บทความ

มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ 2016


สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ เป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่มีการผลิตรถยนต์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ยอดขายรถยนต์ในแต่ละปีก็เคยติดอันดับ 1 มานมนานกาเล ก่อนเสียตำแหน่งให้แก่ “เศรษฐีใหม่” อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องประหลาดใจอะไรเลย เมื่อพบว่าแทบไม่มีวันใดเลยในรอบปีที่ไม่มีการจัดงานแสดงรถยนต์ในประเทศนี้ งานรถยนต์ทั้งที่เรียกตัวเองว่า AUTO SHOW และ INTERNATIONAL SHOW มีอยู่มากมายหลาย 10 งาน จนจดจำกันไม่หวาดไม่ไหว อย่างไรก็ตาม ที่ขึ้นหน้าขึ้นตาหน่อยก็มีอยู่เพียงไม่กี่งาน ตัวอย่างเช่น NORTH AMERICAN INTERNATIONAL AUTO SHOW (NAIAS) ซึ่งปีนี้มีขึ้นที่เมืองดีทรอยท์ในรัฐมิชิแกน ระหว่างวันที่ 11-24 มกราคม CHICAGO AUTO SHOW ซึ่งปีนี้มีขึ้นที่นครชิคาโก ในรัฐอิลลินอยส์ ระหว่างวันที่ 13-21 กุมภาพันธ์ NEW YORK INTERNATIONAL AUTO ซึ่งปีนี้กำหนดจัดที่นครนิวยอร์คซิที ในรัฐนิวยอร์ค ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม-3 เมษายน และ LOS ANGELES AUTO SHOW ซึ่งจะอุบัติขึ้นที่นครลอสแองเจลิส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างวันที่ 15-27 พฤศจิกายน

ในบรรดางานแสดงรถยนต์ที่กล่าวข้างต้น ที่อ้างตัวว่าเป็นงานแสดงรถยนต์ที่เก่าแก่ และจัดมาแล้วมากครั้งที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ คือ CHICAGO AUTO SHOW หรือ มหกรรมยานยนต์ชิคาโก ที่ทีมงานของเรายังไม่มีโอกาสสัมผัส งานนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1901 และงานครั้งล่าสุดในปีหนุมานนี้นับได้ว่าเป็นครั้งที่ 108 ส่วนงานใหญ่ที่ ORGANISATION INTERNATIONALE DES CONSTRUCTEURS D’AUTOMOBILES (OICA) หรือ องค์การระหว่างชาติของผู้ผลิตรถยนต์ ระบุชัดว่าเป็นหนึ่งในบรรดา MOST IMPORTANT INTERNATIONAL MOTOR SHOWS หรือ “งานมหกรรมยานยนต์นานาชาติที่ทรงความสำคัญที่สุด” มีอยู่งานเดียว คือ NORTH AMERICAN INTERNATIONAL AUTO SHOW (NAIAS) หรือ มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ ซึ่งทีมงานของเราเดินทางไปทำข่าวเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2007 อันเป็นปีที่งานนี้มีอายุครบ 1 รอบศตวรรษพอดิบพอดี และหลังจากนั้นก็กระทำต่อเนื่องกันมาเป็นประจำทุกๆ ปีไม่มีขาดตกยกเว้น

มหกรรมยานยนต์รายการนี้อุบัติขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1907 และจัดต่อเนื่องกันมาเป็นประจำทุกๆ ปี ยกเว้นช่วงปี 1941-1953 ซึ่งเป็นภาวะสงคราม และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาห้ามการจำหน่ายจ่ายส่งรถยนต์นั่ง และรถบรรทุกทุกชนิด ในช่วงหลายทศวรรษแรกงานนี้ให้ความสำคัญเฉพาะรถผลิตในประเทศ จนกระทั่งปี 1957 จึงเริ่มมีการนำรถต่างประเทศออกแสดงในงาน เช่น เมร์เซเดส-เบนซ์ และ โพร์เช ของเยอรมนี แจกวาร์ ของอังกฤษ โวลโว ของสวีเดน และเมื่อถึงปี 1989 ก็มีการเปลี่ยนชื่องานจาก NORTH AMERICAN AUTO SHOW เป็น NORTH AMERICAN INTERNATIONAL AUTO SHOW อย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

