืองเรืองทฤษฎี เป็นนายกรัฐมนตรีเปรื่องปรีชา/เป็นนักการสื่อสารที่ปราดเปรื่อง โลกลือเลื่อง “สยามรัฐ” คู่รัฐา เปี่ยมประพันธ์วรรณศิลป์ปิ่นวรรณนา เลิศภาษาหลากศาสตร์ศิลป์ระบิลไกล/หนึ่งผู้ฟื้นคืนชีพนาฎศิลป์ โขนธรรมศาสตร์พิลาสถิ่นแผ่นดินไฉน เป็น “นายกสารขัณฑ์” อันเกริกไกร ฟื้นสักวาปัญญาไทยให้คงคืน”

 

“ทุกเวทีมี “คึกฤทธิ์” ประสิทธิ์สรรพ์ สารพันศาสตร์ศิลป์รินรสรื่น การละครหลากมิติผลิยั่งยืน ไม่ถูกกลืนกระแสกล้าโลกาภิวัตน์ เป็นนักปราชญ์ทุกศาสตร์ศิลป์ยินสาธก เกินหยิบยกถ้วนศรัทธาปูมประวัติ หากยอดปราชญ์ยังชีพอยู่อยากรู้ชัด “ซอยสวนพลู” ชูโลกทัศน์พิพัฒน์กระไร/ในฐานะเด็กด้อยตามรอยเท้า เคยพึ่งพิงร่มเงามิ่งไม้ใหญ่ กรองกานท์นี้ด้อยคารมคมเจียระไน แทนมาลัยจำหลักรอยไม้ร้อยปี (แทนมาลัยกราบกรานไม้พันปี)”



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2560
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Ip1Zu

Follow autoinfo.co.th