บทความ

กามารมณ์สัญจร


ท่านพุทธทาสภิกขุแห่งโมกขพลาราม บัญญัติคำว่า “อัสมิมานะ” ทางพระพุทธศาสนาว่า “ปมเขื่อง” เป็นการถือตัวว่า นี่ฉัน นี่กู กูเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นการถือเขาถือเรา มีอิทธิพลเหนือชีวิต เป็นต้นตอของแทบจะทุกเรื่อง

ช่วงเวลานี้ อยู่ระหว่างการบวชเรียนเพื่อเข้าไปศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพุทธมามกะ หากว่างและไม่รู้จะพักผ่อนอย่างไร ก็ลองมาเยือนโมกขพลารามของท่านพุทธทาสภิกขุ

ท่านภิกขุผู้คงแก่เรียน กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้เมื่อเดือนสิงหาคม 2493

เมื่อสุนัขตัวหนึ่งหมอบกราบเข้าไป แม้จะเป็นสุนัขพลัดถิ่นมา สุนัขอีกตัวหนึ่งก็ปราณีหรือยอมรับเป็นลูกน้อง สุนัขตัวเล็กหรือตัวเมีย ที่กล้าไปสัมผัสจมูกสุนัขหัวโจกได้ ก็เพราะมันแน่ใจว่า สุนัขหัวโจกนั้นยอมรับรองในความมีปมเขื่องของมัน

“มิตรภาพ” เป็นเพียงความรู้สึก ในเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า ต่างฝ่ายต่างจะช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องกันและกัน

เมื่อฝ่ายใดแสดงอาการผิดไปจากนี้ ความรู้สึกที่เป็นมิตรภาพของอีกฝ่ายหนึ่งก็จะหมดไปทันที

แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งยอมลดตัวลงไปเป็นผู้หล่อเลี้ยงปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้มากกว่าธรรมดา หรือมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง มิตรภาพของอีกฝ่ายหนึ่งก็จะทวีขึ้นจนเปลี่ยนหน้าตากลายเป็นความรัก หรือ ความเอ็นดูปราณี

ดังนี้ จงพิจารณาเถิด จะเห็นว่ากฎเหล่านี้เหมือนกันทั้งคนและสัตว์ แต่ที่มีอยู่ในคนนั้น แนบเนียนกว่า เพราะเหตุว่า คนเรามีมารยามากกว่าสัตว์

คู่ผัวตัวเมียอยู่กันไปได้ กระทั่งเป็นพ่อบ้านแม่เรือน หาใช่เพราะอำนาจแห่งกามารมณ์ไม่ แต่ที่อยู่กันไปได้ก็เพราะปมเขื่องของกันและกัน ได้รับความเอื้อเฟื้อจากแต่ละฝ่ายโดยสมดุล

แม้รายที่ภรรยาข่มสามีเยี่ยงทาส ก็หาใช่เพราะสามีทนอยู่เพื่อเห็นแก่กามารมณ์ไม่ แม้นปมเขื่องของสามีถูกลดไปทางด้านนี้ ก็ต้องไปมีทางออกด้านใดด้านอื่น เช่น ด้านสังคม เป็นต้น ซึ่งภรรยาใจร้ายนั้น คงไม่ได้ปิดทางออกเสียหมด

การที่จะทนอดกลั้นเพื่อเห็นแก่ลูกๆ หรือเพื่อรักษาชื่อเสียงครอบครัว อันเป็นภาระหน้าที่ของตนโดยตรง จะเป็นการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องในส่วนนี้เอาไว้ ดังนี้แล้วก็อยู่กันไปได้

แต่ถ้าฝ่ายภรรยาสามารถปิดทางออกได้หมดทุกๆ ประตู สามีจะต้องแยกออกไป หรือมิฉะนั้นก็ต้องตาย จะเป็นพระอรหันต์ผู้หมดอัสมิมานะในครอบครัวนั้นไม่ได้

