บทความ

รางวัลรพีพร 2559


เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ซอย 33 ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ได้จัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ สุวัฒน์ วดิลก (ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ 2534) หนึ่งในแกนนำผู้ให้กำเนิดสมาคมนักเขียนฯ และนายกสมาคมฯ คนที่ 10 (ปี 2530-2534) ในวาระครบ 93 ปี ผู้ก่อให้เกิด “รางวัลศรีบูรพา” (เริ่ม 2531) และ “รางวัลรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน” ขณะเดียวกันก็อุทิศส่วนกุศลแด่ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับร้อง) ปี 2534 ภรรยาคู่ชีวิตของ สุวัฒน์ ซึ่งได้รับยกย่องในปีเดียวกัน
นอกจากทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ทั้งสองท่าน และแด่อดีตนายกสมาคมฯ ที่ล่วงลับไปแล้ว สมาคมฯ ยังได้ร่วมกับมูลนิธิ “รพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน” มอบรางวัล “รพีพรฯ” แก่นักเขียนที่ได้รับรางวัลปี 2559
ความเป็นมาของรางวัลนี้ ชมัยภร บางคมบาง กรรมการได้เล่าให้ที่ประชุมฟังว่า
“สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดนักเขียน และงานเขียนอันทรงคุณค่า เป็นศูนย์กลางให้นักเขียนได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน อันนำไปสู่การรู้จักรักสนิท และผูกพันกันฉันพี่น้องในวงการเดียวกัน ดูแลและแบ่งปันทุกข์สุขซึ่งกันและกัน สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2511 สืบเนื่องมาจากการรวมตัวของนักเขียนนำโดย สุวัฒน์ วรดิลก เพื่อรับขวัญ เลียว ศรีเสวก หรือ “อรวรรณ” ซึ่งหายจากการป่วยหนัก การรวมตัวครั้งนั้นจึงได้ก่อเกิดเป็น “ชมรมนักเขียน 5 พฤษภา” และนำสู่การจัดตั้งเป็นสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ที่มี อุทธรณ์ พลกุล เป็นนายกสมาคมฯ คนแรกในปี 2514 การถือกำเนิดของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยจึงสืบเนื่องมาจากจุดประสงค์ที่จะช่วยเหลือให้เพื่อนนักเขียนด้วยกันนั่นเอง
สืบเนื่องมาจากความคิดของ สุวัฒน์ วรดิลก หรือ “รพีพร” ซึ่งยังมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเพื่อนนักเขียนไม่สร่างซา ได้เก็บรวบรวมเงินที่ได้มาจากน้ำใจของมิตรสหายในการจัดงานวันเกิดและกิจกรรมต่างกรรมต่างวาระ เป็นกองทุนไว้ จนกระทั่งปี 2545 เมื่อมีทุนมากพอ คณะนักเขียน นำโดย ประยอม ซองทอง ธัญญา ชุนชฎาธาร ชมัยภร แสงกระจ่าง เป็นอาทิ จึงขออนุญาตจาก สุวัฒน์ วรดิลก จัดตั้งเป็น “มูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน” ขึ้น และในปี 2547 ผู้รักใคร่ใกล้ชิด สุวัฒน์ วรดิลก และเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ได้ร่วมกันจัดงาน “ชีวิตเหมือนละคร 50 ปี เพ็ญศรี-รพีพร” ขึ้น ได้ทุนเข้ามูลนิธิฯ จำนวนหนึ่ง
มูลนิธินี้ สุวัฒน์ วรดิลก ให้จุดมุ่งหมายไว้แต่ต้นว่า เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเพื่อนนักเขียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากมูลนิธิฯ เป็นองค์กรที่มิได้จัดกิจกรรมด้วยตนเอง การมอบทุนรพีพร หรือรางวัลรพีพร จึงอยู่ในความดำริเรื่อยมา และก่อน สุวัฒน์ วรดิลก จะถึงแก่กรรม ก็ได้ให้ความคิดในเรื่องการมอบรางวัลรพีพรไว้อย่างชัดเจนว่า ขอให้เป็นการสนับสนุนนักเขียนรุ่นใหม่เพื่อให้เขาสามารถสร้างงานเขียนได้อย่างมีคุณภาพโดยไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการครองชีพมากนัก
สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย นำโดย ชมัยภร แสงกระจ่าง (นายกสมาคมฯ ตอนนั้น) และมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน นำโดย ประยอม ซองทอง (นายกสมาคมฯ คนที่ 12 พศ. 2538-2542 และคณะกรรมการมูลนิธิฯ จึงร่วมมือกันดำเนินการเพื่อให้ความคิดของ สุวัฒน์ วรดิลก ปรากฏเป็นรูปธรรม โดยกำหนดตั้งเป็น “รางวัลรพีพร” ขึ้น เพื่อระลึกถึงและเป็นการประกาศเกียรติคุณ สุวัฒน์ วรดิลก เจ้าของนามปากกา “รพีพร” ให้เป็นที่ยืนยงต่อไป
มูลนิธิฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ สุวัฒน์ วรดิลก หรือ รพีพร ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2536 นักประพันธ์ผู้สร้างสรรค์งานเพื่อวงการวรรณกรรมไทยตลอดมา, เพื่อให้นักเขียนผู้ได้รับรางวัลสามารถสร้างสรรค์งานได้เต็มกำลังความสามารถ, เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่นักเขียนและแวดวงวรรณกรรมในการสร้างสรรค์งานเพื่อสังคม และเพื่อช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันระหว่างนักเขียนในแวดวงวรรณกรรม
ส่วนหลักเกณฑ์ผู้สมควรได้รับรางวัล คือ เป็นนักเขียนคุณภาพ, มีผลงานเป็นที่รู้จักในวงการพอสมควร, มีผลงานที่แสดงชัดเจนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์งานเพื่อสังคม, เป็นนักเขียนอิสระ โดยมีรางวัลเป็นเงินทุนเพื่อการเขียนหนังสือ โดยไม่มีเงื่อนไข 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) พร้อมโล่จารึกตรา “มูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน” และลายเซ็นนามปากกา “รพีพร”
มูลนิธิฯ มอบรางวัล 2 ปี/ครั้ง และมีผู้ได้รับรางวัลมาแล้ว คือ มาโนช พรหมสิงห์ จำลอง ฝั่งชลจิตร มหรรณพ โฉมเฉลา ศศิวิมล นทธี สุรเดชชะมงคล (ผู้ใช้นามปากกา นทธี ศศิวิมล)และผู้ได้รับรางวัลปีนี้ คือ ธารา ศรีอนุรักษ์ (หรือนามปากาที่ใช้เขียนบทกวี ธาร ธรรมโฆษณ์)
ธารา ศรีอนุรักษ์ เกิดวันที่ 11 พฤษภาคม 2518 ที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียนจบระดับปริญญาตรี จากคณะครุศาสตร์ เอกการสอนภาษาไทย จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยสงฆ์) ปี 2545 แล้วลาสิกขาเมื่อปี 2548
ประวัติการทำงานปี 2548-2550 เป็นครูสอนวิชาภาษาไทยมัธยมต้นที่โรงเรียนวัดธรรมจริยาภิรมย์ จังหวัดสมุทรสาคร, ปี 2551-2555 เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง
มีผลงานที่ได้รับรางวัล คือ รางวัลชมเชยบทกวีการเมืองพานแว่นฟ้า 2 สมัย, รางวัลชมเชยรวมเรื่องสั้นชื่อ “เฮี้ยน” รางวัลบทกวีดีเด่น(อันดับ 2) จากสมาคมภาและหนังสือฯ, รางวัลเรื่องสั้นรองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลวิชิต โรจนประภา นิตยสารบางกอก, เรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุล ประจำปี 2553, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 (ไม่มีรางวัลชนะเลิศ) เซเวนบุคอวอร์ด ครั้งที่ 7 ปี 2553) ประเภทกวีนิพนธ์ จาก “เหมือนหนึ่งมนุษย์มีเลือดคนละสี”, รองชนะเลิศวรรณกรรมเยาวชน รางวัลแว่นแก้ว ครั้งที่ 7 ปี 2553 ประเภทนวนิยาย เรื่อง “มีดหม้อสีทอง”, รางวัลเรื่องสั้นดีเด่นประจำปี จากสมาคมภาษาและหนังสือฯ 2553, รางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี 2559 สำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี (บันเทิงคดี) จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. ฯลฯ
ผลงานรวมเล่ม รวมเรื่องสั้น เซาธเศร้า SOUTH SAD (2550) , บาตรลวก (2551), ปลายทางของความรัก (2551), นวนิยายสำหรับเยาวชนเรื่อง มีดหม้อสีทอง (2553), รวมกวีนิพนธ์ชุด “เหมือนหนึ่งมนุษย์มีเลือดคนละสี (2553)” และ รวมเรื่องสั้นชุด “ผู้อยู่เหนืออาบัติ” (2556) เป็นอาทิ



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กันยายน ปี 2559
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/eYGTn

Follow autoinfo.co.th