บทความ

ก้าวสำคัญของพัฒนาการยานยนต์ไร้คนขับ


ในภาพยนตร์เก่าเรื่อง “ไอโรบอท” (IROBOT) มีฉากที่นักแสดงผิวหมึก วิลล์ สมิธ ขับรถยนต์ เอาดี แห่งอนาคตที่สามารถวิ่งได้ด้วยตัวเองบนทางหลวงอย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยที่ในเรื่องยังย้ำด้วยว่า “ปลอดภัยกว่าให้มนุษย์เป็นผู้ขับ”

ไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้โลกของเราใกล้ที่จะได้ใช้เทคโนโลยีเหมือนในภาพยนตร์เข้าไปทุกทีแล้ว

ในอดีตนั้นค่ายรถยนต์ได้มีความพยายามนำเสนอเทคโนโลยีที่จะทำให้รถยนต์สามารถวิ่งได้เองโดยไร้คนบังคับบนทางหลวงแบบอัจฉริยะแห่งโลกอนาคต อย่างที่เห็นได้จากการนำเสนอของค่าย เจเนอรัล มอเตอร์ส ในยุคของนิทรรศการ FUTURAMA ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่ไม่น่าแปลกใจว่า แทนที่จะเป็นค่ายรถยนต์ กลับเป็นค่ายไอทีที่ได้ทำให้ความฝันเป็นจริงขึ้นได้ จากการทุ่มทุนวิจัยและจากพื้นฐานทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์ที่พัฒนาจนสามารถทำให้ความฝันกลายเป็นความจริง ดังเช่น รถยนต์ไร้คนขับจาก “กูเกิล” ที่ได้บุกเบิกนวัตกรรมยานยนต์ไร้คนขับ และส่งผ่านเทคโนโลยีที่ได้ไปยังค่ายรถยนต์ต่างๆ ในปัจจุบัน

เอาดี ในฐานะที่ได้กระตุ้นปลุกจินตนาการด้านยานยนต์ไร้คนขับแห่งศตวรรษที่ 21 ให้ตื่นขึ้นด้วยภาพยนตร์ ไอโรบอท ได้สานต่อพโรเจคท์ และนำเสนอความสำเร็จเป็นระยะๆ เพื่อจะสลัดความคิดของคนทั่วไปว่า “ยานยนต์ไร้คนขับ เป็นได้แค่เพียงรถวิ่งช้าๆ” ด้วยการนำเอารถสปอร์ทรุ่น ทีทีเอส ที่ติดตั้งด้วยเทคโนโลยีไร้คนขับ วิ่งขึ้นเขาอย่าง PIKE PEAKS อันโด่งดังในฐานะเป็นสนามแข่งรถขึ้นเขา (HILL CLIMB RACE) ด้วยระยะทาง 20 กม. และโค้งมากมายถึง 156 โค้ง ด้วยเวลา 27 นาที จากการทำงานร่วมกันของ กล้องกับเซนเซอร์ ที่ประสานกันกับระบบนำทางด้วยดาวเทียม

ล่าสุด เอาดี ได้นำเสนอความเป็นไปได้ของการใช้ยานยนต์ไร้คนขับกับการวิ่งด้วยความเร็วสูง โดยการติดตั้งระบบควบคุมไร้คนขับเข้ากับรถสปอร์ทซีดาน รุ่น อาร์เอส 7 ที่สามารถขับด้วยความเร็วทางตรงได้ถึง 306 กม./ชม. จากพลัง 560 แรงม้า เมื่อไม่นานมานี้ได้วิ่งสาธิตก่อนการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ DTM บนสนามแข่งฮกเคนไฮม์ สามารถทำเวลาต่อรอบได้ 2 นาทีเศษ ความเร็วสูงสุดบนสนามถึงระดับ 240 กม./ชม. สร้างแรง จี ในโค้งสูงสุดถึงระดับ 1.1 จี เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ยานยนต์ไร้คนขับทำได้มากกว่าที่คุณคิด

เมร์เซเดส-เบนซ์ ก็แนะนำเทคโนโลยีไร้คนขับของตนด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้นำเสนอกับรถยนต์ทั่วไป แต่เลือกที่จะใช้กับรถบรรทุกหัวลาก เมร์เซเดส-เบนซ์ ฟิวเจอร์ ทรัค 2025 คอนเซพท์ ซึ่งเป็นการนำข้อได้เปรียบของระบบขับเคลื่อนไร้คนขับมาใช้กับรถหัวลากที่ต้องเดินทางไกลต่อเนื่องข้ามทวีปยุโรปได้อย่างลงตัว

ระบบอัตโนมัติที่เรียกว่า “ไฮเวย์ ไพลอท” ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและลดอุบัติเหตุได้มาก จากการลดความเหนื่อยล้าของคนขับได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเมื่อคนขับเริ่มต้นให้รถบรรทุกหัวลากวิ่งด้วยตัวของมันเอง เขาสามารถละจากพวงมาลัย โดยหมุนเก้าอี้ออกจากตำแหน่งผู้ขับได้ จะไปทำงานอื่น หรือติดต่อสื่อสาร รวมถึงการพักผ่อนนอนหลับซักงีบได้อย่างสบาย ไม่ต่างอะไรกับนักบินเครื่องบินพาณิชย์นั่นเอง

