บทความ

การควบคุมแห่งอนาคต ?


เท่าที่จำความได้นั้น การออกแบบห้องโดยสารของรถยนต์เมื่อครั้งผู้เขียนยังเป็นเด็กในยุค 70 นั้น เรียบง่าย ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน และอยู่เป็นที่เป็นทางของมัน ยกเว้น รถจากประเทศฝรั่งเศสก็แล้วกัน รายนั้นชอบที่จะคิดต่างไปจากเพื่อนพ้อง อาทิ การย้ายแป้นกดแตรไปอยู่ตรงก้านไฟเลี้ยว ซึ่งนับจนถึงทุกวันนี้ก็ยังขบขันถึงไอเดียที่คนฝรั่งเศสคงจะมีนิสัยขับรถไป กดแตรไปตลอดเวลา

หรือแม้กระทั่งค่าย เมร์เซเดส-เบนซ์ ก็คิดค้นวิธีการรวบหน้าที่ของก้านไฟเลี้ยวเข้ากันกับชุดควบคุมใบปัดน้ำฝนในก้านเดียวกัน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ตัดปัญหาด้านความสับสนว่าก้านไฟเลี้ยวอยู่ตรงไหน ในกรณีที่มีรถยนต์หลายคันได้ชะงัดนัก แต่ส่วนใหญ่แล้วรถยนต์ในยุคนั้นก็ไม่มีการออกแบบอะไรซับซ้อน ไม่ว่าใครก็สามารถที่จะขับรถคันไหนก็ได้ โดยที่ไม่ต้องเรียนรู้อะไรใหม่

ต่างจากยุคทศวรรษต่อๆ มาที่มีการนำระบบอีเลคทรอนิคส์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบภายในห้องโดยสาร จากลูกบิด ก้านโยก ก็ถูกแทนที่ด้วยปุ่มระบบสัมผัสนานาชนิด และยังเพิ่มเติมด้วยการนำเสนอปุ่มควบคุมหน้าที่อื่นๆ อีกมากมาย แม้จะน่าตื่นตาตื่นใจแต่ก็ชวนให้สับสน โดยเฉพาะเมื่อมีการนำเอาระบบนำทางผ่านดาวเทียม ระบบเครื่องเสียงสมัยใหม่ และระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ามาติดตั้งในรถ โดยเพิ่มจำนวนปุ่มกดเข้าไปอย่างเต็มที่ (สร้างความรู้สึกล้ำให้แก่ผู้เป็นเจ้าของได้ไม่น้อย ส่วนจะสับสนหรือไม่ ก็ไม่ทราบ)

กระแสปุ่มกดได้ชะงักลง (แต่บางรุ่นบางยี่ห้อก็ยังคลั่งปุ่มอยู่ ถ้าไม่เชื่อลองไปดู โพร์เช พานาเมรา) เมื่อ ค่าย บีเอมดับเบิลยู ภายใต้การนำของ คริส เบงเกิล ในช่วงต้นยุคมิลเลนเนียม (ทศวรรษที่ 2000) ได้นำเสนอนวัตกรรมที่เรารู้จักกันในชื่อของ ไอดไรฟ ลูกบิดอัจฉริยะ ที่ทำงานประสานไปกับระบบเมนูที่แสดงผลบนหน้าจอ และผลที่ได้ คือ การลดจำนวนปุ่มกดลงอย่างมากมาย แม้จะได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางไม่ค่อยดี ในเรื่องความสลับซับซ้อนของการเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ เพราะหลักการและรูปแบบการทำงานนั้น ยังคงวางอยู่บนพื้นฐานความคิดของระบบเมนูที่เราเห็นได้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคนั้น การจะเข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้นั้น ต้องเดินทางผ่านเส้นทางที่เป็นระเบียบเจาะลึกเข้าไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีความน่าเบื่ออยู่บ้าง แต่ระบบไอดไรฟได้วางรากฐานให้กับการออกแบบห้องโดยสารสมัยใหม่อย่างที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้ จะเห็นได้จากการถูกลอกเลียนแบบอย่างกว้างขวาง จนถือเป็นแม่แบบของระบบควบคุมระบบความบันเทิง และการสื่อสารของรถในปัจจุบันนี้แทบทุกคันก็ว่าได้

นวัตกรรมต่อมา คือ ระบบสัมผัสในยุคที่ใช้ระบบสัมผัสแบบ “ทัชสกรีน” ถือเป็นสิ่งสามัญจากการที่ประชากรโลกนั้นล้วนแล้วแต่หันมาใช้สมาร์ทโฟนกันถ้วนหน้า จะหาใครที่ยังยึดติดกับโทรศัพท์แบบกดปุ่มเดิมๆ นั้นหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ระบบควบคุมภายในรถก็เช่นกัน ทัชสกรีน ได้เข้ามาครอบครองพื้นที่บนแดชบอร์ดรถยนต์ เพราะใช้งานได้ง่าย และตรงไปตรงมาที่สุด

