บทความ

ท่าทางจะรุ่ง


ฮือฮากันตั้งแต่เดือนแรกของปี เมื่อยอดการขายเดือนแรกถึง 57,254 คัน เติบโตขึ้นถึง 10.5 % เหตุเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะที่ออกมาในช่วงปลายปีก่อน ประกอบกับสถานการณ์การส่งออก รวมทั้งราคาพืชผลทางการเกษตรเริ่มดีขึ้น แถมด้วยเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาล ส่งผลในเชิงบวกกับตลาดรถยนต์

ตามมาด้วยค่ายรถยนต์ต่างทยอยกันแนะนำรถรุ่นใหม่ มีส่วนช่วยในการกระตุ้นตลาด แต่ค่ายยักษ์ใหญ่ยังกังวลว่าสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อาจยังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค และอาจส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์โดยรวม รวมทั้งความกังวลของผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม จะทำให้เป็นผลในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน พอหันมาทางสภาอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ต่างก็มองไปในทิศทางเดียวกัน แต่เรื่องใหญ่เห็นจะเป็นความกังวลของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศของผู้นำสหรัฐฯ ที่ยังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เพราะท่านประธานาธิบดีเอง รวมทั้งคนทำงานในกลุ่มยานยนต์ ยังประมวลสภาพอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐ เพื่อไว้รายงานท่านประธานาธิบดี ยังไม่รอบด้าน เลยทำให้มีความกังวลนโยบายการค้าระหว่างประเทศของผู้นำสหรัฐอเมริกา ว่าท่านจะเอาอย่างไรกันแน่

 

แต่ที่รู้ๆ เห็นจะเป็นค่ายรถยนต์ที่เตรียมสร้างโรงงานในเมกซิโก ต่างพากันวิ่งวุ่นเข้าหาข้าราชการระดับสูงของสหรัฐอเมริกากัน ขนาดประธานค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ยังต้องรีบบินด่วนไปหาเหตุผลกันให้วุ่นวายไปหมด

 

แล้วทั้งปีของปีนี้ จะเป็นอย่างไรกันบ้าง มาลองดูการคาดการณ์ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่า การส่งออกรถยนต์ไทยอาจขยายตัวได้ 1-6 % หรือคิดเป็นยอดส่งออกทั้งสิ้น 1,200,000-1,260,000 คัน ท่ามกลางความเสี่ยงจากทิศทางเศรษฐกิจจีน ความไม่แน่นอนทางแนวนโยบาย และแนวโน้มการปกป้องทางการค้าภายหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมพ์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงทางการเมือง กรณีอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป และความไม่สงบในหลายประเทศ

 

ส่วนตลาดส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ในปี 2560 นำโดยตลาดโอเชียเนีย และตลาดเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV ขณะที่ตลาดในอเมริกาเหนือมีโอกาสโตได้ต่อ เนื่องจากนโยบายของ ทรัมพ์ อาจไม่กระทบโดยตรงกับรถยนต์จากไทย ส่วนตะวันออกกลางคาดพลิกกลับมาขยายตัวในปีนี้หลังราคาน้ำมันกลับมาฟื้นตัว

 

แต่สำหรับตลาดส่งออกที่อาจต้องเผชิญแรงกดดันต่อทิศทางการขยายตัว ได้แก่ ตลาดยุโรป อเมริกากลางและใต้ รวมถึงแอฟริกา จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ความนิยมของผู้บริโภคในตลาดรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลง การลงทุนผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค และการนำเข้าจากประเทศคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น

 

ส่วนปี 2559 ที่ผ่านมา ตลาดส่งออกรถยนต์ของไทยต้องเผชิญกับภาวะกดดันตลาดจากสภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม ที่ยังคงชะลอตัว และตลาดส่งออกสำคัญที่ลดการนำเข้าลงอย่างมาก ได้แก่ ตะวันออกกลาง อเมริกากลาง อเมริกาใต้ และแอฟริกา เป็นต้น ซึ่งไทยส่งออกรถยนต์ไปสูงถึง 24 % ของปริมาณรถยนต์ที่ส่งออกไปทั้งหมด โดยสาเหตุการนำเข้ารถยนต์ที่หดตัวลงอย่างมากในภูมิภาคเหล่านี้ นอกจากจะเป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ เช่น น้ำมัน โลหะพื้นฐาน และสินค้าเกษตร อันเป็นสินค้าส่งออกสำคัญและมีผลกระทบต่อรายได้ประชากรในภูมิภาคเหล่านี้โดยตรงแล้ว หลายประเทศยังต้องเผชิญกับปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ และปัญหาเศรษฐกิจด้านอื่นๆ อีกด้วย ส่งผลให้รถยนต์จากไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรถพิคอัพ ที่ส่งออกไปยังตลาดดังกล่าวเหล่านี้ หดตัวลงอย่างชัดเจนถึงกว่า 40 % ไม่นับรวมกับรถยนต์นั่งที่หดตัวลงเช่นกัน แม้จะในอัตราที่น้อยกว่า ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ของไทยปี 2559 ที่ผ่านมาหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี ที่ 1.4 % ด้วยจำนวนรถยนต์ส่งออก 1,188,515 คัน

 

แต่พอเข้าสู่ปี 2560 เศรษฐกิจโลกเริ่มมีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกันกับที่ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มที่จะขยับขึ้นจากปีที่แล้ว มาอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 50 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ส่งผลให้ตลาดรถยนต์โลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น

 

โดยประมาณการว่าตลาดรถยนต์โลกอาจขยายตัว 1.1 % จากปี 2559 และเมื่อประกอบกับค่าเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่าลง ส่งผลให้สภาพตลาดส่งออกรถยนต์โดยรวมของไทยในปี 2560 นี้ น่าจะมีทิศทางที่ขยายตัวดีขึ้น

 

ก็ได้แต่หวังกันว่า สภาวะเศรษฐกิจบ้านเรา รวมทั้งองค์ประกอบอื่นๆ น่าจะมีทิศทางดีขึ้น ท่ามกลางการกระตุ้นตลาดด้วยการอนุมัติอภิมหาโครงการในบ้านเรา จะช่วยให้ยอดการขายปีนี้ดีขึ้น

 

ทุกคนก็จะได้ยิ้มแย้มแจ่มใสกันแน่ๆ



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2560
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/MH00b

Follow autoinfo.co.th