บทความ

โตโยตา รัฟโฟร์ ไฮบริด


โตโยตา เริ่มบุกตลาดคอมแพคท์ เอสยูวี ในปี 1996 ด้วย รัฟโฟร์ ที่สามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย เป็นผู้นำตลาดรถยนต์ประเภทนี้นานถึง 2 ปีในสหรัฐอเมริกา ก่อนที่ ฮอนดา ซีอาร์-วี จะเข้ามาแบ่งยอดขายในปีถัดมา ตามมาด้วย ฟอร์ด เอสเคพ ที่เปิดตัวในปี 2000

โตโยตา ผลิต รัฟโฟร์ สายพันธุ์ที่ 4 เริ่มออกจำหน่ายในปี 2013 และเมื่อถึงเวลาปรับโฉมก็ได้นำระบบไฮบริด เข้ามาสู่สายการผลิต รัฟโฟร์ ด้วย

รูปทรงได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม ด้านหน้าใหม่แลดูแปลกตา เส้นสายฝากระโปรงหน้าที่มีลักษณะสูงขึ้น ภาพโดยรวมจะให้ความรู้สึกที่สูงและกว้างขึ้น

ห้องโดยสารมีการออกแบบใหม่ รวมทั้งสีสันภายใน ระหว่างมาตรวัดความเร็วและวัดรอบ จะมีจอขนาด 4.2 นิ้ว เพื่อแสดงค่าต่างๆ ที่น่าสนใจในขณะขับขี่ นอกจากนี้ ยังมีจอแบบทัชสกรีน ขนาด 7 นิ้ว สำหรับความบันเทิงและเป็นระบบนำทาง รวมถึงแสดงการทำงานของระบบไฮบริด แบบเรียลไทม์ด้วย พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถมีเนื้อที่ 36 ลูกบาศก์ฟุต และเมื่อพับเบาะหลังลงจะเพิ่มเป็น 71 ลูกบาศก์ฟุต โดยมีพื้นที่บรรทุกน้อยกว่ารุ่นที่ไม่ใช้ระบบไฮบริด อยู่เพียงแค่ 3 ลูกบาศก์ฟุต

ระบบไฮบริด จะติดตั้งอยู่ในรุ่น เอกซ์แอลอี และลิมิเทด เครื่องยนต์ตัวนี้รวมไปถึงโครงสร้างตัวถังใช้งานร่วมกับ เลกซัส เอนเอกซ์ 300 เอช โดยที่ รัฟโฟร์ ในรุ่นไฮบริด จะมีแต่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ออลล์วีลดไรฟ เท่านั้น โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน ความจุ 2.5 ลิตร 16 วาล์ว 150 แรงม้า แรงบิด 21.0 กก.-ม. มอเตอร์ไฟฟ้าจะมีอยู่ 2 ตัว ให้พลัง 141 แรงม้าที่ล้อคู่หน้า และ 67 แรงม้าที่ล้อคู่หลัง กำลังโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 194 แรงม้า โดยที่มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและหลัง จะไม่มีกลไกเชื่อมโยงการทำงานซึ่งกันและกัน ซึ่งระบบนี้เรียกว่า AWD-I แยกกันทำงานระหว่างมอเตอร์ด้านหน้าและหลัง ให้เป็นไปอย่างราบรื่น นุ่มนวล โดยจะใช้ล้อคู่หน้าในการขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา ระบบจะสังเกตดูความต้องการของผู้ขับขี่และตำแหน่งทิศทางของพวงมาลัย เพื่อเตรียมให้ล้อคู่หลังมีการส่งกำลังขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ล้อหน้าจะเริ่มเกิดอาการหมุนฟรี และทำให้รถเสียการทรงตัว กำลังไฟฟ้าจะถูกเก็บอยู่ในแบทเตอรี แบบนิคเคิล เมทัล-ไฮดไรด์ ระบบถ่ายทอดกำลังแบบซีวีที การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่น การควบคุมบังคับทำได้ดี ให้ความรู้สึกสปอร์ทในการขับขี่ แต่ในขณะที่ขับบนถนนคดเคี้ยว ต้องเพิ่มความตื่นตัวจากที่ระบบไฮบริด ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาถึง 145 กก. ส่งผลให้ตัวรถมีอาการโยนตัวมากกว่ารุ่นปกติ

แม้ว่าต้องแบกน้ำหนักตัวถึง 1,793 กก. แต่อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 8.1 วินาที เร็วกว่า รัฟโฟร์ รุ่นปกติอยู่ 1 วินาที ระยะควอร์เตอร์ไมล์ใช้เวลา 16.5 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 184 กม./ชม. ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองและบนไฮเวย์ 14.3/13.0 กม./ลิตร ทำได้ดีกว่า เลกซัส เอนเอกซ์ 300 เอช อยู่ 0.35 กม./ลิตร โดยที่ รัฟโฟร์ มีน้ำหนักเบากว่า เลกซัส อยู่ 104 กก. และโดยเฉลี่ยทำได้ดีกว่า รัฟโฟร์ รุ่นปกติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ อยู่ถึง 3.4 กม./ลิตร

โตโยตา รัฟโฟร์ ใหม่ มาพร้อมระบบความปลอดภัย TOYOTA SAFETY SENSE ซึ่งเป็นการนำระบบความปลอดภัยต่างๆ มารวมและทำงานสอดคล้องกัน ประกอบด้วย ระบบป้องกันการชน, ระบบตรวจจับการชนด้านหน้า, ระบบป้องกันการขับขี่ออกนอกช่องทาง, ระบบไฟหน้าปรับสูง/ต่ำ โดยอัตโนมัติ, ระบบป้องกันการชนคนที่เดินอยู่บนถนน และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ พร้อมเรดาร์ตรวจจับ

รัฟโฟร์ ไฮบริด รุ่นใหม่นี้ น่าจะทำยอดขายได้อย่างน่าพอใจไม่แพ้รุ่นพี่ๆ ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้รถคอมแพคท์ เอสยูวี มาโดยตลอด

 

คุณรู้หรือไม่ ?

จากเดิมความรู้สึกที่แป้นเบรคในรถไฮบริด จะแตกต่างจากรถปกติ เนื่องจากรุ่นไฮบริด ในขณะเบรคจะมีการส่งพลังงานกลับไปเก็บไว้ที่แบทเตอรี ทำให้ขั้นตอนปรับการทำงานของเบรค ด้วยสัดส่วนของไฮดรอลิคของระบบ ทำได้ค่อนข้างซับซ้อนมากขึ้น แต่ในรถไฮบริดรุ่นใหม่ของ โตโยตา ได้รับการปรับปรุงในจุดนี้ ให้มีการเบรคที่นุ่มนวล และราบรื่นมากขึ้น



------------------------------
เรื่องโดย : จูลีเอตตา
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2559
คอลัมน์ : ผลทดสอบต่างแดน
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/79Q28

Follow autoinfo.co.th