บทความ

โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด


“ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด คนใหม่ ผู้คร่ำหวอดอยู่กับ อีซูซุ ทั้งในและต่างประเทศ แต่สำหรับการรับตำแหน่งในเมืองไทยครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยช่วงนี้เป็นช่วงขาล่อง แต่การเข้ามาบริหารครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายของผู้บริหารคนนี้

ฟอร์มูลา : คุณรู้สึกอย่างไรกับการเข้ามารับตำแหน่งใน อีซูซุ ประเทศไทย ?

 

มาเอคาวะ : ผมเริ่มทำงานที่ มิตซูบิชิ คอร์พอเรชัน ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ฯ ตั้งแต่ปี 2533 เคยได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย 3 ครั้ง โดยรับผิดชอบงานหลายส่วน คือ ด้านการจัดไฟแนนศ์รถยนต์ อีซูซุ ที่บริษัท ตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง จำกัด ระหว่างปี 2540-2544, ด้านการจำหน่ายรถ อีซูซุ ที่บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ปี 2544-2548 และดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการร่วม (CO-MANAGING DIRECTOR) บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในปี 2554-2558 รับผิดชอบด้านการส่งออกรถพิคอัพ “อีซูซุ ดี-แมกซ์” และรถอเนกประสงค์ “อีซูซุ มิว-เอกซ์” จากฐานการผลิตในประเทศไทยไปยังตลาดโลก

 

นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (CHIEF OPERATING OFFICER) ที่บริษัท อีซูซุ ออโทโมทีฟ ยุโรป จำกัด (ISUZU AUTOMOTIVE GMBH) ในปี 2551-2554 รับผิดชอบการจัดจำหน่ายรถพิคอัพ “อีซูซุ ดี-แมกซ์” ในทวีปยุโรปอีกด้วย

 

ส่วนการเข้ารับตำแหน่งในประเทศไทยครั้งนี้เป็นภารกิจครั้งที่ 4 ผมจึงรู้สึกยินดี และเหมือนกลับมาบ้านเกิด ได้ทำงานกับเพื่อนเก่า เพราะผมรู้จักพนักงาน ดีเลอร์ เป็นอย่างดี อีกอย่างหนึ่ง ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ฯ มีจุดเด่นที่การทำงานระหว่างประธานกับพนักงานจะไม่ค่อยมีพิธีรีตอง ไม่มีช่องว่าง ซึ่งที่ผ่านมาประธานหลายท่านก็จะมีวิธีการทำงานแบบนี้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

ฟอร์มูลา : อีซูซุ ประเทศไทย ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน คุณรู้สึกกดดัน หรือวิตกเรื่องใดมากที่สุด ?

 

มาเอคาวะ : ผมไม่ได้รู้สึกกดดัน เพราะ ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ฯ เป็นองค์กรที่มีระบบการทำงานที่แข็งแกร่ง มีระบบการทำงานที่สามารถเดินได้ด้วยระบบ โดยเฉพาะผู้จำหน่ายมีความแข็งแกร่งอย่างมาก อีกทั้งยังมีความเชื่อมั่นในบริษัทฯ มาโดยตลอด แต่สิ่งที่ต้องทำในฐานะผู้บริหารสูงสุด คือ พยายามปรับกลยุทธ์ที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป

 

 

ฟอร์มูลา : อีซูซุ มีจุดที่ต้องเร่งแก้ไข หรือพัฒนาเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมความแข่งแกร่งสำหรับการแข่งขันในตลาดอีกหรือไม่ ?

 

มาเอคาวะ : ตอนนี้ยังไม่มีนโยบายหรือเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข หน้าที่ของผมคือเสริมความแข็งแกร่งของนโยบายเดิมให้ดียิ่งขึ้น เช่น การสร้างความภักดีต่อบแรนด์ เน้นสร้างความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก ด้วยการบริการหลังการขายที่ดี เมื่อลูกค้าเกิดความพึงพอใจ ก็จะเกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ ทำให้สามารถขยายประชาคม อีซูซุ ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้สำรวจโดยการสอบถามลูกค้าที่ซื้อรถ อีซูซุ ว่า ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถ อีซูซุ มีการเปรียบเทียบกับรถยี่ห้ออื่นหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ได้เปรียบเทียบกับยี่ห้อใดเลย เลือกรถ อีซูซุ ตั้งแต่แรก แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ อีซูซุ พยายามทำมาตลอดนั้นได้ผล

 

 

ฟอร์มูลา : หลังจากการเปิดตลาดที่กัมพูชา และลาว ผลตอบรับเป็นอย่างไร ?

