บทความ

โลกีย์แห่งชีวิต


กาลครั้งหนึ่ง ณ ริมฝั่งน้ำกว้างในยูเครน มีมานพคนหนึ่งประกอบอาชีพรับจ้างแจวเรือข้ามฟาก เขามีภรรยาสาวสวยช่วยงาน หล่อนมีกำลังดุจสันขวานผ่าลำไม้เป็นซีกฟืนก่อไฟผิง มีความฉลาดในการบริการเรือรับ/ส่งผู้โดยสาร ได้เงินพอซื้อขนมปังเลี้ยงชีพ

หล่อนเป็นผู้หญิงสวยหมดจด เรือนร่างมีสัดส่วนสมกันทั้งบนและล่าง (ทั้งอก, เอว, สะโพก) รูปใบหน้าพร้อมรับไมตรีจากผู้คน มีเรื่องไม่น่าเชื่ออยู่เรื่องเดียว กล่าวคือ ความสวยของหล่อนไม่ได้รับการบำรุงรักษาจากมานพผู้เป็นสามี

 

ไม่มีใครรู้ว่า ภรรยาสาวสวยของมานพหนุ่มคนนี้ อัดอั้นอารมณ์ส่วนตนมากน้อยในระดับไหน

 

บ้านของสามีภรรยาคู่นี้ก็เป็นเรือนห่างจากผู้คน ไม่ใหญ่โต แต่ก็เพียงพอคุ้มกันลมและฝน ข้างนอกที่โรงม้าเล็กๆ มีม้าสีขาวตัวหนึ่งสำหรับการเดินทางเข้าเมือง ใกล้กับโรงม้ามีเพิงหมาแหงนพออาศัยเป็นที่พักผ่อน

 

เรื่องของเรื่องต้องกล่าวโทษกามเทพ ดันแผลงศรลงมาข้างล่างอย่างไม่ตั้งใจ ในวันหนึ่ง

 

เพราะวันนั้น มานพได้ยินเสียงกลาสีคนหนึ่งยืนตะโกนเรียกอยู่ฝั่งโน้น เขาจึงแจวเรือข้ามไปหา

 

“ท่านจะยินดีจ่ายค่าโดยสารให้ข้าพเจ้า พอซื้อเรือสักลำได้ไหม ?” มานพผู้แจวเรือถาม “มิฉะนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่อาจพาท่านส่งไปถึงฝั่งโน้น”

 

“ข้าพเจ้าเป็นคนยากจน” กลาสีตอบ “เงินสักเหรียญเดียวจะติดกระเป๋าก็ไม่มี แต่ข้าพเจ้ารวยทรัพย์ทางปัญญา หากท่านรับปากนำส่งเราไปถึงฝั่งโน้น เราสัญญาว่าจะสามารถทำให้ท่านหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน”

 

มานพแปลกใจในข้อเสนอ และอยากรู้ จึงตกลง แล้วแจวเรือส่งกลาสีจนถึงฝั่งเรือนที่พักของตน

 

“ดีมาก” กลาสีร้อง “คราวนี้ ท่านพลิกเรือให้ท้องหงายสิ”

 

มานพเจ้าของเรือเต็มไปด้วยความฉงน และอยากรู้ เมื่อกลาสีหนุ่มสั่งให้ทำเขาก็ลงมือทำตามคำสั่ง

 

และเมื่อมานพหงายท้องเรือ กลาสีก็ชักอาวุธประจำตัวกระแทกท้องเรือจนเป็นรู เท่านั้นมานพก็อดหัวเราะไม่ได้ แต่พอน้ำเข้าเรือมานพก็ร้องไห้ เพราะน้ำเข้าเรือมากเกินไป

 

“เห็นหรือยัง ?” กลาสีร้อง “ข้าพเจ้าทำตามสัญญา”

 

“สัญญาอะไรของเอ็ง” มานพร้องเสียงสั่นด้วยความโกรธ “จงไปเสียจากที่นี่โดยเร็ว ก่อนจะเจ็บตัว”

 

กลาสีหนุ่มจึงแยกทาง ส่วนมานพก็เดินทางกลับบ้านด้วยความแค้น ถึงประตูบ้านคิดถึงอาวุธประจำตัวกลาสีที่แทงท้องเรือ และเมื่อคิดถึงอาวุธประจำตัวกลาสี เขาก็ทำให้เมียแปลกใจที่เห็นสามีเดินหัวเราะ

 

ภรรยาไม่ทันไต่ถาม มานพเจ้าของเรือคิดถึงความเสียหายของท้องเรือก็ร้องไห้ คราวนี้เมียทนไม่ไหว ตะคอกถามสามีเพราะเข้าใจว่า สามีเสียสติ

 

มานพจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เมียฟัง

 

ภรรยาสาวสวยฟังเรื่องเล่าของสามี ด้วยแววตาเบิกกว้าง ในหัวสมองพล่านด้วยความคิด เมื่อสามีเล่าเรื่องจบแล้วก็ร้องเสียงดัง

 

“ไอ้โง่ ช่างไม่รู้อะไร นั่นมันพี่ชายของฉันเอง จำไม่ได้รึ นี่พ่อแม่คงมีข่าวมาฝากฉันกระมัง ช่วยขี่ม้าไปตามเขามาพบฉันหน่อยเถอะ ฉันควรได้รับข่าวพ่อและแม่อันเป็นที่รักของฉัน”

 

มานพก็ทำตามเมียว่า ไม่ช้าก็ทันกลาสีที่กำลังเดินอยู่

 

“ทำไมท่านไม่แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า ท่านเป็นพี่ชายของภรรยาข้าพเจ้าเอง” มานพต่อว่ากลาสี “เชิญท่านมาพักแรมกับเราที่บ้านของเราเถิด”

 

“ข้าพเจ้าจะบอกท่านได้อย่างไร ?” กลาสีมีปัญญารู้แจ้งอ่านความทะลุเหมือนเอาอาวุธเจาะรูท้องเรือ

 

“ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน”

 

มานพรีบพากลาสีหนุ่มมาถึงบ้าน เมื่อภรรยาของเขาเห็นกลาสีหนุ่มก็เข้าไปต้อนรับด้วยกิริยาลิงโลด

 

“พี่จ๋า นานเท่าไรแล้วที่เราไม่ได้พบกัน ทางบ้านเป็นอย่างไรกันบ้างเล่า ?”

