บทความ

มัทธีอัส พฟัลซ์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย


“ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ มัทธีอัส พฟัลซ์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่นำพา บีเอมดับเบิลยู มีนี และบีเอมดับเบิลยู มอเตอร์ราด ก้าวสู่ความสำเร็จ และเป็นโรงงานแห่งเดียวที่ผลิต 3 บแรนด์

ฟอร์มูลา : คุณมองว่าสถานการณ์รถยนต์ในปี 2559 นี้จะเป็นอย่างไร ?

พฟัลซ์ : ผมขอมองภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2537 ถึง 2558 ตลาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2553 ตลาดเติบโตสูงสุดประมาณ 8 แสนคัน และในปี 2554 เกิดอุทกภัยหนักในเมืองไทย ทำให้รัฐบาลประกาศนโยบายรถคันแรกเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้ยอดขายเติบโตถึง 1.4 ล้านคัน ตามมาถึงปี 2555 มียอดขาย 1.3 ล้านคัน แต่หลังจากนั้นตลาดเริ่มกลับมาสู่สภาวะปกติ โดยปี 2557 มียอดขายประมาณ 8 แสนคัน และปี 2558 มียอดขายกว่า 799 แสนคัน นั่นแสดงให้เห็นว่าตลาดเริ่มกลับมาสู่สภาวะปกติที่มียอดขายประมาณ 7-8 แสนคัน

ส่วนภาพรวมของรถพรีเมียม จะมีสถานการณ์ที่แตกต่างกันกับตลาดโดยรวม เนื่องจากรถพรีเมียมไม่ได้อยู่ในโครงการรถยนต์คันแรก โดยรถพรีเมียมตั้งแต่ปี 2555-2558 มีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีตามกลไกตลาด คือ ปี 2555 มียอดขาย 13,000 คัน ปี 2556 มียอดขาย 18,000 คัน ปี 2557 มียอดขาย 20,000 คัน และปี 2558 มียอดขาย 22,000 คัน นอกจากนี้หากมองเฉพาะรถยนต์นั่ง ในปี 2558 จะมีอัตราลดลงถึง 19 % เทียบกับปี 2557 แต่จำนวนการผลิตเพิ่มขึ้น 1.7% ตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น 6.8%

ปี 2559 คาดว่าตลาดโดยรวมไม่ค่อยมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งในประเทศอังกฤษ และสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศอื่นๆ ทำให้มองค่อนข้างยากว่าจะไปในทิศทางใด เพราะความไม่แน่นอนทั่วโลกจะส่งผลมาที่ประเทศไทย เนื่องจากต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นปัจจัยหลัก คาดการณ์ว่าตลาดโดยรวมจะลดลงประมาณ 10 %

นอกจากนี้หากมองย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2558 ลูกค้าเร่งซื้อสินค้า เนื่องจากจะมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ในวันที่ 1 มกราคม 2559 ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ทุกค่ายรู้อยู่แล้วว่าตลาดจะเป็นอย่างไร เนื่องจากความต้องการได้ถูกใช้ไปตั้งแต่ปลายปี ทำให้ยอดขายต้นปี 2559 ลดลง ที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด คือ ช่วงเดือน มค.-กพ. ตลาดรถยนต์นั่งลดลงถึง 30 % นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค การปล่อยสินเชื่อของแบงค์ แต่ส่งผลดีกับรถมือสองที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น

บีเอมดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ปี 2558 สร้างสถิติเป็นประวัติศาสตร์ใหม่ โดยมียอดขายรวม 3 บแรนด์ มากกว่า 10,000 คัน แบ่งเป็น บีเอมดับเบิลยู 7,751 คัน มีนี สถิติใหม่ขายมากกว่า 1,000 คัน และบีเอมดับเบิลยู มอเตอร์ราด 1,280 คัน เติบโตสูงสุดถึง 83 % ส่วนปี 2559 ช่วง 2 เดือนแรกของปีถือว่าออกสตาร์ทได้ดีมาก เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 8 % คาดว่าในปีนี้จะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นและสร้างสถิติใหม่อีกครั้ง

 

ฟอร์มูลา : คุณคิดว่าจนถึงปัจจุบัน บีเอมดับเบิลยู ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดในประเทศไทย ?

