บทความ

รถยนต์ฟิกซ์ด์เกียร์


เมื่อพูดถึงฟิกซ์ด์เกียร์ (FIXED GEAR) เชื่อว่าผู้อ่านจำนวนไม่น้อยจะนึกไปถึงจักรยานรูปแบบหนึ่งที่บ้านเราฮิทกันมากในช่วง 3-4 ปีที่แล้ว เป็นจักรยานที่มีอัตราทดเดียว ต่างจากจักรยานเด็ก หรือจักรยานแม่บ้าน ที่อาจเรียกรวมๆ ว่า SINGLE SPEED ตรงที่ฟิกซ์ด์เกียร์นั้นไม่มีการปล่อยฟรี กล่าวคือ ฟรีขาไม่ได้ และการหยุดขา คือ การเบรคนั่นเอง จากคุณลักษณะนี้หากเซียนพอก็สามารถขี่ถอยหลังได้ด้วย

ในวงการจักรยานแบ่งฟิกซ์เกียร์ออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ “สายทริค” (TRICK) นิยมขี่แบบโชว์ท่าสวยงาม ขี่ถอยหลัง หยุดนิ่ง ยกล้อ ไปจนถึงเอามาเล่นตีคลี หรือกีฬาโพโลบนจักรยาน กับแบบดั้งเดิม นั่นคือ “สายแข่ง” เน้นเรื่องความเร็ว ขี่ในสนามเวโลดโรม ซึ่งเป็นทางเรียบยกขอบโค้งเอียง

 

ส่วนโลกของการพนันขันต่อในประเทศญี่ปุ่นก็มีการแข่งจักรยานที่เรียกว่า “ไคริน” (KEIRIN) ที่แข่งกันอย่างจริงจังเหมือนกับการแข่งม้านั่นเอง

 

“ไคริน” ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องของการพนัน จักรยานที่ใช้ในการแข่งขันจึงเป็นจักรยานตัวถังเหล็กรูปทรงดั้งเดิม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมว่ารถไม่ต่างกัน นักกีฬาคนไหนแข็งแรงกว่าก็ชนะไป (ต่างจากที่แข่งขันในโอลิมปิคที่ใช้จักรยานตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ เพื่อเป็นการแข่งขันของทั้งคนและเทคโนโลยี)

 

สาเหตุที่ได้รับความนิยมในหมู่หนุ่มสาวทั่วโลก ก็เพราะจักรยานแบบฟิกซ์ด์เกียร์นั้นเรียบง่าย ไม่มีเบรค ไม่มีระบบเกียร์ซับซ้อน รถจึงดูสวยสะอาดตา ไม่มีอะไรรุงรัง แต่ต้องยอมรับว่า ขี่ยาก และอันตราย

 

ที่ว่าขี่ยากนั้นนอกจากจะต้องฝึกฝนประสาทให้ดี เพราะว่ารถฟิกซ์เกียร์หยุดขาทันทีไม่ได้ รวมถึงการไม่มีเบรคทำให้ต้องอาศัยทักษะในการขี่ไม่น้อย และอีกส่วน คือ การมีอัตราทดเดียว จึงต้องเลือกว่าจะเน้นขี่ง่าย หรือขี่เร็ว

 

จักรยานที่เลือกว่าขี่ง่ายนั้น จะต้องเลือกอัตราทดที่น้อย (เฟืองท้ายมีขนาดใหญ่) กล่าวคือ ทุกๆ รอบที่ขาเราควงไป ล้อหลังก็จะหมุนในรอบหมุนที่ไม่มากนัก แน่นอนว่าที่ความเร็วต่ำจะขี่เบาสบายๆ ออกแรงน้อย เหมาะกับการขี่ในเขตชุมชน หรือขึ้นเนินเตี้ยๆ แต่หากจะขี่ที่ความเร็วสูง เราจะต้องควงขาด้วยรอบหมุนที่สูงจนเหนื่อยหอบ

 

ในทางกลับกัน รถที่มีอัตราทดสูง (เฟืองท้ายมีขนาดเล็ก) เราควงขาไป 1 รอบ ล้อจะหมุนด้วยรอบที่สูงกว่า ทำให้ในช่วงความเร็วสูงนั้น เราไม่ต้องควงขาจนเหนื่อยหอบ ส่วนที่ความเร็วต่ำจะพบว่า บันไดถีบหนักอึ้ง ออกตัวช้า ไม่ว่องไวเหมือนรถที่มีอัตราทดน้อยกว่า ตอนขึ้นเนิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่หากออกตัวได้สักพัก จะสามารถควงขาทำความเร็วชนะไปได้ในที่สุด

