บทความ

ความรักยังเป็นแกนค้ำจุนโลก


ข้าพเจ้าชอบอ่านบทกลอนมาแต่เล็ก แม้เมื่อยังเรียนประมาณประถมศึกษาปีที่ 2 ข้าพเจ้าก็อ่านหนังสือกลอน คือ พระราชนิพนธ์ เรื่องสังข์ทอง ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต้องเรียนตอน ตีคลี เวลาว่างข้าพเจ้าก็เอาหนังสือเรียนของพี่ๆ มาอ่านให้แม่ฟัง ขณะที่แม่อ่านหนังสือไม่ออกสักตัว (ได้แต่จำที่พี่ๆ ท่องมาสอนข้าพเจ้า) เวลาพบศัพท์ที่แปลความไม่ออก ก็ใช้การเดากัน 2 คน ข้าพเจ้าเลยติดใจการอ่านกลอนมาแต่นั้น (แม้กระทั่งการอ่านทำนองเสนาะที่ค่อยๆ ขยับเสียงตามลำดับ ไม่ใช่อ่านขึ้น 2วรรค แล้วลง 2 วรรค อย่างที่ครูสอนให้อ่านอย่างทุกวันนี้)

ข้าพเจ้าจึงชอบกลอนและบอกใครๆ ว่าชอบอ่านสังข์ทอง และชอบบุคลิก-คารมของท้าวสามล เพราะบ้านนอกไกลปืนเที่ยงอย่างโรงเรียนประชาบาลในหมู่บ้านที่ห่างอำเภอและจังหวัดออกอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะไปรู้จักกลอนดีๆเช่น ขุนช้างขุนแผน อิเหนาพระอภัยมณี หรือหนังสือวรรณคดีชั้นเยี่ยมอื่นๆได้อย่างไร

ตราบกระทั่งโตขึ้น ได้อ่านวรรณคดีดีๆ และตลอดเวลาที่ได้เดินทางหลากหลายมิติในวงวรรณศิลป์ จึงได้พบว่า เรื่องเหล่านั้นมีเรื่องความรักเป็นแกน นำให้เกิดเรื่องราวปมขัดแย้งต่างๆ ตามหลักการประพันธ์ และได้พบว่าคนที่เขียนกาพย์กลอนมากมาย มักเริ่มต้นด้วยกลอนที่ว่าด้วยความรัก ตั้งแต่รักธรรมชาติ รักคนที่ใกล้ตัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง จนเพื่อนต่างเพศตามมาในวัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว แล้วปรากฏว่า กลอนรักก็เป็นกลอนที่เขียนกันทุกยุคทุกสมัย ผู้อ่านติดใจสำนวนจนคนที่เก่งกลอนในสมัยเก่า เขียนเป็นเพลงยาว คนที่เขียนกลอนรักเองไม่เป็น หรือไม่เก่ง ก็ลอกหรือท่องจำสำนวนของคนอื่นไปเกี้ยวกัน

แม้กระทั่งคนที่มีวัยสูงขึ้น เบื่อเขียนกลอนรักซ้ำซาก เปลี่ยนเป็นกลอนที่ให้ข้อคิดเชิงปรัชญาแนวต่างๆ ก็อดจะแทรกสำนวนรักลงไปในบทกลอนเหล่านั้นด้วยเสมอ ไม่ว่ารุ่นครู รุ่นพี่ หรือรุ่นราวคราวเดียวกัน และแม้รุ่นน้องใกล้เคียงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในกาลต่อๆ มา ก็ยังมีบทกลอนที่ว่าด้วยความรักหลากหลายสำนวนชวนจดจำ มีผู้นำมากล่าวขวัญเสมอมา

ข้าพเจ้าจึงไม่แปลกใจ แม้ในยุคนี้ที่คนต่อสู้ทางการประกวดประชันบทกลอนที่หนักไปด้วยข้อคิดความเห็น หรือโลกทัศน์ที่กว้างไกลเชิงปรัชญา ก็ยังมีคนนิยมเขียนกลอนรักได้น่าอ่านอยู่ เพียงแต่ว่ากลอนรักที่ว่านั้น จะมีวิธีการสอดร้อยสร้อยภาษาอารมณ์ และชีวทัศน์ต่อความรักไปในเชิงไหน ก็น่าอ่านและประทับใจมากน้อยแตกต่างกันไป แต่สรุปแล้ว บทกลอนที่เกี่ยวกับความรักก็มีคนเขียน และมีคนอ่านอยู่เสมอ

