บทความ

โชคดีของแผ่นดิน


หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรคาลัย ได้มีบทเพลงเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 เกิดขึ้นมากมาย หลากหลายผู้ประพันธ์และศิลปินผู้ขับขาน ผู้เขียนชื่นชมทุกเพลงมากน้อยตามอารมณ์ของเรา แต่ทั้งบทเพลงเดิมและใหม่ ผู้เขียนชื่นชอบเพลง “พระราชาผู้ทรงธรรม”

 

“พระราชาผู้ทรงธรรม” ขับร้องโดย เบิร์ด-ธงไชย แม็คอินไตย์ ศิลปินแกรมมี ให้ความกินใจลึกๆ ทั้งภาพและเสียงสอดคล้องกันดี เช่นเดียวกับเพลง “ต้นไม้ของพ่อ”

 

ก่อนเราสูญเสียพระมหากษัตริย์ในดวงใจของเราทุกคน ผู้เขียนมีโอกาสเข้าชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยประทับใจเพลงสรรเสริญพระบารมี เพราะภาพที่ผู้สร้างใส่เข้ามา ไม่โดนใจ ไม่สอดคล้องกับคำร้องของบทเพลง

 

ผู้เขียนคิดถึง พระราชดำรัสของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ว่า

 

“…ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือ การได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือ คนไทยทั้งปวง…”

 

และผู้เขียนทราบว่า ในหลวงรัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานพระนามหลังทรงพระราชสมภพว่า “ภูมิพลอดุลยเดช” มีความหมายว่า “พลังแห่งแผ่นดิน เป็นอำนาจที่หาใดเปรียบมิได้”

 

อีกทั้ง พระปฐมบรมราชโองการเมื่อ 5 พฤษภาคม 2489 วันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ว่า

 

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

 

ทั้ง 3 ประการนี้ ผู้เขียนหาไม่พบในเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ เมื่อมาได้เห็นเอมวีเพลง “พระราชาผู้ทรงธรรม” จึงกินใจมาก

 

เพลงนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 หลังการดำเนินการโครงการสร้างสรรค์บทเพลงคุณธรรมร่วมสมัยโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม กับกรมดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สนับสนุนและให้ความร่วมมือจากแกรมมี เผยแพร่เป็นเพลงร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2556

 

บทเพลงขึ้นต้นด้วยคำว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม” ซึ่งพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศทราบดีว่า ตลอดเวลาทรงครองราชย์ 70 ปี 4 เดือน 7 วัน ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงตั้งมั่นในทศพิธราชธรรม ทรงอุทิศกำลังพระวรกายและกำลังพระสติปัญญาปฏิบัติพระราชกรณียกิจอเนกอนันต์ เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ดังคำร้องและทำนองเพลงดังกล่าวของ กมลศักดิ์ สุนทานนท์ และปิติ ลิ้มเจริญ

 

“…ถ้ามีใครถาม ทำไมคนไทยจึงรักพระองค์อย่างนี้ แค่ได้ชมพระบารมีก็ยิ้มทั้งน้ำตา ถ้าหากให้อธิบาย เหตุผลนานา คงต้องใช้เวลา เท่าชีวิตนี้…”

 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรของพระองค์ทั่วทุกภูมิภาค นับแต่พุทธศักราช 2495 เป็นต้นมา ทรงตระหนักความเป็นอยู่ที่ต้องเผชิญปัญหาที่ทำกินและการดำรงชีพของปวงประชาอาณาราษฎร์ จึงมีพระราชดำริแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อน ปรากฏเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในรัชสมัยกว่า 4,600 โครงการ

 

ด้านเกษตรกรรม พระองค์ทรงคิดค้นทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรเพื่อพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง เรียกว่า “เกษตรทฤษฎีใหม่” ด้วยแนวพระราชดำริใช้ดินให้บังเกิดประโยชน์สูงสุด

 

ดินในสยามประเทศที่มีปัญหาตามแนวพระราชดำริแก้ไขของพระองค์ คือ ดินทรายที่มีลักษณะโปร่ง รากพืชชอนไชไปได้ง่าย หน้าแล้งพืชขาดน้ำก็เหี่ยวเฉา ปัญหานี้ทรงมีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อยังความชุ่มชื้นแก่ดิน และหญ้าแฝกเป็นกำแพงธรรมชาติ ปลูกพืชประเภทที่ต้องการปุ๋ยอินทรีย์ทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก

 

ดินที่เป็นหินกรวดและแห้งแล้ง เช่น ที่ห้วยฮ่องไคร้ อ. ดอยสะเก็ด จ. เชียงใหม่ ทรงมีพระราชดำริเช่นเดียวกับดินที่เขาหินซ้อน