พฟัลซ์ : บีเอมดับเบิลยู ได้ฉลองครบรอบ 100 ปี เมื่อวันที่ 7 มีค. 2559 ที่ผ่านมา โดยเป้าหมายของ บีเอมดับเบิลยู ไม่ได้มองแค่ระยะใกล้ แต่มองไปในอนาคตอีก 100 ปีข้างหน้า ที่จะมุ่งเน้นการคิดค้นนวัตกรรมแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ดังจะเห็นได้จากการพัฒนาหลายสิ่งที่ออกมาจาก บีเอมดับเบิลยู เป็นการค้นคว้าและผลักดันให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ซึ่งผลพวงของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้สามารถผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือก นำมาซึ่งผลของการได้บแรนด์ใหม่ เช่น ไอ ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน โดยการคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในทุกผลิตภัณฑ์และในทุกขั้นตอนการผลิตอีกด้วย

สำหรับประเทศไทย ปี 2541 บีเอมดับเบิลยู ประเทศไทย เริ่มก่อตั้งปี 2553 ลงทุนสร้างโรงงาน บีเอมดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริง จ. ระยอง เริ่มต้นผลิตรถยนต์ บีเอมดับเบิลยู แค่ 2 รุ่น จนถึงปัจจุบัน 15 ปี โรงงานที่ระยองผลิต บีเอมดับเบิลยู มีนี และบีเอมดับเบิลยู มอเตอร์ราด รวมทั้งหมด 19 รุ่น และยังเป็นโรงงานเดียวในโลกที่ผลิต 3 บแรนด์ ในโรงงานเดียวกัน และปี 2544 เปิดตัวบริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล จำกัด

นอกจากนี้ในกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียม บีเอมดับเบิลยู ยังเป็นผู้นำด้านการขายและบริการ ต่อเนื่อง 11 ปี และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ยังมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว สิ่งหนึ่งเป็นผลจากภาพลักษณ์ของบแรนด์ ลูกค้าให้ความสำคัญในคุณค่าของ บีเอมดับเบิลยู

 

ฟอร์มูลา : คุณวางนโยบายและทิศทางไว้อย่างไรบ้าง ?

พฟัลซ์ : ในเรื่องนโยบายเชิงกลยุทธ์ บีเอมดับเบิลยู มีนโยบายที่เรียกว่า NUMBER ONE STRATEGY ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นหนึ่ง ที่พัฒนาองค์กรของ บีเอมดับเบิลยู ทั่วโลกไปในทิศทางเดียวกัน และได้นำมาใช้เป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยด้วย

หลักการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. ความมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า(CUSTOMER ORIENTATION) ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินความสำเร็จของบริษัท 2. ความรับผิดชอบ (RESPONSIBILITY) พนักงาน คือ กำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัท 3. การให้ความเคารพ เชื่อถือและป็นกลาง (RESPECT, TRUST AND FAIRNESS) ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่ค้าทางธุรกิจ หรือพนักงานด้วยกัน และ 4. ความมีประสิทธิภาพเป็นเลิศ (EFFECTIVENESS) มุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และเพื่อความเป็นเลิศ

ที่ผ่านมา บีเอมดับเบิลยู ประเทศไทย ได้จัดเวิร์คชอพร่วมกันระหว่างโรงงาน ออฟฟิศ กับส่วนงานบริการ เพื่อหาวิธีที่จะมองไปข้างหน้า และพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

นโยบาย NUMBER ONE STRATEGY ส่วนใหญ่ระดับบริหารจะเป็นผู้กำหนด แต่คนที่นำไปปฏิบัติจริง คือ พนักงานที่จะต้องไปสร้างแรงกระตุ้นในการผลักดันให้บรรลุผล ซึ่งการทำงานให้อิสระพนักงานแต่ละส่วนตัดสินใจร่วม หรือถ้าไม่ได้ก็สามารถที่จะปรึกษาร่วมกัน หรือช่วยเหลือกัน เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นและทีมเวิร์คในการทำงาน

แต่สิ่งสำคัญของการทำงานที่ บีเอมดับเบิลยู ประเทศไทย คือ ความหลงใหลในการทำงาน พนักงานต้องมีความรู้สึกรักในงานที่ทำ คิดบวก ฉับไว มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นเลิศ และเปิดกว้าง ยินดีรับฟังความคิดเห็น สิ่งที่อยากเสริม คือ พนักงานต้องมีความสนุกในการทำงาน ไม่ซีเรียส เพราะต้องใช้เวลาในออฟฟิศมากกว่าที่บ้าน ฉะนั้นต้องรู้สึกว่าออฟฟิศเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 สนุกที่จะมาเจอกับเพื่อนร่วมงาน สนุกที่จะทำงาน ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี สิ่งเหล่านี้จะทำให้องค์กรพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ

 

ฟอร์มูลา : คุณมีแผนงานอย่างไร ในการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ?