 

การทำความเร็วของจักรยานที่มีอัตราทดสูงนั้น ต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “แรงบิด” เป็นอย่างมาก เพราะแรงบิด คือ แรงที่จะใช้เอาชนะแรงต้านของอัตราทดนั่นเอง ดังนั้น นักขี่จักรยานเวโลดโรม ซึ่งรูปแบบเป็นการแข่งขันในระยะเวลาสั้นๆ ใช้รถที่มีอัตราทดสูงมาก แต่สามารถขี่จนได้ความเร็วสูงสุดเกินกว่า 60 กม./ชม. จะมีต้นขาต่างจากต้นขาของนักขี่จักรยานทางไกลมาก โดยต้นขาของนักขี่ฟิกซ์เกียร์ในเวโลดโรม จะอุดมด้วยมัดกล้ามขนาดใหญ่ที่พร้อมสร้างแรงบิดมหาศาล เพื่ออัตราเร่งอย่างรวดเร็ว ส่วนต้นขาของนักขี่ทางไกลจะไม่ได้ใหญ่โตนัก เพราะใช้แรงบิดพอประมาณ อาศัยการช่วยของระบบเกียร์ที่มีอัตราทดหลากหลายให้เหมาะสมกับสภาพถนนที่แตกต่างกันไป

 

จึงอาจจะสรุปได้ว่า หากจะขี่ฟิกซ์ด์เกียร์ให้ได้รวดเร็ว ขาของคนขี่ต้องมีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง สร้างแรงบิดที่ดี เพื่อให้ออกตัวได้เร็ว และหัวใจ รวมถึงปอดต้องแข็งแรง เพื่อสูบฉีดเลือดไปยังกล้ามเนื้อที่ปั่นช่วงรอบสูงได้เพียงพอ

 

2016-Geneva-Motor-Show-49

 

สำหรับในรถยนต์ อัตราทดที่จักรยานฟิกซ์ด์เกียร์มีนั้นเปรียบได้กับเราเลือกได้อัตราทดเดียว หรือเกียร์เดียวจากจำนวนเกียร์ทั้งหมดที่มี ตัวอย่างเช่น ระบบเกียร์ธรรมดาทั่วไป ถ้าเราเลือกมาแค่เกียร์ 2 เกียร์เดียว การออกตัวอาจจะยากนิดหน่อย แต่ก็สามารถวิ่งในเมืองได้สบาย เร่งได้คล่องแคล่วว่องไว เปรียบได้กับรถจักรยานฟิกซ์ด์เกียร์ที่วัยรุ่นนิยมเอามาใช้กันทั่วไป แต่สำหรับพวกที่แข่งในเวโลดโรม ต้องการความเร็วสูงสุด จะต้องเลือกเกียร์สุดท้าย หรือเกียร์ 5 นั่นเอง

 

ถ้ารถเรามีแรงบิดดีพอ ก็จะสามารถออกตัวจากจุดหยุดนิ่งที่เกียร์ 5 และค่อยๆ ไต่ความเร็วขึ้นช้าๆ จนได้ความเร็วสูงสุด แต่ในโลกความเป็นจริง เครื่องยนต์สันดาปภายในของเราจะผลิตแรงบิดสูงสุดได้ที่รอบสูง ดังนั้น ที่รอบต่ำ พอถอนคลัทช์เครื่องยนต์ก็จะสะดุดและดับไป เพราะแรงบิดไม่พอ ออกตัวไม่ไหว ดังนั้น รถที่ใช้เครื่องสันดาปภายในจึงต้องมีเกียร์ 1 ซึ่งมีอัตราทดที่เหมาะสมสำหรับความเร็วต่ำ แล้วไล่สเตพขึ้นไปทีละนิดจนถึงเกียร์ 5 นั่นเอง

 

ในโลกของรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้น นิยมใช้ระบบเกียร์เดียวเพื่อความเรียบง่ายของระบบ เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้ามีแรงบิดที่อุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่แรก เหมือนกับกล้ามเนื้อขามัดโต ของนักปั่นฟิกซ์ด์เกียร์สายแข่ง ที่กำลังของกล้ามเนื้อสามารถเอาชนะความเฉื่อยในการออกตัวได้สบาย แต่ในทางกลับกัน มอเตอร์ไฟฟ้าก็มีข้อจำกัดเรื่องรอบหมุน คล้ายกับการที่ขาของนักปั่นซอยเร็วเกินไปจนเสียประสิทธิภาพนั่นเอง

 

ดังนั้น จึงได้มีการคิดค้นระบบไฮบริด ซึ่งนำเอาข้อดีของ 3 สิ่งนี้มารวมกัน นั่นคือ แรงบิดสูงที่รอบต่ำของมอเตอร์ไฟฟ้า แรงบิดสูงที่รอบสูงของเครื่องยนต์ และความเรียบง่ายของระบบเกียร์เดียว และรถที่เป็นตัวอย่างของแนวคิดนี้ ก็คือ ไฮเพอร์คาร์จากสวีเดน “เคอนิกเซกก์ เรเกรา” (KOENIGSEGG REGERA)

 

“เคอนิกเซกก์” รถชื่อแปลกนี้อาจจะไม่คุ้นหู คุ้นตา นักเลงรถบ้านเรานัก แต่ในเวทีโลก นี่เป็นหนึ่งในไฮเพอร์คาร์ ระดับหัวกะทิ แม้จะไม่ได้มีเพดดีกรีจากการแข่งขัน แต่บริษัทเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนฐานทัพอากาศเก่าของสวีเดนนี้ ได้สร้างชื่อเสียงจากการเป็นบริษัทของวิศวกรระดับหัวกะทิ รังสรรค์รถสปอร์ทที่มีแนวคิดแปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิตรถซูเพอร์คาร์ที่เติม อี 85 ที่ผลิตจากอ้อย แถมได้แรงม้ามากกว่ารุ่นที่เติมเบนซินออคเทน 95 ไปจนถึงการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ ระบบควบคุมการเปิด/ปิดของวาล์วแบบไร้แคมชาฟท์ (CAMLESS VALVE) ที่เรียกกันในชื่อของเครื่องยนต์ “ฟรีวาล์ว” ซึ่งมีจังหวะ และระยะเวลาในการเปิด/ปิดวาล์วเหมาะสมกับโหลดของเครื่องยนต์

 

“เคอนิกเซกก์ เรเกรา” ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 80 คัน ราคาเกือบ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (เกือบ 70 ล้านบาท) คือ อีกก้าวหนึ่งของ คริสเตียน ฟอน เคอนิกเซกก์ (CHRISTIAN VON KOENIGSEGG) ประธานบริษัทหัวก้าวหน้าในการแสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในโลกของไฮเพอร์คาร์ ด้วยการสร้างระบบที่เรียกว่า KOENIGSEGG DIRECT DRIVE (KDD) หรือระบบขับตรง ซึ่งเป็นการผสมผสานเครื่องยนต์เบนซินแบบ วี 8 สูบ ขนาด 5.0 ลิตร เทอร์โบคู่ พละกำลังสูงสุดถึง 1,100 แรงม้า ที่ 7,800 รตน. แรงบิดสูงสุด 130.5 กก.-ม. ที่ 4,100 รตน. กับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ที่ผลิตจากบริษัท ยาซา (YASA) แห่งสหราชอาณาจักร โดยมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ตัวนี้ให้กำลังรวม 697 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 91.8 กก.-ม. พลังไฟฟ้านั้นมาจากแบทเตอรีสมรรถนะสูงที่ระบายความร้อนด้วยของเหลวผลิตโดยบริษัท ไรแมค ออโทโมบิลี (RIMAC AUTOMOBILI) จากโครเอเชีย ที่ให้กำลังมากถึง 4.5 กิโลวัตต์/ชั่วโมง และมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงถึง 800 โวลท์ และมีน้ำหนักเพียง 75 กก. เท่านั้น ถือว่าเป็นแบทเตอรีที่มีพลังเข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยใช้กันในวงการรถยนต์ก็ว่าได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้เราอาจคิดว่า เคอนิกเซกก์ เรเกรา น่าจะมีแรงม้ารวมของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 1,800 แรงม้า แต่ในความเป็นจริงไฮเพอร์คาร์คันนี้ มีพละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 1,500 แรงม้ากับแรงบิดสูงสุด 204 กก.-ม. เนื่องจากช่วงที่เครื่องยนต์ได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น เป็นช่วงที่มอเตอร์ไฟฟ้าเริ่มจะมีสมรรถนะด้อยลง แต่ 1,500 แรงม้า ก็ใช่ว่าจะน่าเบื่อแต่อย่างใด และแรงบิด 204 กก.-ม. ก็เกินกว่าคำว่า “ทรงพลัง” ไปหลายขั้นด้วยเช่นกัน

