บทความ

พรพระราชทานในเทศกาลปีใหม่


หลายสิบปีมาแล้ว ตอนเป็นข้าราชการครูอยู่ที่นครพนม ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ตอนนั้น (จำได้ดีว่าท่าน คือ สงวน จันทรสาขา) ที่จำได้ดีเพราะท่านเรียกผู้เขียนซึ่งเป็นครูชาวคณะอักษรศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งหาได้ยากนักในสมัยโน้น ท่านเรียกผู้เขียนไปคุยว่า

 

“ตอนนี้เรามีอักษรศาตร์บัณฑิตมาแทนคนเก่า (อาจารย์ สวาท รัตนวราห ภริยาท่านผู้จัดการไร่ยาสูบ) และอาจารย์ก็เคยเป็นศิษย์อาจารย์สวาทมา ถ้ามีงานที่ต้องติดต่อกับทางฝั่งลาว เกี่ยวกับการแปลภาษาฝรั่งเศส อาจารย์คงจะช่วยเราได้นะ”

 

ผู้เขียนรีบสารภาพกับท่านว่า “ที่กระผมจะช่วยได้คือการร่างจดหมายโต้ตอบเป็นภาษาไทย อย่างที่ท่านใช้กระผมแล้วๆ มา หรือเป็นกรรมการประกวดเรียงความ หรือประกวดบทกลอน หรือจัดการเกี่ยวกับวัฒนธรรม เช่น การจัดเห่เรือในเทศกาลออกพรรษา แต่กระผมเป็นชาวอักษรศาสตร์ที่ไม่ได้เรียนฝรั่งเศสมาเลย เพราะเป็นอักษรศาสตร์คณิตศาสตร์ครับผม”

 

นั่นเป็นความเก่าซึ่งค่อนข้างจะโยงไปยาวหน่อย ผู้เขียนตั้งใจจะเล่าว่า ตอนข้าราชการอยู่ต่างจังหวัดนั้น ข้าราชการสมัยโน้น มีการสมัครสมานสามัคคีกันอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ว่าราชการที่ดูแลข้าราชการผู้น้อยทั่วถึงอย่างไร นอกจากมีการประชุมประจำเดือนทุกเดือนแล้ว แจ้งข่าวคราว หรือถามสารทุกข์สุกดิบข้าราชการทั่วๆ กันแล้ว พอถึงเวลามีงานสำคัญที่จะเรียกประชุม หรืองานสนุกสนานก็จะพร้อมหน้าพร้อมตากันเสมอๆ

 

และที่จะขาดเสียมิได้ คือ เรามักมีงานชุมนุมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่บริเวณสนามของสโมสรข้าราชการ เมื่อเวลาใกล้ 24.00 นาฬิกา ของคืนวันที่ 31 ธันวาคม ท่านผู้ว่าราชการซึ่งเป็นประธานของงาน จะให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเครื่องขยายเสียง คอยเปิดโทรทัศน์และเครื่องวิทยุให้ได้ยินทั่วๆ กัน เพื่อให้ทุกคนคอยรับพรพระราชทานปีใหม่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนนั้นเราจะหยุดการบันเทิงทุกอย่าง เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ยกมือพนมรับพรโดยทั่วกัน

 

(2)

 

ครอบครัวของข้าพเจ้าก็เหมือนชาวไทยทั่วไป แม้เราจะนั่งดูละคร หรือเรื่องบันเทิงอยู่ที่บ้าน หรือแม้แต่เราอยู่ที่ชั้น 15 ของคอนโดมิเนียมที่หัวหินก็ตาม เราต่างรอรับพร พระราชทานในปีใหม่ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เหมือนเช่นชาวไทยทั่วไป

 

แต่ต่อไปนี้จะคอยรับพรพระราชทานจากใครที่ไหนเล่าหนอ ?

 

ยังมีบทประพันธ์บางบทที่ข้าพเจ้าเตรียมไว้สำหรับเดือนธันวาคม โดยเฉพาะใช้ได้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทางราชการถือเป็นวันชาติมานานแล้ว ด้วยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

 

“เคยวาดฝันวาดหวังวันข้างหน้า คงชีพกล้าก้าวไกลดังใฝ่ฝัน จึงตั้งท่าตั้งใจในคืนวัน จนกาลผันจากวันเดือนเลือนเป็นปี จวนสิ้นปีแต่ละครั้งตั้งหวังใหม่ ว่าปีหน้าต้องก้าวไกลในวิถี ตามความฝันความหวังตั้งใจมี ว่าจะต้องเด่นดีกว่าปีกลาย”

 

“จากหลายปีที่เห็นเป็นทศวรรษ ตั้งมนัสหลายสิบปีที่สลาย เปลี่ยนหลายรอบจักรราศีจนคลี่คลาย ต้องหยุดหมายมิให้ถึงหนึ่งศตวรรษ พระราชดำรัส “เวลาเป็นของมีค่า”* เตือนจิตมั่นวันเวลาอย่าพึงผัด ชีวิตเป็นอนิจจังยังชี้ชัด พึงเร่งรัด “ดี” ให้ทันวันเวลา”

 

“เมื่อไก่ขานหวานแว่วแผ่วลมหนาว น้ำค้างพราวประกายเก็จเพชรยอดหญ้า พิหคพร้องกวีกานท์แมกม่านฟ้า ตะวันจ้าทองพรายจูบสายน้ำ พลิ้วพระพายชายกระซิบกล่อมกลีบแก้ว ปีใหม่แล้วจงระรื่นชีพชื่นฉ่ำ พรมบทเพลงประเลงหวังหลั่งลำนำ เรียงร้อยร่ำฉ่ำไมตรีดีต่อกัน”

 

“มนุษย์มวลหวนหันมากระชับมิตร ลบความคิดริษยาอาฆาตสรรพ์ ครองความดีศรีพิสุทธิ์ยุติธรรม รังแรงฝันโอบโลกใหม่เพริศไพบูลย์ ดอกไม้งามมียามสิ้นกลีบกลิ่นสี ใช่ยืนมั่นวันปีมิเสื่อมสูญ แท้ “ดีงาม” เท่านั้นอันจำรูญ จักเพิ่มพูนเกียรติยศปรากฏนาน

 

ชีพมนุษย์มิได้ต่างจากดอกไม้ มีวันวัยใหม่ชื่นรื่นหวามหวาน แล้วจักแล้งโรยสลายกลายตามกาล จงชื่นบานชีวิตใหม่ต่อไปนี้…”

 

(* พระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี)



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มกราคม ปี 2560
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/7vAvI

Follow autoinfo.co.th