เพราะปมเขื่อง หรืออัสมิมานะที่สมบูรณ์เต็มที่นั้น เป็นชีวิตปุถุชน

การทะเลาะวิวาทในครอบครัวเกิดขึ้น ก็เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการปมเขื่องมากเกินไป หรือไม่ก็เป็นเพราะต้องการจะป้องกันไว้ ซึ่งปมเขื่องแห่งตน

ครอบครัวที่ปราศจากการทะเลาะโดยสิ้นเชิง ว่าโดยเรียบง่ายก็คือ ครอบครัวที่แต่ละคนรู้จักควบคุมอัสมิมานะของตน หาใช่เพราะเห็นแก่กามารมณ์

“กามารมณ์” ไม่อาจใช้เพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยของครอบครัว เพราะเป็นความต้องการขยายตัวของปมเขื่องอันปราศจากขอบเขต

การประพฤติผิดในกาม แทบทั้งหมดเกิดจากความต้องการของปมเขื่อง ในอันที่จะให้ตนได้รับการบำเรอจากสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีขอบเขตจำกัด

การประพฤติผิดในกามนี้ มิได้หมายเฉพาะเรื่องเพศของผู้ใหญ่อย่างเดียว แม้เด็กเล็กๆ ที่ยังไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ ก็มีเช่นกัน และนั่นคือการล่วงเกินของรักของคนอื่น ด้วยการจับฉวยลูบคลำ เป็นต้น เช่น เด็กคนหนึ่งรักตุ๊กตา หรืออะไรของเขาก็ตาม หรือแม้แต่ดินสอ อย่างสุดหัวใจ เด็กอีกคนหนึ่งต้องไม่ล่วงเกิน เป็นต้น

ซึ่งทำให้เด็กที่เป็นเจ้าของ บังเกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับที่คนรู้สึก เมื่อรู้ว่ามีใครมาทำชู้ด้วยภรรยาของตน

ฉะนั้นในการให้เด็กสมาทานศีลข้อที่ 3 นี้ แม้จะเป็นเด็กเล็กๆ ก็ต้องอธิบายความหมายแก่เขาเช่นนี้

“ไม่ล่วงเกินของรักของผู้อื่นทุกชนิด”

การล่วงล้ำเข้าไปในเขตของรักของผู้อื่น ก็คือความต้องการของปมเขื่องที่ไหลออกเกินขอบเขต หรือไม่มีขอบเขต ในการที่จะแสดงความเขื่องของตน ด้วยการให้ตนได้รับการบำเรอโดยทุกทางส่วน แม้การล่วงเกินเพราะการแก้แค้น หรืออะไรทำนองนั้น ย่อมเป็นเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อความแก้แค้น เป็นต้น

ดังกล่าวแล้ว นิสัยสันดานเจ้าชู้แต่กำเนิด ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเมาปมเขื่อง ด้วยความสำคัญผิดขนาดเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง

ความหน้ามืดในทางกามารมณ์ ที่เป็นอันตรายของสังคมอยู่บ่อยๆ ก็คือความเดือดคลั่งของปมเขื่องในทางที่ต้องการให้ตัวเองได้รับการบำเรอตามธรรมชาติ หากแต่ว่าในกรณีเช่นว่านี้ สูงถึงขนาดไร้ความสำนึก

เรื่องราวระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายนั้น ถ้ามองด้วยความเที่ยงธรรมก็ต้องมองย้อนกลับไปถึงอดีตของมนุษย์ ตั้งแต่ยุคสมัยที่มนุษย์ยังชีพด้วยการล่าสัตว์และหาของป่า ผู้หญิงเป็นผู้หาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัวเสียเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้นความสำคัญหรือบทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นย่อมเท่าเทียมกับผู้ชาย หรือบางทีอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป

และเมื่อเรามองเปรียบเทียบถึงเรื่องอำนาจ มองสถานภาพของผู้หญิงกับผู้ชายก็จะเห็นว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายเลย

หรือเมื่อเรามองทางด้านสรีระ หรือองค์ประกอบทางร่างกาย หรือชีวภาพ ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดให้เห็นชัดเจนว่า งานหรือภารกิจของผู้ชายและผู้หญิงย่อมจะแตกต่าง เป็นต้นว่า ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายตั้งท้องเพื่อผลิตสมาชิกให้แก่สังคม