 

plug-in

 

การทำงานของ เคอนิกเซกก์ เรเกรา ต้องชาร์จไฟ จากการเสียบปลั๊กเข้าที่ด้านท้ายของรถ โดยรถคันนี้สามารถทำงานในแบบ อีวี (EV) ล้วนๆ ได้เช่นกัน แต่ถ้าต้องการสมรรถนะสูงสุดจะต้องทำงานดังนี้

 

1. เครื่องยนต์ 5.0 ลิตรเทอร์โบคู่ ทำงาน แต่ขณะที่อยู่ในรอบต่ำไม่ได้ส่งกำลังไปยังล้อ

 

2. ในการวิ่งที่ความเร็วต่ำเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยตัวแรกติดตั้งพ่วงเข้ากับตัวเครื่องยนต์ทำหน้าที่ในการช่วยกระตุ้นรอบเครื่องยนต์ รวมถึงยังทำหน้าที่ปั่นไฟเข้าไปเก็บยังแบทเตอรีอีกด้วย มอเตอร์ตัวแรกนี้มีกำลัง 215 แรงม้า

 

3. มอเตอร์ไฟฟ้าอีก 2 ตัว แยกกันขับล้อหลังทั้ง 2 ข้าง มอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่ผลิตจาก บาซา ให้กำลัง 241 แรงม้า ทำงานโดยไม่ต้องผ่านเฟืองท้าย มอเตอร์สามารถหมุนและจ่ายแรงบิดที่แตกต่างกันให้ล้อหลังทั้ง 2 ด้านอย่างเป็นอิสระจากกัน (TORQUE VECTORING)

 

4. เมื่อรถทำความเร็วถึง 50 กม./ชม. ระบบจะสั่งงานให้ชุดคลัทช์ไฮดรอลิคส่งผ่านกำลังของเครื่องยนต์ลงไปยังเฟืองท้าย ที่มีอัตราทด 2.73:1 หรือแปลง่ายๆ คือ เครื่องยนต์หมุน 2.73 รอบ ล้อจะหมุน 1 รอบนั่นเอง ซึ่งหมายความว่า หลังช่วงความเร็ว 50 กม./ชม. ขึ้นไป จะไม่มีการเปลี่ยนเกียร์ใดๆ จนถึง ความเร็วสูงสุด 410 กม./ชม. (จากการคำนวณ)

 

YASA-Motors-1

 

แม้ยังไม่มีตัวเลขความเร็วปลายอย่างเป็นทางการ แต่ได้รับพิสูจน์มาแล้วว่า ด้วยระบบ KDD สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 2.8 วินาที และพุ่งทะลุความเร็ว 300 กม./ชม. ในเวลาเพียง 10.9 วินาที และเชื่อว่าจะทะลุ 400 กม./ชม. ในเวลา 20 วินาทีเท่านั้น ส่วนอัตรายืดหยุ่นช่วง 150-250 กม./ชม. ผู้ผลิตแจ้งว่าใช้เวลาเพียง 3.9 วินาทีเท่านั้น

 

การใช้เทคนิค “เกียร์เดียว” มีเห็นกันในรถยนต์ที่ออกแบบสำหรับแข่งสร้างสถิติความเร็วปลายสูงสุดในทะเลเกลือ แต่รถเหล่านั้นไม่สามารถวิ่งออกตัวได้ ต้องอาศัยรถดันท้ายจนได้ความเร็วที่เหมาะสม จึงสามารถพาตัวรถวิ่งไปได้ด้วยกำลังของตัวเอง
เทคนิคที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่งความเร็วปลายแบบนี้ ถ้าวิ่งกดไล่ความเร็วไปเรื่อยๆ คงไม่มีปัญหาข้องใจอะไร แต่ในสถานการณ์บนถนนจริง หากต้องเร่งแซงกะทันหัน ขณะที่แรงบิดที่มีอยู่ในตอนนั้นไม่เพียงพอระบบ KDD จะแก้ปัญหานี้อย่างไร