สถานที่จัดงานซึ่งใช้จัดงานนี้มายาวนานตั้งแต่ปี 1965 มีชื่อว่า โคโบ เซนเตอร์ (COBO CENTER) เป็นศูนย์นิทรรศการขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองดีทรอยท์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตรถยนต์อเมริกันระดับ “บิกธรี” คือ เจเนอรัล มอเตอร์ส คัมพานี (GM) ฟอร์ด มอเตอร์ คัมพานี (FORD) และ เฟียต ไครสเลอร์ ออโทโมบิลส์ (FCA) อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับงานใหญ่ในยุโรป และสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างงานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ท มหกรรมยานยนต์ปารีส มหกรรมยานยนต์ปักกิ่ง และมหกรรมยานยนต์เซี่ยงไฮ้ ก็ต้องยอมรับว่าเนื้อที่จัดงานของมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ดูจิ๊บจ๊อยมาก เพราะมีพื้นที่ประมาณ 100,000 ตารางเมตรเท่านั้นเอง

เดินทางไปเยือนดีทรอยท์ครั้งนี้ เกิดความรู้สึกเหมือนตอนบินไปโตเกียวเมื่อปลายเดือนตุลาคมปีแพะบ้า การขาดหายไปของรถหลายยี่ห้อ รวมทั้งรถที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจอย่าง แฟร์รารี (FERRARI) แอสตัน มาร์ทิน (ASTON MARTIN) แจกวาร์ (JAGUAR) และ แลนด์ โรเวอร์ (LAND ROVER) ทำให้เกิดอาการใจหายเพราะกริ่งเกรงว่า มหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์กำลังจะเป็นงานรถยนต์รายการสำคัญอีกงานหนึ่งที่อยู่ในภาวะขาลง

เพื่อเฉลิมฉลองวาระที่มาเยือนดีทรอยท์เป็นครั้งที่ 10 รายงานข่าวมหกรรมยานยนต์ต่างประเทศครั้งนี้จึงมีการให้ดาวรถใหม่บางรุ่น บางแบบไว้ โดยเป็นการพิจารณาให้ดาวใน 3 เรื่อง ได้แก่ DESIGN ซึ่งเราหมายถึง การออกแบบหน้าตา และรูปทรงองค์เอว TECHNOLOGY คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และ ENVIRONMENT ซึ่งหมายถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การให้ดาวที่ว่านี้ โปรดอย่าถือเป็นเรื่องจริงเรื่องจังอะไรนักครับ เพราะเป็นเพียงความเห็นแบบดิบๆ ของทีมงานที่มีโอกาสสัมผัสรถแต่ละคันเพียงช่วงเวลาสั้นๆ บางคันไม่มีโอกาสแม้แต่ก้าวเข้าไปทดลองนั่งในรถเสียด้วยซ้ำ ที่ทำได้มากหน่อยก็คือ การศึกษาจากข้อมูลที่ผู้ผลิตรถนำออกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ นั่นเอง ที่พอจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ หากเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ หัวข้อ ENVIRONMENT ก็จะได้ 4 ดาว หากเป็นรถพลังไฟฟ้าที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิง ก็จะเพิ่มเป็น 5 ดาว

 

BUICK AVISTA CONCEPT

DSC_4129 (Copy)   DSC_4144 (Copy)