อันที่จริงแล้วในอดีตเราได้เห็นระบบทัชสกรีนในรถยนต์กันมาบ้าง ในรูปแบบของชุดเครื่องเสียงแบบ อาฟเตอร์มาร์เกท แต่ในยุคก่อนนั้น ยังทำงานได้ไม่เฉียบคมมากนัก

จนกระทั่งเมื่อได้เทคโนโลยีแบบจอคาพาซิทีฟ (CAPACITIVE SCREEN) ที่ให้การตอบสนองที่เฉียบคม และระบบประมวลภาพที่ฉับไว จึงจะสามารถใช้งานได้ง่ายไม่แตกต่างจากสมาร์ทโฟน จอทัชสกรีนขนาดยักษ์ ที่ใหญ่เสียยิ่งกว่าจอไอแพดพโรในรถไฟฟ้า เทสลา นับเป็นตัวอย่างที่ดีของโลกในยุคต่อไป

หากจะเปรียบเทียบการทำงานว่าระบบใดใช้งานได้ง่ายกว่ากัน ระหว่างลูกบิด ไอดไรฟ กับจอทัชสกรีน ก็อยากจะให้ลองกดเบอร์โทรศัพท์ดูก็แล้วกัน แล้วจะเข้าใจว่า ใครสะดวกกว่ากัน ระหว่างการกดแบบเป็นธรรมชาติ กับการค่อยบิดหาตัวเลขไปเรื่อยๆ ของระบบไอดไรฟ แต่ทางฝั่งระบบลูกบิดก็สามารถโต้แย้งได้ว่า ในขณะที่รถยนต์เคลื่อนที่อยู่นั้นมีความสั่นสะเทือน การเอื้อมมือไปจิ้ม ไปกด จะขาดความแม่นยำได้ แสดงว่าบางครั้งก็ต้องยอมรับว่ามีบางกรณีที่มีความได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่

ปัจจุบัน จากการก้าวเข้ามาของระบบปฏิบัติการแอพเพิล คาร์พเลย์ และระบบแอนดรอยด์ ออโท ที่มีประสิทธิภาพ และสะดวกต่อการใช้งาน ทำให้เป็นที่ยอมรับกันว่า โลกดิจิทอลนั้นจะไม่สามารถแยกออกจากโลกยานยนต์ได้อีกแล้ว ระบบกลไกต่างๆ จะถูกแทนที่ด้วยระบบดิจิทอล และจอภาพจนหมดอย่างแน่นอน ไม่ต่างไปจากโลกของโทรศัพท์มือถือที่กลายสภาพเป็นจอภาพสี่เหลี่ยมไปจนหมด ไม่มีรูปทรงแปลกตามาให้เลือกเล่นอีกต่อไป

อีกนวัตกรรมหนึ่งที่มีความพยายามพัฒนาเพื่อให้การใช้งานรถยนต์สมัยใหม่ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น ก็เห็นจะเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง (VOICE COMMAND) ระบบนี้หากจะว่ากันตรงๆ ก็ต้องยอมรับว่า ในช่วงต้นนั้นระบบยังใช้งานได้ยาก เนื่องจากต้องการการออกเสียงที่แม่นยำ จึงทำให้ไม่ได้รับความนิยม แต่จากการพัฒนาพโรแกรมด้านการวิเคราะห์ฐานข้อมูลเสียง ดังที่เราสามารถเห็นได้ในระบบปฏิบัติการ IOS ที่สามารถสั่งให้โทรศัพท์ไอโฟน พิมพ์ข้อความด้วยเสียงได้อย่างแม่นยำ (อยากให้ท่านผู้อ่านลองใช้ดู เป็นปุ่มรูปไมโครโฟนข้างๆ แป้นเคาะวรรค) และเมื่อทำงานร่วมกับระบบ SIRI (SPEECH INTERPRETATION AND RECOGNITION INTERFACE) หรือระบบแปล และตีความคำพูดที่ฉลาดขึ้นทุกวัน จะช่วยทำให้การสั่งงานโทรศัพท์ ค้นหาเพลง และค้นหาเส้นทาง ทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนั้น SIRI ยังสื่อสารแบบมนุษย์มากขึ้นทุกวัน อาทิ พอคุณบอกว่า “หิวกาแฟจังเลย” SIRI จะแนะนำร้านกาแฟใกล้ตัวคุณทันที จึงไม่น่าแปลกใจว่า เด็กรุ่นใหม่ (โดยเฉพาะที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ) ชอบใช้ระบบ SIRI ในการค้นหาข้อมูลเรื่องทั่วๆ ไปมากกว่าใช้นิ้วพิมพ์เสียอีก (SIRI เป็นภาษานอร์เวย์ แปลว่า สาวสวยผู้นำคุณสู่ความสำเร็จ นับว่าเป็นชื่อที่เป็นสิริมงคลไม่น้อย)