 

ในรถปกติเราจะใช้การเปลี่ยนเกียร์ลง เพื่อให้รอบอยู่ในช่วงที่เครื่องยนต์สามารถสร้างแรงบิดสูงสุดได้ทันท่วงที แต่ใน เคอนิกเซกก์ เรเกรา วีดีโอสาธิตโดย คริสเตียน ฟอน เคอนิกเซกก์ แสดงให้เห็นว่าเขาใช้เทคนิคที่คล้ายคลึงกับการเปลี่ยนเกียร์ลง 1 จังหวะ ด้วยการตบแป้นด้านขวาหลังพวงมาลัย ซึ่งกระตุ้นให้คลัทช์ไฮดรอลิค แยกตัวออกจากเครื่องยนต์เล็กน้อย ทำให้เครื่องยนต์หมุนขึ้นสู่รอบเครื่องที่สูงขึ้นคล้ายกับการเปลี่ยนเกียร์ลงนั่นเอง ฉะนั้นจึงไม่ต้องเป็นห่วงปัญหาดังกล่าว

 

อีกปัญหาหนึ่งที่มีคนสงสัยกันมาก คือ เทคนิคการออกแบบลักษณะนี้ จะทำให้เสียงเครื่องยนต์ของ โคนิกเซกก์ เรเกรา น่าเบื่อหรือไม่ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์แบบดั้งเดิมที่เราจะได้ยินเสียงแผดร้องเป็นช่วงๆ ในแต่ละสเตพของอัตราทดเกียร์

 

จากการได้ชมคลิพวีดีโอพบว่ามีอาการดังกล่าวจริง การตอบสนองของเครื่องยนต์คล้ายกับที่เราคุ้นเคยกับการทำงานของรถยนต์ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ ซีวีที นั่นเอง แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ

 

ด้วยเทคนิคนี้ เราอาจจะมีรถยนต์ไฮบริดที่ช่วยแก้ปัญหาการทำงานในรอบสูงของมอเตอร์ไฟฟ้า โดยไม่จำเป็นต้องพันธนาการตัวเองด้วยระบบเกียร์ที่ซับซ้อน ทำให้ระบบโดยรวมเบาลงได้ และสิ่งที่ได้มา คือ สมรรถนะและต้นทุนที่ดีขึ้นนั่นเอง

 

อะไรๆ ในรถคันนี้ถือเป็นของที่สุดยอด และแปลกใหม่ทั้งสิ้น อาทิ ระบบควบคุมที่ใช้ไฮดรอลิคทั้งระบบที่ เคอนิกเซกก์ เรียกว่า ออโทสกิน (AUTOSKIN) ที่ใช้ไฮดรอลิคควบคุมการทำงานของพื้นผิวด้านนอกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เปิดประตู เปิดฝากระโปรง หรือควบคุมระบบอากาศพลศาสตร์แบบอัตโนมัติล้วนๆ ทำให้ราคาของมันพุ่งไปถึงเกือบ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสูงจนน่าตกใจ แต่พวกเขาแจ้งว่ามีลูกค้าที่ “เงินไม่ใช่ปัญหา” จับจองกันไปเกือบจะหมดโควตาแล้ว

 

จริงครับ การเป็นเจ้าของรถสุดล้ำแบบนี้ เงินไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหา คือ “ไม่มีเงิน” ต่างหาก !



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน พฤศจิกายน ปี 2559
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/k96o6

บทความที่เกี่ยวข้อง

ฮอนดา เอนเอสเอกซ์ 2017 ซูเพอร์คาร์แห่งอนาคต
ขุมพลังใหม่จากแดนมังกร
เคล็ดลับความประหยัดของ เชฟโรเลต์ ครูซ 2018
แบทเตอรี หัวใจของยานยนต์ไฟฟ้า (ตอนจบ)
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
มูลนิธิ ลมหายใจไร้มลทิน เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต
อัพเดทล่าสุด
18 Aug 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
609,000
2.
469,000
3.
469,000
5.
1,239,000
6.
1,399,000
7.
640,000
8.
3,090,000
9.
2,160,000
10.
2,120,000
11.
2,269,000
12.
2,980,000
13.
2,318,000
14.
6,899,000
15.
4,299,000
16.
3,629,000
17.
3,429,000
18.
2,229,000
19.
12,399,000
20.
8,399,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th