บทความ

รถรุ่นเดียวกัน ซื้อเครื่องดีเซลคุ้มค่ากว่าเบนซิน…จริงไหม ?


เขาว่า… : รถรุ่นเดียวกัน ซื้อเครื่องดีเซลคุ้มค่ากว่าเบนซิน …จริงไหม ?

จริง และไม่จริง : จริง สำหรับคนที่ใช้ระยะทางต่อวันเยอะ และไม่จริง สำหรับคนที่ใช้รถน้อย และเปลี่ยนรถบ่อย

สำหรับผู้ใช้รถระยะทางไม่มาก จะต่อวัน ต่อเดือน หรือปีก็ตาม เช่น วันละไม่ถึง 40 กม. ซื้อรุ่นเครื่องยนต์เบนซินประหยัดเงินและคุ้มค่ากว่าครับ ส่วนผู้ที่ขับระยะทางค่อนข้างมาก เช่น วันละ 100 กม. ขึ้นไป หรือเฉลี่ยปีละเกิน 30,000 กม. ต้องมาคำนวณเปรียบเทียบค่าน้ำมัน กับราคารถ เพื่อหาระยะที่คุ้มต้นทุน เพราะถึงแม้ราคาน้ำมันดีเซลจะถูกกว่าเบนซิน แต่รถเครื่องยนต์ดีเซลก็แพงกว่ารถรุ่นเดียวกันที่ใช้เบนซินมาก ถ้าคำนวณออกมาแล้วคุ้มทุนเร็วกว่า และไม่คิดจะขายรถก่อนถึงจุดคุ้มทุน ก็เลือกรถดีเซลได้เลยครับ

 

รถยี่ห้อ และรุ่นเดียวกัน แต่มีให้เลือกใช้ทั้งที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล เราควรเลือกซื้อเครื่องแบบไหนจึงจะคุ้มค่า

 

ยุคสมัยนี้ “ความคุ้มค่า” เป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับรถยนต์แล้ว เราต้องคิดจากประโยชน์ที่ได้รับ เทียบกับราคารถ หรือถ้าเป็นค่าเชื้อเพลิง ก็ต้องคิดจากราคาเชื้อเพลิงที่เสียไปต่อระยะทาง เทียบกับจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ต่อระยะทางเท่านั้นครับ

 

คนใช้รถส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญกับอัตราสิ้นเปลือง (ระยะทางต่อลิตร) เพียงอย่างเดียว จนลืมค่าใช้จ่ายส่วนอื่นประกอบ เริ่มตั้งแต่ราคารถ ค่าเสื่อมสภาพ (มูลค่าของรถที่ลดลงไปตามระยะทางและเวลา) ค่าบำรุงรักษา ทั้งอะไหล่ และค่าแรงในการซ่อม หากอยากใช้รถให้คุ้มค่า ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ให้ครบถ้วน และอย่าลืมประเมินผู้ให้บริการด้วยนะครับ

 

ผมขอเน้นเฉพาะความคุ้มค่า ของรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้นครับ จริงอยู่ที่เครื่องยนต์ดีเซลมีจุดเด่นที่ความประหยัดเชื้อเพลิง แถมน้ำมันดีเซลยังถูกกว่าเบนซินอยู่พอสมควร แต่ถ้าดูในเรื่องราคารถแล้วกลับแพงกว่ามาก จึงอยากให้คนที่ตัดสินใจจะซื้อรถดีเซลตรวจสอบความคุ้มค่ากันก่อนครับ

 

สำหรับผู้ใช้รถระยะทางไม่มาก จะต่อวัน ต่อเดือน หรือปีก็ตาม เช่น วันละไม่ถึง 40 กม. แบบนี้ไม่ต้องคำนวณให้เหนื่อยครับ ซื้อรุ่นเครื่องยนต์เบนซินได้เลย ประหยัดเงินและคุ้มค่ากว่ามาก

 

ส่วนผู้ที่ขับระยะทางค่อนข้างมาก เช่น วันละ 100 กม. ขึ้นไป หรือเฉลี่ยปีละเกิน 30,000 กม. ต้องมาคำนวณดูก่อน

 

เริ่มจากคำนวณความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ให้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงๆ เช่น ในกทม. ว่าวิ่งได้กี่ กม. ต่อเชื้อเพลิง 1 ลิตร ของทั้งรถเบนซินและดีเซล เอาราคาต่อลิตรคูณก็จะได้ค่าเป็นระยะทางต่อราคาเชื้อเพลิง แล้วเอาราคาตั้ง หารด้วยระยะทาง ก็จะได้ค่าเชื้อเพลิงต่อ 1 กม. เอามาคูณกับระยะทางเฉลี่ยต่อปีที่ประเมินการใช้รถไว้ ก็จะเป็นค่าเชื้อเพลิงต่อปี แน่นอนว่ารถดีเซลย่อมถูกกว่ารถเบนซิน แต่ถ้าเอาส่วนต่างของราคาทั้ง 2 รุ่น ซึ่งรุ่นดีเซลแพงกว่าเป็นตัวตั้ง แล้วหารด้วยมูลค่าเชื้อเพลิงที่ใช้น้อยกว่ารุ่นเบนซินต่อปี ก็จะเป็นระยะเวลาที่เราใช้งาน จนกว่าจะถึงจุดคุ้มทุนครับ

 

สมมติว่าระยะเวลาใช้งานจนถึงจุดคุ้มทุนเท่ากับ 5.2 ปี แล้วเราตั้งใจว่าจะใช้รถรุ่นนี้ไม่เกิน 5 ปี ก็จบครับ ไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยอีกต่อไป เลือกซื้อรุ่นเบนซินไปดีกว่า ค่าบำรุงรักษาก็ไม่แตกต่างกัน และหากหมดระยะประกันคุณภาพไปแล้ว โอกาสเสียค่าอะไหล่ราคาสูง ของรุ่นดีเซลก็น่ากลัวพอสมควรครับ เช่น ปั๊มแรงดันสูงมากของระบบคอมมอนเรล ซึ่งราคาก็โหดระดับเดียวกับความดันน้ำมัน

 

แต่ถ้าคำนวณออกมาแล้วคุ้มทุนเร็วกว่า และไม่คิดจะขายรถ ก็เลือกรถดีเซลได้เลยครับ



------------------------------
เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2560
คอลัมน์ : เขาว่าอย่างนั้นจริงไหม ?
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/F60aA
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
28 Mar 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1. AUDI Q7 4,999,000
2. AUDI A4 2,699,000
3. AUDI Q3 2,549,000
4. HONDA CR-V 1,399,000
5. HONDA CIVIC HATCHBACK 1,169,000
6. BMW 5-SERIES 3,899,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ
SKILL DRIVING EXPERIENCE ขับเป็น...ขับปลอดภัย

Follow Autoinfo Online

บทความที่เกี่ยวข้อง