รถที่กล่าวมานั้นทั้งหมด มีจุดร่วมอยู่ที่การใช้เรดาร์และเลเซอร์ สแกนสภาพการจราจร รวมถึงสิ่งกีดขวางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รถ กำแพง รั้ว คน จักรยาน หรือสัตว์ โดยทำงานร่วมกันกับกล้องถ่ายภาพแบบสเตริโอ (กล้องคู่) ที่จะสร้างภาพแบบ 3 มิติ พร้อมอ่านเส้นถนน รวมไปถึงข้อมูลภาพของอาคารสถานที่ต่างๆ ที่ได้มีการบันทึกไว้ล่วงหน้า และยังอ่านป้ายจราจรออกได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้ประสานข้อมูลเข้ากับระบบนำทางด้วยดาวเทียมอีกต่อหนึ่ง เพื่อรับรู้ถึงตำแหน่งและที่ทางของรถบนถนนให้แม่นยำราวกับมีกุมารทองมาช่วยขับ

เมร์เซเดส-เบนซ์ ในฐานะที่นำเสนอระบบยานยนต์ไร้คนขับในรูปแบบของรถบรรทุกหัวลาก รู้ดีว่าสำหรับรถบรรทุกแล้ว สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือ การประเมินเส้นทางล่วงหน้า อาทิ เนินชัน ที่ต้องเตรียมเร่ง เบรค หรือใช้เกียร์ต่ำล่วงหน้า หาใช่เพียงการวิ่งตามเส้นถนนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้น ระบบของ เมร์เซเดส-เบนซ์ ที่เรียกว่า พีพีซี (PREDICTIVE POWERTRAIN CONTROL) จะศึกษาข้อมูลเส้นทาง สภาพความชันของถนน จากข้อมูลดาวเทียมและแผนที่อีเลคทรอนิคส์ เพื่อเตรียมกำลังเครื่องยนต์และช่วงล่างให้พร้อมกับเส้นทางอีกด้วย

นอกจากจะนำข้อมูลที่ได้จากระบบสแกนด้วยเรดาร์ (ใช้ในการสแกนระยะไกล) และเลเซอร์ (เป็นเลเซอร์อินฟราเรดในคลื่นความถี่ที่มนุษย์มองไม่เห็นในการสแกนระยะใกล้) มาใช้เพื่อการวางตำแหน่งตัวรถแล้ว หากมีการตรวจพบสิ่งกีดขวางที่อาจจะเป็นคน หรือสัตว์ ระบบยังสามารถสั่งให้กะพริบไฟสูงโดยอัตโนมัติ เพื่อเตือนให้ทราบถึงการมาของรถได้อีกด้วย

ยิ่งกว่านั้นในระบบของ เอาดี ยังมีการสแกนด้านหลัง หรือที่เรียกว่า เอาดี พรี เซนส์ เพื่อตรวจสอบการชนด้านท้าย หากมีการตรวจพบแนวโน้มการพุ่งเข้าชนด้านท้าย ระบบจะสั่งงานให้มีเสียงเตือนว่าให้เตรียมรับการชนจากด้านท้าย และรัด “ตรึง” เข็มขัดนิรภัยให้แน่นขึ้น พร้อมกะพริบไฟท้ายแอลอีดีถี่ๆ เพื่อเตือนรถที่พุ่งเข้ามา และหากยังมีแนวโน้มที่จะยังเกิดการชนอยู่ ก็จะสั่งเพิ่มแรงกดเบรคโดยฉับพลันเพื่อรอรับการปะทะหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหลังการชนอีกด้วย ดูแล้วค่อนข้างจะดรามา เหมือนกับว่าเราโดนเครื่องบินข้าศึกลอคเป้าจะยิงจรวดมิสไซล์ แต่ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยทั้งสิ้น

ด้าน เมร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอแนวคิดของระบบที่รถแต่ละคันสามารถสื่อสารข้อมูลการเดินทางถึงกันได้โดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า วีทูวี (VEHICLE TO VEHICLE) เพื่อให้การจราจรร่วมกันทำได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อาทิ หากมีรถฉุกเฉินวิ่งมาจากด้านหลัง ข้อมูลจะถูกส่งโดยรถฉุกเฉิน รถที่อยู่ด้านหน้าของรถฉุกเฉินก็จะดำเนินการเปิดทางให้รถฉุกเฉินขึ้นแซงหน้าไปได้โดยอัตโนมัติ หรือหากรถคันหน้ามีการเบรคกะทันหัน รถคันต่อๆ ไปก็จะลดความเร็วลงตามกันได้อย่างทันท่วงที

ไม่เพียงสามารถเดินทางด้วยความเร็วสูงได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่ยานยนต์ไร้คนขับทุกคันควรจะทำได้ คือ การวิ่งในการจราจรที่คับคั่ง โดยทั้ง เอาดี และ เมร์เซเดส-เบนซ์ ต่างก็ออกแบบให้รถวิ่งได้ด้วยตัวเองตั้งแต่ออกตัว สามารถลดความล้าจากการขับในการจราจรที่คับคั่งได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น รถในอนาคตยังถูกออกแบบให้สามารถวิ่งแบบไร้คนขับ และไร้คนโดยสารได้อีกด้วย โดยเฉพาะในการหาที่จอดด้วยตนเองที่เข้าใจกันดีว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบการขับรถที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด

เอาดี ระบุว่าระบบต่างๆ ที่เห็นในวันนี้สามารถที่จะติดตั้งและใช้งานได้จริงภายไม่เกินสิ้นทศวรรษนี้อย่างแน่นอน และเมื่อถึงวันนั้น คนที่ชอบดื่มสุรา คงจะได้เฮ เพราะคราวนี้ “เมาไม่ขับ ก็กลับบ้านได้”



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2558
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/hZMzG

Follow autoinfo.co.th