พฟัลซ์ : ที่ผ่านมา บีเอมดับเบิลยู ประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ได้รับรางวัล การจัดอันดับจาก GLOBAL REP TRAK 100 ให้เป็นบแรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน คือ ปี 2555-2556 และยังได้รับอีกครั้งในปี 2558 นั่นถือเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าทั่วโลกที่มีต่อบแรนด์ เราให้ความสนใจเรื่องความเชื่อมั่นในตัวสินค้าตลอด โดยบริษัทฯ กับตัวแทนจำหน่าย มีการทำความเข้าใจทั้งเรื่องการขายและการให้บริการ ในช่วงที่ผ่านมาดัชนีตัวนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ดูในเรื่อง CSI การขายและการให้บริการเริ่มเข้าไปใกล้ 100 % มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ยังได้ลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของคลังอะไหล่ ซึ่งย้ายไปที่ใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม มีพื้นที่ 14,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่าของเดิม 3 เท่า สามารถส่งออร์เดอร์ได้ 2,000 ไลน์/วัน น่าจะรองรับลูกค้าได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น

ต้นปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ไปหลายรุ่น ตั้งแต่ 330 อี พลัก-อิน ไฮบริด, เอกซ์ 1 ตัวใหม่ล่าสุด และรุ่นพิเศษฉลอง 100 ปี 525 ดี และเอกซ์ 5 สำหรับ มีนี ก็ได้เปิดตัว คอนเวอร์ทิเบิล ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ส่วน บีเอมดับเบิลยู มอเตอร์ราด มี อาร์ ไนน์ ที และเอส 1000 เอกซ์อาร์ ซึ่งเป็นรุ่นที่ประกอบในประเทศไทยล่าสุด ส่วนรุ่นอื่นๆ ที่จะตามในปีนี้ต้องติดตามต่อไป

 

ฟอร์มูลา : กิจกรรมที่จะส่งเสริมความแข็งแกร่งของ บีเอมดับเบิลยู จะเป็นรูปแบบใด ?

พฟัลซ์ : ทรัพย์สินของบริษัท คือ บุคลากร ที่ยุโรป บีเอมดับเบิลยู เป็นบริษัทที่คนอยากเข้ามาทำงานมากที่สุด ซึ่งเรื่องของภาพรวมขององค์กรเป็นสิ่งที่ทำให้คนอยากร่วมงานด้วย ซึ่งอยากนำมาใช้ในไทย โดยพื้นฐานคนเยอรมัน เป็นคนตรง ทำตามระเบียบแบบแผน วางแผนเป็นขั้นตอน คนไทยรักแบบแก้ปัญหาได้

 

ฟอร์มูลา : บีเอมดับเบิลยู ประเทศไทย จะต้องมีการปรับเปลี่ยนในส่วนใดเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ?

พฟัลซ์ : สำหรับ บีเอมดับเบิลยู ส่วนสำคัญที่สุดที่เป็นทรัพย์สินของบริษัทฯ คือ บุคลากร เพราะเป็นมุมมองเดียวกับ บีเอมดับเบิลยู กรุพ ทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญเรื่องของการพัฒนาบุคลากรในองค์กร และในตลาดยุโรป บีเอมดับเบิลยู ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทฯ ที่คนอยากเข้ามาทำงานมากที่สุด หลายปีติดต่อกัน ฉะนั้น สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมองค์กร ก็ต้องทำให้คนอยากเข้ามาทำงาน เราพยายามที่จะนำวัฒนธรรมแบบเดียวกันมาใช้ในประเทศไทย

โดยพื้นฐานของคนเยอรมันขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องความตรง และทำตามระเบียบแบบแผน และมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อันนี้ คือ วิถีชีวิตของความเป็นคนเยอรมัน ซึ่งนำมาผสมผสานกับวัฒนธรรมของคนไทยแล้วมีความยืดหยุ่นสูง และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดี อาจจะมีวิธีในการแก้ไขปัญหาอีกแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไปสู่การแก้ปัญหาได้เหมือนกัน ดังนั้น ทั้งสองวัฒนธรรมก็เข้ากันได้ค่อนข้างดี ทำให้เกิดเป็นทีมเวิร์คในองค์กร ซึ่งผมเน้นมากๆ ว่าการทำงานในองค์กร ไม่ใช่การทำงานส่วนบุคคล แต่เป็นการทำงานเป็นทีม THE TEAM IS STAR คนที่เป็นดาวเด่นของบริษัทฯ ไม่ใช่ตัวบุคคล หากเป็นทั้งทีมที่ทำงานร่วมกัน

 

ฟอร์มูลา : บีเอมดับเบิลยู มีแผนลงทุนสิ่งใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ?

