บทความ

เหมือนจะดี


สรุปไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ 2 เดือนแรกของปี ดูเหมือนว่าจะหาทางไปไม่ได้ เริ่มต้นเดือนแรกของปี ยอดหดตัวลงไปถึง 13.6 % พอเดือนที่ 2 ฟื้นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง หดตัวเหลือแค่ 10.5 % แต่พอเข้าเดือนที่ 3 มีนาคม กลับฟื้นขึ้นมาหดตัวเหลือเพียง 2.0 % รวม 3 เดือนสรุปว่าหดตัวเพียง 8.2 % เท่านั้น ขายกันได้ 3 เดือน 176,908 คัน โดยเดือนมีนาคม ขาย 55,472 คัน

ตัวเลขที่ทำท่าเหมือนจะดีนี้ มีส่วนสนับสนุนโดยตัวเลขของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม MPI เดือนมีนาคม ที่ผลผลิตกลับมาขยายตัวเป็นบวก 1.83 % หลังจากติดลบใน 2 เดือนแรก แถมด้วยอัตราการใช้กำลังการผลิต CAPACITY UTILIZATION RATE สูงที่สุดในรอบ 3 ปี โดยอุตสาหกรรมที่ส่งผลให้ดัชนีกลับมาเป็นบวก ที่สำคัญ มีเครื่องยนต์สำหรับยานยนต์ผลิตเพิ่มขึ้น 12.01 % โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีปัจจัยจากความนิยมของตลาดในประเทศสำหรับพิคอัพรุ่นใหม่ รวมถึงตลาดต่างประเทศที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น จากตลาดตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา และยุโรป

ส่วนรถยนต์ มีการผลิตเพิ่มขึ้น 5.02 % จากสินค้าประเภทรถพิคอัพ เนื่องจากมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงในไตรมาสแรก คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ ที่แม้ว่าการผลิตในไตรมาสแรกจะชะลอตัวลง ซึ่งเป็นการลดลงของตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวลง แต่ก็คาดการณ์ว่า ในไตรมาส 2 จะมีการผลิตรถยนต์ประมาณ 490,000 คัน เพิ่มขึ้น 19.30 % โดยเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 260,000 คัน เพิ่มขึ้น 51.76 % และเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณ 230,000 คัน ลดลง 7.20 %

เลี้ยวมาถึงเรื่องของอุตสาหกรรมแล้ว ขอแถมอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ คือ อุตสาหกรรมเหล็ก ที่ถือว่ายังเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญของไทย และมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปลายน้ำที่หลากหลาย เช่น ก่อสร้าง และยานยนต์ โดยในปี 2559 ความต้องการเหล็กในไทยมีแนวโน้มเติบโตเล็กน้อยจากปี 2558 ทั้งนี้ การที่ความต้องการเหล็กมีทิศทางที่ดีขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจากการใช้เหล็กก่อสร้าง ที่มีจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณการใช้เหล็กทั้งหมด มีแนวโน้มขยายตัว สะท้อนได้จากปริมาณการใช้เหล็กก่อสร้าง (ไม่รวมบางรายการที่ผลิตจากเหล็กแผ่นรีดร้อน) เช่น เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 กลับมาขยายตัวถึง 12.0 % จากที่ 5 เดือนที่ผ่านมา หดตัวโดยเฉลี่ย 17.4 % ต่อเดือน (ข้อมูลจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย) เป็นผลมาจากการที่ภาครัฐพยายามเร่งรัดการลงทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม ทั้งโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่ จึงทำให้ความต้องการเหล็กก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้น

ส่วนความต้องการใช้เหล็กอีกกลุ่มหนึ่ง คือ เหล็กอุตสาหกรรม น่าจะมีเพียงความต้องการเหล็กเกรดพิเศษในกลุ่มยานยนต์ ที่มีทิศทางขยายตัวเล็กน้อย ขณะที่ ความต้องการเหล็กอุตสาหกรรมอื่นๆ มีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยอาจจะมีแรงฟื้นตัวไม่สูงนัก ประกอบกับทิศทางตลาดส่งออกน่าจะยังอ่อนแรง เห็นได้จากปริมาณการใช้เหล็กแผ่นรีดเย็น ซึ่งเป็นเหล็กที่มักนำไปผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2559 พบว่ายังหดตัวถึง 16.9 % หรือมีปริมาณ 0.41 ล้านตัน

จากความต้องการเหล็กเกรดพิเศษในกลุ่มยานยนต์น่าจะขยายตัว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดว่าความต้องการใช้เหล็กในไทยในปี 2559 น่าจะมีปริมาณ 16.65-17.0 ล้านตัน ซึ่งอยู่ในกรอบหดตัว 0.5 % ถึงขยายตัว 1.5 % ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากที่หดตัว 3.5 % ในปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ผลิตเหล็กอุตสาหกรรมในไทยควรเน้นการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่ม OEM (ORIGINAL EQUIPMENT MANUFACTURERS) มากขึ้น เพื่อเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตและเทคโนโลยีใหม่ๆ จากบริษัทแม่ที่ต่างประเทศ คาดว่าความต้องการใช้เหล็กในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนในปี 2559 มีทิศทางขยายตัวราว 1.2-2.8 % หรือมีปริมาณราว 3.04-3.08 ล้านตัน จากปี 2558 มีปริมาณ 3.0 ล้านตัน

ก็ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้สภาวะทางการเมืองสงบนิ่งอยู่อย่างนี้ตลอดทั้งปี จะทะเลาะเบาะแว้งกัน ก็ขอแค่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้นเป็นพอ เพื่อให้สภาวะทางอุตสาหกรรมยานยนต์ของเรา ก้าวไปข้างหน้าได้เสียที แทนที่จะจมนิ่งอยู่กับสภาพเศรษฐกิจอึมครึม ที่ชวนให้นักการตลาดจ้องอึมครึมตามไปด้วย



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2559
คอลัมน์ : โค้งอันตราย
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/ZzHLQ

Follow autoinfo.co.th