 

ดินดาน ดินแข็งและลูกรัง เช่น ดินที่ห้วยทราย อ. ชะอำ จ. เพชรบุรี ทรงมีพระราชดำริสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำหลัก ปลูกพืช เช่น ตระกูลถั่ว ปลูกหญ้าแฝกลาดเทขนานแนวกันหลายๆ แนว ป้องกันการพังทลายของดิน

 

ดินเค็ม สาเหตุเกิดจากการสร้างอ่างเก็บน้ำบนพื้นที่ดินซึ่งมีหินเกลืออยู่ใต้ดิน เช่น ที่ห้วยบ่อแดง อ. บ้านม่วง จ. สกลนคร ทรงมีพระราชดำริขุดลอกลำห้วยบ่อแดง ยกคันให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ำจากนาเกลือไหลลงลำห้วย ส่วนผู้ประกอบการทำนาเกลือให้ขุดบ่อรับน้ำจากนาเกลือขนาดใหญ่ รอการระเหย

 

พระราชดำริแห่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับ “หญ้าแฝก” เป็นผลให้ INTERNATIONAL EROSION CONTROL ASSOCIATION (IECA) ถวายรางวัล INTERNATIONAL MERIT AWARD แด่พระองค์ในฐานะทรงเป็นแบบอย่างนำหญ้าแฝกมาใช้อนุรักษ์ดินและน้ำ เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2536

 

กาลครั้งนั้นเป็นปีพุทธศักราช 2540 ประเทศไทยประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ พระองค์ได้พระราชทานหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” (SUFFICIENCY ECONOMY) ให้กับนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2517

 

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามระดับชั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจชั้นที่สูงขึ้นตามลำดับต่อไป…”

 

ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 จะระบาดในเมืองไทย พระองค์ทรงตรัสเตือนไว้ในปี 2536

 

“…ทฤษฎีว่า ถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่า เศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วประเทศก็เจริญ มีหวังเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลย ต้องเตือนเขาว่า จริง ตัวเลขดี แต่ว่า ถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้น ไม่มีทาง…”

 

ในวันที่ 4 ธันวาคม 2541 มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตดาลัย

 

“…เมื่อปี 2517 วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี…”

 

แนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีทุกด้านในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งด้านการศึกษา, ด้านการสาธารณสุข, ด้านศาสนา, ด้านศิลปวัฒนธรรม และด้านคมนาคม

 

ทรงเป็นดวงมณี ดวงประทีป และดวงใจของพสกนิกรชาวสยาม พระราชทานความรัก ความห่วงใย เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันประมาณมิได้

 

“…เพราะท่านทำเพื่อคนไทย ด้วยธรรมะของพระราชา เพื่อให้เราชาวประชา อยู่ดีกินดี…

 

ท่านต้องเหนื่อย เพราะงานหนัก ไม่เคยพักจวบจนวันนี้ ช่างโชคดี ที่แผ่นดินนี้ มีราชาผู้ทรงธรรม…”

 

“…ทรงเป็นนิยามแห่งความดี เป็นอัญมณีที่เลิศล้ำ สดสวยใสกระจ่าง สว่างด้วยธรรม ด้วยน้ำพระทัยที่เมตตา…”

 

แม้วิกฤตของชาติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแก้ปัญหาเพื่อแผ่นดิน ดังเช่นเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 วันพฤษภาทมิฬ รัฐบาลสั่งปราบปรามประชาชนด้วยแผนไพรีพินาศ สร้างความสลดหดหู่ใจแก่ผู้พบเห็นความโหดร้ายทางการเมือง

 

ก่อนเหตุจะบานปลาย ในเวลา 5 ทุ่มครึ่ง คืนวันที่ 20 พฤษภาคม โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจถ่ายทอดข่าวสำคัญที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พลอ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และ พลต. จำลอง ศรีเมือง ผู้ถูกชิงตัวจากที่ชุมนุมไปขังไว้ที่โรงเรียนพลตำรวจ บางเขน เข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชทานพระบรมราชาธิบายเหตุผลที่ 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากัน และทรงถามผู้นำ 2 ฝ่ายว่า

 

“แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทางชนะ อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือ ต่างคนต่างแพ้ แล้วก็ที่แพ้ที่สุด ก็คือ ประเทศชาติ ประชาชน จะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด”

 

“แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง…”



------------------------------
เรื่องโดย : ข้าวเปลือก
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2560
คอลัมน์ : ประสาใจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/raHhf

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
25 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th