เมื่อกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งให้คณะเรารวบรวมบทกลอนที่มีถ้อยคำสำนวนโวหารคมคาย-ที่เราเรียกกันว่า “วรรคทอง” มาเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการแต่งคำประพันธ์ เราได้รวบรวมมาเป็นหนังสือชื่อ “กาญจนกานท์” มาแล้ว 2 เล่ม (กาญจน=ทอง กานท์=บทร้อยกรอง) จึงขอคัดบางบท บางตอนมาเป็นตัวอย่าง

บทแรก คือ บทครูที่นักกลอนยุคใหม่ต้นปี 2500 ท่องกันติดปาก ของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2536 คือ อาจารย์ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา (อุชเชนี) กับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้รับยกย่องพร้อมกัน

“ฉันอยู่เพื่อบุคคลที่ฉันรัก ซึ่งใจซื่อถือศักดิ์สุจริต และรักฉันมั่นมานปานชีวิต ในความผิดความหลงปลงอภัย ฉันอยู่เพื่อหน้าที่ที่พันผูก เพื่อฝังปลูกความหวังพลังไข เป็นท่อธารรักท้นล้นพ้นไป หล่อดวงใจแล้งรื่นให้ชื่นบาน ฉันอยู่เพื่อค้นคว้าหาสัจจะ กลางโมหะอาเกียรณ์เบียฬประหาร เพื่อสื่อแสงแจ้งสว่างพร่างตระการ กลางวิญญาณมืดมิดอวิชชา…ฯลฯ…เพื่อโลกใหม่ใสสะอาดพิลาสเหลือ เมื่อคนเอื้อไมตรีอวยไม่ขวยขำ เพื่อแสงรักส่องรุ่งพุ่งเป็นลำ สว่างนำน้องพี่มีชัยเอย. (“อยู่เพื่ออะไร”–อุชเชนี 2493)

…ฯลฯ…เขาเคลียนิ้วเนิบนุ่มเสียงทุ้มพร่า เหมือนหวนหาโหยไห้น่าใจหาย เจ้าขมิ้นเหลืองอ่อนนอนเดียวดาย จะเหนื่อยหน่ายหนาวน้ำค้างที่กลางดง เสียงฉับฉิ่งหริ่งรับขยับเร่ง จะพรากเพลงเพื่อนยินสิ้นเสียงส่ง เขาเบือนนิ้วผิวแผ่วแล้วราลง เสียงนั้นคงเน้นครางอย่างห่วงใย เจ้าดอกเอยดอกขจรอาวรณ์ถวิล นกขมิ้นเหลืองอ่อนจะนอนไหน เขาวางขลุ่ยข่มน้ำตาว้าเหว่ใจ ตอบไม่ได้ดอกหนาข้าคนจร” (“นกขมิ้น”–เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 2502)

“คืนวันนี้ถ้าพี่นอนหนุนหมอนน้อย ใจจงคล้อยคิดถึงน้องเจ้าของหมอน รอยแก้มนิ่มริมเขนยน้องเคยนอน หนาวหรือร้อนหมอนคงเอื้ออุ่นเจือจุน น้องเคลียแก้มเกลือกไว้ก่อนให้พี่ ซ้ำจูบที่กลางหมอนเคยนอนหนุน ยามพี่นอนแนบหน้านอนหมอนละมุน จงหอมกรุ่นแก้มและกราบกำซาบทรวง” (“ฝากหมอน”-สวัสดิ์ ธงศรีเจริญ)

“…ฯลฯ..แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไทยร้าวใจเหลือ คือเลือดเนื้อเป็นหนอนคอยบ่อนไส้บ้างหากินบนน้ำตาประชาไทย บ้างฝักใฝ่ลัทธิชั่วน่ากลัวเกรง ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง ! (“เพลงชาติ”-นภาลัย (ฤกษ์ชนะ) สุวรรณธาดา 2510)