พฟัลซ์ : บีเอมดับเบิลยู มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2543-2558 ลงทุนไปแล้วกว่า 3.7 พันล้านบาท และเมื่อต้นปีได้ลงทุนขยายคลังอะไหล่แห่งใหม่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 14,000 ตารางเมตร ภายในโครงการ บางกอกฟรีเทรดโซน ถนนบางนา-ตราด กม. 23 ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 220 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการด้านลอจิสติคส์ ให้พร้อมรองรับความต้องการด้านบริการของลูกค้า ทั้งในรถยนต์ บีเอมดับเบิลยู มีนี และบีเอมดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในปี 2559 ลงทุนเพิ่มอีก 488 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ บีเอมดับเบิลยู 2 รุ่น ได้แก่ เอกซ์ 5 และเอกซ์ 3 ในประเทศไทยอีก 10,000 คัน จากปัจจุบันมียอดกำลังการผลิตอยู่ที่ 8,000-9,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน โดยปัจจุบัน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย รองรับกำลังการผลิตรถยนต์ได้มากถึง 20,000 คัน/ปี และมอเตอร์ไซค์ 10,000 คัน/ปี

การลงทุนเพิ่มเติม เสริมจากคลังกระจายสินค้า ในส่วนของโรงงานตั้งที่เริ่มเป็นตัวมาในปี 2000 จนถึงปัจจุบัน ก็ลงทุนไป 4,000 ล้านบาท ในปี 2559 จะมีการเพิ่มอีกประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อรองรับการส่งออกของประเทศไทย

ปีนี้เป็นปีแรกของโรงงาน บีเอมดับเบิลยู ระยอง ที่จะส่งรถยนต์ บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 3 กับ เอกซ์ 5 พวงมาลัยซ้าย ไปที่ประเทศจีน ฉะนั้นจึงขยายเพื่อมารองรับการส่งออกที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลที่ต้องส่งจากประเทศไทย ข้อแรก คือ ความยืดหยุ่นของโรงงานที่ระยอง เพราะเป็นโรงงานเดียวของ บีเอมดับเบิลยู ทั่วโลกที่ประกอบรถยนต์รุ่นนี้ เราเห็นว่ามีความยืดหยุ่นสูงมากในปรับเปลี่ยนโมเดลไลน์การประกอบ

นอกจากนั้นโรงงานที่ระยองมีคุณภาพของผลิตภัณฑ์เทียบเท่าโรงงานใหญ่ของสหรัฐอเมริกา และยุโรป เราเชื่อมั่นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบในเมืองไทย คือ มาตรฐานของ บีเอมดับเบิลยู ทั่วโลก ในประเทศไทยเราประกอบตั้งแต่ เอกซ์ 1 เอกซ์ 3 เอกซ์ 4 เอกซ์ 5

 

ฟอร์มูลา : คุณวางเป้าหมายส่วนตัวในการบริหารงานในประเทศไทยอย่างไร ?

พฟัลซ์ : อยากเห็นทั้ง 4 มุม ได้แก่ ลูกค้า ผู้จำหน่าย/ซัพพลายเออร์ พนักงานของ บีเอมดับเบิลยู ประเทศไทย และสำนักงานใหญ่ที่มิวนิค ทั้ง 4 องค์ประกอบ มีความสุขในการร่วมงานกับ บีเอมดับเบิลยู

 

ฟอร์มูลา : คุณรู้สึกอย่างไรกับการทำงานในประเทศไทย ?

พฟัลซ์ : อยากเปรียบเทียบประสบการณ์กับอีกประเทศหนึ่ง คือ อาร์เจนตินา ซึ่งผมเคยประจำอยู่ที่นั่น ว่ามีความคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจำหน่ายรถยนต์ที่ค่อนข้างมีขึ้นมีลง เหมือนในประเทศไทย แต่เรื่องที่คล้ายกันมากๆ คือ บุคลากรในองค์กร แม้แต่ตัวผู้จำหน่ายเองก็มีความกระตือรือร้นในการทำงาน มีความรู้สึกหลงใหลในการทำงานที่เหมือนกัน



------------------------------
เรื่องโดย : นุสรา เงินเจริญ
ภาพโดย : สายชล อรรถาเวช
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2559
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/S80KH

Follow autoinfo.co.th