 

มาเอคาวะ : ตลาดลุ่มแม่น้ำโขง ถือว่าเป็นตลาดที่มีความหวังอย่างมาก ซึ่งการที่ ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ฯ ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทแม่ให้เป็นผู้ดูแลการจัดจำหน่ายรถ อีซูซุ ดี-แมกซ์ และอีซูซุ มิว-เอกซ์ โดยเริ่มต้นที่ประเทศ กัมพูชา และลาวนั้น เป็นเพราะว่า 2 ประเทศนี้มีอัตราการเติบโตที่สูงมาก และสูงกว่าประเทศไทย โดยปี 2558 ลาว มีอัตราการเติบโตถึง 6 % ส่วนกัมพูชา เติบโต 7 % ซึ่งหลังจากเปิดตลาดได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีทั้ง 2 ประเทศ โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและลูกค้า ที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าจะเข้ามาขายเร็วกว่านี้

 

อีซูซุ ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในประเทศกัมพูชา และลาว เป็น 10 % ภายใน 3 ปี และ 30 % ภายใน 5 ปี ในอนาคตมีแผนที่จะขยายไปประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่ปัจจุบันต้องการทำธุรกิจให้ 2 ประเทศนี้ประสบความสำเร็จ และมีความแข็งแกร่งก่อน

 

 

ฟอร์มูลา : พฤติกรรมการซื้อรถของทั้ง 2 ประเทศ เหมือนหรือแตกต่างจากไทยอย่างไร ?

 

มาเอคาวะ : ก่อนอื่นต้องแยก 2 ประเทศ ออกจากกัน เพราะลักษณะของตลาดไม่เหมือนกัน ประเทศกัมพูชา 90 % จะเป็นรถมือ 2 ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ รถใหม่จะมีแค่ 10 % เท่านั้น แต่ประเทศลาว มีกฎหมายห้ามนำรถมือ 2 เข้าประเทศ ดังนั้นที่ประเทศลาว จึงเป็นตลาดรถใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะใกล้เคียงกับประเทศไทย โดย 90 % ของการซื้อรถใหม่จะซื้อผ่านไฟแนนศ์

 

 

ฟอร์มูลา : ตลาดการส่งออกของ อีซูซุ เป็นอย่างไร ?

 

มาเอคาวะ : ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ส่งออก อีซูซุ ดี-แมกซ์ ไปจำหน่ายยัง 120 ประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่ตะวันออกกลาง ซึ่งตอนนี้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลกระทบกับตลาดส่งออกอยู่บ้าง เช่นเดียวกับแผนออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ส่งผลให้เงินปอนด์อ่อนค่าลง ทำให้ราคารถที่ขายแพงขึ้น ซึ่งอังกฤษถือเป็นตลาดใหญ่ในยุโรปของ อีซูซุ ด้วยสัดส่วน 30 % ของการส่งออกไปยุโรปทั้งหมด

 

แต่ยังมีตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อีกแห่ง รวมทั้ง ฟิลิปปินส์ ประเทศในแถบอาเซียนที่ยอดขายขยายตัวมากที่สุด

 

 

ฟอร์มูลา : บริษัทฯ มีแผนการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นหรือไม่ ?

 

มาเอคาวะ : ผมมองว่าตอนนี้บริษัทฯ ส่งออกไป 120 ประเทศ ครอบคลุมประเทศสำคัญๆ แล้ว แต่ถ้าถามว่าเหลือที่ไหนที่น่าสนใจ ก็คงเป็น อเมริกาเหนือ เพราะพิคอัพของไทยยังไม่มีใครไปเปิดตลาดที่นั่น เนื่องจากอเมริกาเหนือ ใช้พิคอัพขนาด 1.5 ตัน

 

 

ฟอร์มูลา : ปัจจุบัน อีซูซุ มีกำลังการผลิตเต็มที่ และผลิตปัจจุบันเท่าไร ?