จุดโฟคัสความสนใจในบูธของค่าย บิวอิค คือ รถตัวถังสีน้ำเงิน SUPERIOR BLUE ติดป้ายชื่อ บิวอิค อวิสตา คอนเซพท์ (BUICK AVISTA CONCEPT) ซึ่งอวดตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกในงานนี้ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเก๋งสปอร์ทคูเป 2+2 ที่นั่ง ขับเคลื่อนล้อหลังด้วยพลังของเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซิน วี 6 สูบ 3.0 ลิตร ที่ออกแบบโดยเน้นมากในเรื่องความประหยัด มีทั้งระบบ FUEL-SAVING ACTIVE FUEL MANAGEMENT ที่หยุดการทำงานของบางสูบเมื่อไม่จำเป็น และระบบ STOP/START ที่คนรักรถยุคนี้คงคุ้นเคยกันดี ส่วนระบบเกียร์ที่ใช้เป็นเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ที่ต้องปรบมือดังๆ คือ รูปทรงองค์เอวของตัวถังที่ดูยังไงยังไงก็ไม่น่าจะเป็นรถอเมริกัน โดยเฉพาะเมื่อมองตรงๆ จากด้านข้างจะรู้สึกลื่นตาลื่นใจมาก การออกแบบกระจกข้างเป็นกระจกกว้างบานเดียว และไม่มีเสาค้ำยันกลาง (B-PILLARS) ให้เกะกะสายตาก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่สมควรสดุดี

 

BUICK ENVISION

DSC_4216 (Copy)

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นกันคือ บิวอิค เอนวิชัน (BUICK ENVISION) รถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์อนุกรมใหม่เอี่ยมแกะกล่อง ที่ไตรมาส 2 ของปีหนุมานนี้จะเริ่มออกจำหน่ายในเมืองมะกัน โดยใช้โรงงานที่เมื่อ YANTAI ในสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นที่ผลิต ตัวถังเหล็กกล้าขนาด 4.666×1.839×1.697 ม. ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง และมีโครงสร้างแบบ UNIBODY เหมือนรถเก๋ง ติดตั้งระบบขับเคลื่อนทุกล้อที่ค่ายนี้เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ และตั้งชื่อว่า ACTIVE TWIN CLUTCH AWD SYSTEM เป็นระบบขับที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,998 ซีซี ที่คาดว่าจะให้กำลังสูงสุด 186 กิโลวัตต์/252 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ เป็นรถที่ค่ายนี้ประกาศว่าตั้งใจให้เป็นคู่ต่อสู้กับรถ เอาดี คิว 5 (AUDI Q5) อคูรา อาร์ดีเอกซ์ (ACURA RDX) และ ลินคอล์น มาร์คซี (LINCOLN MKC)

 

CHEVROLET BOLT EV

DSC_5534 (Copy)   DSC_5554 (Copy)

ที่งานเดียวกันนี้เมื่อเดือนมกราคมปีแพะ รถติดป้ายชื่อ เชฟโรเลต์ โบลท์ (CHEVROLET BOLT) ปรากฏตัวให้เห็นเป็นครั้งแรกในรูปลักษณ์ของรถแนวคิด พอเปลี่ยนจากปีแพะเป็นปีลิง รถชื่อเดียวกันนี้ก็อวดตัวอีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของรถตลาดสมบูรณ์แบบ เป็นรถที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกันประกาศก้องว่าเป็น AN ELECTRIC VEHICLE FOR EVERYONE หรือ “รถไฟฟ้าสำหรับทุกผู้ทุกนาม” เพราะค่าตัวเมื่อหักส่วนลดภาษีแล้วจะเริ่มต้นที่ระดับ 30,000 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือประมาณ 1.1 ล้านบาทไทยเท่านั้นเอง ตัวถังแฮทช์แบคขนาดกะทัดรัดที่ใช้พแลทฟอร์มชุดเดียวกันกับรถไฟฟ้า เชฟโรเลต์ โวลท์ (CHEVROLET VOLT) รุ่นที่ 2 ติดตั้งระบบขับล้อหน้าด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 145 กิโลวัตต์/197 แรงม้า ทำงานร่วมกับแบทเตอรีลิเธียม-ไอออนขนาด 60 กิโลวัตต์ชั่วโมง ประจุไฟเต็มหม้อแต่ละครั้งคาดหมายกันว่าน่าจะวิ่งได้ไกลกว่า 200 ไมล์ หรือ 320 กม.