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจ คือ การนำแนวคิดภาพเสมือนซ้อน (AUGMENTED REALITY) ซึ่งนำเสนอโดย ไพโอเนียร์ และต่อมา คือ แจกวาร์ และ แลนด์ โรเวอร์ ภายใต้แนวคิด กระจกหน้าแสดงภาพเสมือน (VIRTUAL WINDSCREEN) ซึ่งสามารถนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และเพิ่มรสชาติในการขับขึ้นไปซ้อนบนกระจกหน้าได้ อาทิ นอกจากการนำทางแล้ว บนทางหลวงที่เวิ้งว้างน่าเบื่อ ก็สามารถที่จะสร้างรถดิจิทอลวิ่งนำเป็นเพื่อนร่วมทางได้ หรือในกรณีของ แลนด์ โรเวอร์ การลุยที่มองไม่เห็นพื้นด้านหน้า อาจจะเป็นการไต่ก้อนหิน กระจกก็สามารถนำเสนอภาพของพื้นซ้อนไปกับฝากระโปรงหน้า จนดูราวกับฝากระโปรงหน้าโปร่งแสง (TRANSPARENT BONNET) นับเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยม แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีการนำไปใช้จริง

จะเห็นได้ว่า ระบบอัจฉริยะต่างๆ ในรถยนต์นั้น เอากันจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทรถยนต์ แต่เป็นการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ โดยบริษัทเล็ก และใหญ่อีกมากมาย แล้วจึงนำเสนอให้กับบริษัทรถยนต์ และล่าสุดนี้เราก็ได้เห็นระบบสั่งการใหม่ที่หลายๆ คนคิดว่าจะเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมในอนาคต นั่นคือ ระบบสั่งการด้วยท่าทาง (GESTURE CONTROL) ดังที่เห็นใน บีเอมดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ใหม่ (แม้จะใช้ระบบไอดไรฟในการควบคุม แต่ก็สามารถกดสั่งงานแบบทัชสกรีนได้โดยตรงที่จอภาพแล้ว)

แนวคิดเรื่องของระบบสั่งงานด้วยท่าทางนี้ ในระยะแรกนี้จากการทดลองใช้พบว่า ยังจำกัดอยู่ในเรื่องไม่กี่เรื่อง อาทิ ควบคุมระดับเสียงของระบบเครื่องเสียง และการรับหรือวางสายโทรศัพท์ โดยการทำงานนั้นได้ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติไว้บนเพดานรถ ซึ่งสามารถจับท่าทางการเคลื่อนที่ของมือได้หากเคลื่อนเข้ามาในระยะที่กำหนด โดยหากสะบัดออก คือ “วางสาย” หากทำท่าจิ้มไปที่จอก็คือ “รับสาย” หากชี้นิ้วแล้วควงมือวนๆ ก็คือ “ปรับเสียง” เป็นต้น

หากถามว่าให้ความรู้สึกเหมือน พ่อมดน้อย แฮร์รี พอทเตอร์ ไหม ? ก็ต้องบอกว่า คล้าย แต่หากถามว่าพอใจไหม ? ก็ต้องตอบว่า “ยัง” เพราะการทำงานยังคงหน่วง ตื้อๆ ไม่ตอบสนองตามที่ใจสั่ง และเทียบกับการกดปุ่มสั่งงานโดยตรงที่พวงมาลัยยังไม่ได้ แต่เชื่อว่า สักวันระบบนี้จะตอบสนองได้ฉับไว ใช้งานได้ดีขึ้น และสามารถสั่งงานจากระยะที่ไกลขึ้นได้ เหมือนในภาพยนตร์เรื่อง มิสชัน อิมพอสซิเบิล ตอน โกสต์ พโรโทคอล ที่เป็นตัวอย่างของการใช้ระบบสั่งงานด้วยท่าทาง ผสานเข้ากับระบบภาพเสมือนนั่นเอง

คนรุ่นเก่าก้าวเข้าสู่วัยทองอาจจะรู้สึกว่า มันจะอะไรกันนักหนา แต่ก็ต้องยอมรับเถอะว่า โลกมันก้าวหน้าไปเร็วมาก ยุคต่อไปไม่ต้องรณรงค์ให้คน “ขับไม่โทร” กันแล้ว เพราะรถทุกคันในอนาคตจะมาพร้อมระบบบลูทูธ ที่สามารถคุยแบบไร้สายได้ทันที (ที่จะต้องรณรงค์ คือ อย่าไลน์ไปขับไป) หรือถ้าสมัยนี้ ยังมีคนต้องเขียนแผนที่ให้กันอีกหรือเปล่า เพราะขณะนี้จะไปไหนก็แค่ “แชร์โลเคชัน” จะซับซ้อนยังไงก็ไปถึง นี่คือ พลังงานของอุตสาหกรรมดิจิทอล และถ้ารถยนต์ค่ายใดไม่สามารถก้าวหน้าได้เร็วเท่ากับอุตสาหกรรมดิจิทอลแล้วละก็ คนรุ่นใหม่ไม่เอาแน่นอน ฟันธง !



------------------------------
เรื่องโดย : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มิถุนายน ปี 2559
คอลัมน์ : รู้ลึกเรื่องรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/c47nO

Follow autoinfo.co.th