“แม้อยู่ห่างต่างถิ่นแผ่นดินไหน ถ้าวันใดคิดถึงถิ่นแผ่นดินสยาม จงมองดาวพราวพร้อยลอยฟ้างาม เพราะทุกยามฝากใจไว้กับดาว” ดังสำเนียงเสียงเพื่อนเตือนมาว่า ทุกเวลาห่วงหวงกับห้วงหาว คืนฟ้าหมองดาวอับแสงวับวาว แต่ยังพราวโชติช่วงในดวงใจ คือสำเนียงเสียงสั่งถึงฝั่งโขง ผ่านรอบโค้งฟ้ากว้างสว่างไสว เคลียสายลมพรมอุ่นละมุนละไม เหมือนเสียงไห้เจ้าพระยาพารัญจวน โอ้หวิวหวิวพลิ้วแผ่วแล้วก็หายน้ำตาพรายพร่าหลั่งยังไห้หวน อยู่แผ่นดินถิ่นใดดวงใจครวญ ไหลย้อนทวนความเศร้าเจ้าพระยา (จากเจ้าพระยาถึงฝั่งโขง-สนธิกาญจน์ กาญจนาสน์ 2510)

ขอจบด้วย “เพลงกล่อมลูก” ซึ่งเป็นกลอนรักน่ารักๆ ต้องยกมาทั้งบทจึงจะเห็นความรักอันสุนทรีที่ไพบูลย์

“สายลมแรงแกว่งไผ่ไหวยะยาบ รังกระจาบโยนแกว่งตามแรงไหว เหมือนเห่ช้าอารมณ์ยามลมไกว เคล้าเสียงไผ่ผิวแผ่วแว่วจำเรียง พ่อแม่นกกกถนอมกล่อมลูกน้อย หวนละห้อยหวิวหวานกังวานเสียง นกน้อยนอนซอนแอบอยู่แนบเคียง ซึ้งสำเนียงน้ำคำแม่รำพัน ลูกหลับนอนผ่อนเพลียเสียเถิดเจ้า แม่จักเฝ้าเห่กล่อมถนอมขวัญ รังน้อยนี้ที่ชื่นทุกคืนวัน รับสุขสันต์กันมาประสาเรา จงหลับเรียงเคียงข้างเหนือฟางฟูก หลับเถิดลูกอย่าละห้อยจะหงอยเหงา รังน้อยนี้มีรักพำนักเนา คอยแบ่งเบาเงาร้อนให้ผ่อนเย็น พ่อแม่ทนขนคามาสอดสอย ก่อรังน้อยรังนี้ที่ลูกเห็น ต้องทนยากตรากตรำเหลือลำเค็ญ รังน้อยเป็นเช่นแหล่งรวมแรงใจ หาสุขอื่นชื่นถึงหนึ่งในร้อย เทียบรังน้อยรังนี้หาที่ไหน มีรักห้อมหอมกรุ่นอบอุ่นใจ มีลมไกวไผ่ขับให้หลับนอน” (“เพลงกล่อมลูก” -มะเนาะ ยูเด็น )

คัดมาเพียงส่วนน้อยนิดจากหนังสือ “กาญจนกานท์” เล่ม 1 นักกลอนเกือบ 200 ชิ้น ทั้ง 2 เล่ม จำนวนพิมพ์ 35,000 เล่ม หากท่านอยากอ่านเต็มบทก็จนใจ เพราะกระทรวง ฯ เขาให้งบพิมพ์เพื่อแจกตามโรงเรียน แต่โรงเรียนทั่วประเทศมีจำนวนมากกว่างบประมาณเพื่อการสอนสั่งสิ่งดีๆ อย่างนี้ หากท่านอยากให้กระทรวงอุทิศเพื่อเยาวชน โปรดบอกไปที่สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการเถิด เข้าใจว่าคงเมตตาปรานีแก่เยาวชนและครูภาษาไทยได้แน่ แม้ไม่สามารถพิมพ์แจกได้ทั่วไปเพราะปัญหาหลายประการ รวมทั้งปัญหาลิขสิทธิ์



------------------------------
เรื่องโดย : ประยอม ซองทอง
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน เมษายน ปี 2558
คอลัมน์ : ชีวิตคือความรื่นรมย์
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/UFmzm

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
20 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
3,699,000
2.
2,930,000
3.
679,000
4.
1,290,000
5.
21,890,000
6.
24,900,000
7.
3,090,000
8.
75,000,000
10.
1,545,000
11.
1,465,000
12.
2,390,000
13.
489,000
14.
1,199,000
16.
2,490,000
17.
479,000
18.
939,000
19.
24,500,000
20.
34,000,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th