 

มาเอคาวะ : อีซูซุ มีโรงงานผลิตอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ สมุทรปราการ และเกทเวย์ จ. ฉะเชิงเทรา มีกำลังการผลิตรวม 2 โรงงาน จำนวน 400,000 คัน/ปี ปัจจุบันผลิตรถสำหรับตลาดในประเทศและส่งออก 300,000 คัน เหลือกำลังการผลิตอีก 100,000 คัน

 

 

ฟอร์มูลา : หลังจากผ่านมา 6 เดือน คุณมองว่าสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในปีนี้จะเป็นอย่างไร ?

 

มาเอคาวะ : บริษัทฯ ประเมินตลาดรวมในประเทศปีนี้ว่า จะทำยอดขายได้ประมาณ 7.4 แสนคัน ซึ่งเป็นการปรับตัวเลขใหม่หลังจากต้นปีคาดการณ์ไว้เพียง 7.1 แสนคัน และในจำนวนนี้จะเป็นของ อีซูซุ 1.15 แสนคัน บวกกับรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่อีก 1.25 หมื่นคัน ส่วนยอดส่งออกตั้งเป้าหมายไว้ 1.85 แสนคัน ใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีการส่งออก 1.87 แสนคัน

 

บริษัทฯ ยังประเมินปัจจัยลบในครึ่งปีหลังที่ต้องจับตา ไม่ว่าจะเป็นราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน รวมถึงหนี้สินภาคครัวเรือนที่มีผลต่อกำลังซื้อ ขณะที่ปัจจัยบวกยังมีแนวโน้มให้เห็น ทั้งการลงทุนจากรัฐบาลที่น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ภาคการท่องเที่ยวยังไปได้ดี และการบังคับถือครองรถยนต์ 5 ปี จากโครงการรถยนต์คันแรกก็เริ่มครบกำหนดตั้งแต่ปีนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เกิดกำลังซื้อรถยนต์ใหม่อีกครั้ง

 

 

ฟอร์มูลา : แผนงานความร่วมมือกับ มาซดา เป็นอย่างไร ?

 

มาเอคาวะ : ข้อตกลงระหว่าง อีซูซุ กับ มาซดา คือ อีซูซุ จะเป็นผู้พัฒนารถพิคอัพ โมเดลใหม่ให้ มาซดา ไม่ใช่เป็นการพัฒนาร่วมกัน โดย อีซูซุ จะเป็นผู้ออกแบบพัฒนาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง แบทเตอรี ยาง ดีไซจ์นภายใน และขายให้แก่ มาซดา ในรูปแบบ OEM (จากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง) ซึ่ง มาซดา สามารถเพิ่มออพชันต่างๆ ภายนอกได้ ส่วนช่วงเวลาและจำนวนการผลิตยังไม่สรุป และยังไม่ได้กำหนดว่าจะใช้โรงงานใดในการผลิตรถให้ มาซดา

 

 

ฟอร์มูลา : คุณวางเป้าหมายในการบริหารงานไว้อย่างไร ?

 

มาเอคาวะ : เป้าหมายของผม ถ้าให้เปรียบเทียบ คือ การวิ่งผลัด ประธานคนก่อนวิ่งมา พอถึงเวลาก็จะส่งไม้ต่อให้แก่ผม ซึ่งผมก็มีหน้าที่สร้างสถิติในช่วงนี้ให้ดีที่สุด เพื่อส่งไม้ต่อให้แก่ประธานคนต่อไปในตำแหน่งที่ดีที่สุด

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีหน้าที่ช่วยให้สังคมไทยพัฒนา ตามวิถี อีซูซุ “ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา” ต้องเสียสละเพื่อสังคม เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่อยากทำให้สำเร็จ โดย อีซูซุ มีโครงการเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้แก่ โครงการ อีซูซุ ให้น้ำ…เพื่อชีวิต เป็นโครงการที่เข้าไปมอบระบบน้ำดื่มสะอาดแก่โรงเรียนที่ขาดแคลน ซึ่งตอนนี้ได้ทำพิธีส่งมอบไปแล้ว 22 โรงเรียน โดยตั้งเป้าจะดำเนินโครงการจนกว่าจะไม่มีโรงเรียนใดที่ขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดอีกต่อไป

 

และยังมีพนักงานของ ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ฯ ซึ่งทุกคนถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าของบริษัทฯ ผมมีหน้าที่ทำให้ทุกคนทำงานอยู่ที่บริษัทฯ ได้อย่างมีความสุข



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : เกรียงศักดิ์ ปันสม
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ตุลาคม ปี 2559
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/Hbe5y

Follow autoinfo.co.th