 

กลาสีตอบหล่อนทั้งด้วยวาจา และการกอดจูบ ไม่ช้ากลาสีก็อิ่มแปล้ด้วยเหล้ายาปลาปิ้ง ตกกลางคืน ภรรยาก็บอกสามี

 

“ฉันกับพี่ชาย ยังมีเรื่องต้องคุยกันอีก เจ้าออกไปนอนที่เพิงก่อนเถอะ ฉันจะขอนั่งข้างเตียงนอนของเขาฟังเรื่องราวทางบ้านอีกสักพัก”

 

มานพเจ้าของเรือ ง่วงนอนอยู่แล้ว ไม่ได้อภิปรายเรื่องอันใดกับเมีย ออกไปจากห้องเพื่อตรงไปยังเพิงภายนอก

 

เมื่อประตูห้องปิดแล้ว สักครู่มานพก็ได้ยินเมียร้องเสียงลั่น เขาลุกขึ้นจากการล้มตัวนอนร้องถามเมียว่าเกิดอะไรขึ้นรึ เมียของเขาก็ส่งเสียงตอบ

 

“พ่อฉันเสียชีวิตแล้ว…”

 

“โอ้…ขอวิญญาณท่านสู่สุขคติภพเถอะ” ว่าแล้วก็เอนตัวนอนดังเดิม

 

มานพนอนไม่นาน เสียงเมียก็ร้องดังขึ้นอีก คราวนี้หล่อนบอกว่าแม่ตายแล้ว ทั้งคืนมานพได้ยินหล่อนร้องเช่นนั้นหลายครั้ง ได้ความว่า พี่น้องตายตามไป 3 คน

 

เช้าวันรุ่งขึ้น กลาสีเตรียมตัวเดินทางกลับ ภรรยาเจ้าของเรือจัดหาเสบียงอาหารและเครื่องดื่มมาให้ พร้อมรับการสวมกอดและจุมพิตหลายตลบ

 

“แล้วกลับมาเยี่ยมฉันอีกนะพี่”

 

“เรายินดีที่จะได้พบท่านอีก” มานพเจ้าของเรือเสริมไมตรี

 

3 คนเดินออกถนนใหญ่ ถึงปากถนนใหญ่ เมียก็สั่งให้สามีกลับบ้าน ส่วนตนจะขอตามไปส่งพี่ชายตามลำพัง

 

มานพเจ้าของเรือก็เดินกลับ เดินได้ประมาณ 30 ก้าวเหลียวหลังไปดู เห็นกลาสีหนุ่มกำลังอำลาภรรยาของเขาเป็นครั้งสุดท้าย เหนือพุ่มไม้พุ่มนั้นเขาเห็นภรรยาของเขาเหยียดขาขึ้นไปบนอากาศ ที่เท้าของหล่อนมีหมวกกลาสีเรือแขวนอยู่

 

มานพเจ้าของเรือข้ามฟากเห็นภาพเช่นนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ อุทานออกมาตามลำพัง

 

“ญาติของเราคนนี้เป็นคนดีแท้ ไปไกลขนาดนั้น ยังอุตส่าห์โบกหมวกอำลาอยู่หย็อยๆ”

 

ว่าแล้ว มานพเจ้าของเรือก็ถอดหมวกของเขาโบกตอบกลับไป

 

สักพักหนึ่ง ภรรยาสาวของเขาก็กลับมาถึงบ้าน มานพเจ้าของเรือรู้สึกแปลกใจเมื่อหูได้ยินเสียงภรรยาเดินร้องเพลง

 

นี่เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เขาอยู่กินกับหล่อนที่ได้ยินหล่อนร้องเพลงอย่างมีความสุข ทำให้มานพหนุ่ม มองดูภรรยาเป็นนาน ก่อนเมียจะเปล่งเสียงถาม

 

“มีอะไรหรือ ?”

 

“เปล่า” มานพตอบ “นานแล้วนะ ที่ไม่ได้ยินเธอร้องเพลง”

 

“ตำหนิฉันละสิ”

 

“เปล่า”

 

“รู้มั้ย เป็นความสุขอย่างล้นเหลือเมื่อพี่ชายมาหาฉัน คนเรามีความสุขจะให้เงียบเหงาอย่างไรล่ะ”

“อืม”

 

“หวังว่าเขาคงกลับมาเยี่ยมฉันอีกนะ”

 

“เพื่อเห็นแก่เธอ” มานพเจ้าของเรือกล่าว “ฉันก็หวังว่า เขาคงจะมาเยี่ยมเราอีกหลายๆ ครั้ง”



------------------------------
เรื่องโดย : ข้าวเปลือก
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน พฤษภาคม ปี 2560
คอลัมน์ : ประสาใจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/u80d4

Follow autoinfo.co.th