งานของผู้หญิงจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับบริเวณกระท่อมที่อาศัย เพราะผู้หญิงเองก็ต้องเลี้ยงดูเด็กๆ การหาอาหารมายังชีพก็คงจะเป็นการเก็บหาอาหาร จำพวกมัน เผือก ผลไม้ ฯลฯ รอบๆ ที่พักอาศัยซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เพราะสะดวกในการดูแลเด็กๆ และดูแลบ้านเรือน ขณะที่ฝ่ายผู้ชายก็ออกไปล่าสัตว์ ซึ่งอยู่ในเขตป่าห่างไกล

พอเข้ามาสู่ยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักเกษตรกรรม การเพาะปลูก เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์แบบเป็นเหตุเป็นผลจากการที่กินผลไม้แล้วทิ้งเมล็ดจนงอกขึ้นและเจริญเติบโต บทบาทของผู้หญิงก็ลดลง

และผู้หญิงอีกนั้นแหละที่เป็นคนเพาะปลูก ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตรเหล่านั้น ในขณะที่ผู้ชายมักแสวงหาการละเล่นต่างๆ มาเล่นเกมเพื่อเห็นแก่ความบันเทิงใจ

เมื่อเข้าสู่ยุคทางเทคโนโลยี และวิวัฒนาการของสังคมสูงขึ้น ผู้หญิงยิ่งต้องการพึ่งพาผู้ชายเพิ่มขึ้น แม้ผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงและดูแลเด็ก การเตรียมอาหารและการดูแลบ้านเรือน โอกาสและเวลาที่จะมาจับงานทางด้านเทคโนโลยีและการผลิตต่างๆ ยิ่งลดน้อยถอยห่างออกไป

ดังนี้สถานภาพของผู้หญิงไม่เพียงแต่ขาดโอกาสในเรื่องการเป็นผู้ผลิตเท่านั้น แม้การมีส่วนร่วมในขบวนการผลิตก็แทบไม่มี

นักเขียนเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีบางคนมองเชิงเศรษฐศาสตร์ เปรียบเทียบว่า ผู้หญิงเสมือนผู้ผลิต ผู้ชายเหมือนพ่อค้าคนกลางที่พยายามกดราคาสินค้า แต่นำไปฉกฉวยผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกต่อหนึ่ง

ลักษณะของงานอุตสาหกรรม ที่ทำให้ผู้หญิงออกนอกบ้านมีส่วนร่วมในการเลี้ยงชีพนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกสุด เชื่อกันว่าในโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะละเอียดอ่อนซึ่งผู้หญิงมักอดทนและทำได้ดีกว่าผู้ชาย อีกทั้งเป็นงานที่เน้นทักษะที่ผู้หญิงถนัดอยู่แล้วด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นงานที่ที่ต้องใช้แรงกายมากกว่าจะใช้สติปัญญาในระดับสูง จึงส่งผลกระทบต่อตัวผู้หญิงเอง เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะมีการศึกษาน้อย โดยเฉลี่ยแล้วจะมีระดับการศึกษาเพียงขั้นประถม-มัธยม

ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ย่อมเป็นที่มาแห่งงานการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของสตรี ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่อาจเลี่ยงพ้น “อัสมิมานะ” ของตนนั้นเอง



------------------------------
เรื่องโดย : ข้าวเปลือก
นิตยสาร 4WHEELS ฉบับเดือน กรกฏาคม ปี 2558
คอลัมน์ : ประสาใจ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/lVTy5

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทล่าสุด
24 Nov 2017

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
21,900,000
2.
11,530,000
3.
14,900,000
4.
3,699,000
5.
2,930,000
6.
679,000
7.
1,290,000
8.
21,890,000
9.
3,090,000
10.
75,000,000
12.
1,545,000
13.
1,465,000
14.
2,390,000
15.
489,000
16.
1,199,000
18.
2,490,000
19.
479,000
20.
939,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th