 

CADILLAC XT5

DSC_4537 (Copy)

ปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ในเวลาใกล้เคียงกันทั้งที่งานมหกรรมยานยนต์ดูไบ และงานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของปีแพะบ้า ก่อนจะฉายซ้ำอีกครั้งที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ แคดิลแลค เอกซ์ที 5 (CADILLAC XT5) เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ระดับสุดหรูแบบใหม่ ที่ฤดูใบไม้ผลิของปี 2016 นี้จะเริ่มการผลิตทั้งในสหรัฐอเมริกา และในสาธารณรัฐประชาชนจีน ในสหรัฐอเมริการถแบบใหม่นี้จะออกจำหน่ายในฐานะรถรุ่นปี 2017 แทนที่รถรุ่นปัจจุบันซึ่งติดป้ายชื่อ แคดิลแลค เอสอาร์เอกซ์ (CADILLAC SRX) ตัวถังขนาด 4.815×1.903×1.675 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน และมีโครงสร้างเหมือนรถเก๋ง ติดตั้งระบบขับล้อหน้า หรือขับทุกล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 3,649 ซีซี 231 กิโลวัตต์/310 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ที่ค่ายนี้เพิ่งออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่

 

CADILLAC CT6 PLUG-IN HYBRID

DSC_4571 (Copy)

อวดตัวเป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีแพะ และฉายซ้ำอีกครั้งที่งานนี้ คือ รถ แคดิลแลค ซีที 6 พลัก-อิน ไฮบริด (CADILLAC CT6 PLUG-IN HYBRID) ซึ่งต้องรอจนถึงปีโมเดล 2017 จึงจะเริ่มการจำหน่าย พัฒนาจากรถรุ่นสามัญซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2016 โดยเปลี่ยนระบบขับจากขับล้อหลัง หรือขับทุกล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน เป็นขับล้อหลังแบบไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 75 กิโลวัตต์/100 แรงม้า จำนวน 2 ชุด ระบบเกียร์อัตโนมัติปรับอัตราทดต่อเนื่อง และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน 18.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้กำลังสุทธิสูงสุด 250 กิโลวัตต์/335 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 27.7 กม./ลิตร และวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 50 กม.

 

GMC ACADIA

DSC_5350 (Copy)

รถติดป้ายชื่อ จีเอมซี อคาเดีย (GMC ACADIA) คือ หนึ่งในบรรดารถสายพันธุ์อเมริกันเพียงไม่กี่รุ่นไม่กี่แบบ ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดกลาง ที่ฤดูใบไม้ผลิของปี 2016 นี้จะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองมะกันแทนที่รถชื่อเดียวกันรุ่นเดิมซึ่งอยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2006 ตัวถังขนาด 4.917×1.916×1.745 ม. (เล็กกว่ารถรุ่นเดิมในทุกมิติ) มีห้องโดยสารให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ แบบติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 2 แถว นั่งได้รวม 5 คน กับแบบเก้าอี้ที่นั่ง 3 แถว นั่งได้รวม 6 หรือ 7 คน มีทั้งแบบขับล้อหน้าแบบขับทุกล้อ และมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 2,457 ซีซี 145 กิโลวัตต์/194 แรงม้า กับเครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 3,649 ซีซี 231 กิโลวัตต์/310 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์เลือกไม่ได้เพราะมีแบบเดียว คือ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ HYDRA-MATIC

 

CHRYSLER PACIFICA

DSC_4827 (Copy)   DSC_4807 (Copy)

รถสายพันธุ์อเมริกันอีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ ไครสเลอร์ แพซิฟิคา (CHRYSLER PACIFICA) เป็นรถอเนกประสงค์แบบใหม่ซึ่งต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิของปีหนุมานจึงจะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองมะกัน ตัวถังขนาด 5.172×2.022×1.777 ม. ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.30 ติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนในรถอเนกประสงค์แบบใดมากมายถึง 37 รายการ มีทั้งแบบขับล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน DOHC วี 6 สูบ 3,605 ซีซี 214 กิโลวัตต์/287 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ และแบบขับล้อหน้าด้วยระบบไฮบริด ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซิน DOHC วี 6 สูบ 3,605 ซีซี 185 กิโลวัตต์/248 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน 16 กิโลวัตต์ชั่วโมง เป็นระบบที่เน้นความประหยัด วิ่งในเมืองมีอัตราสิ้นเปลือง 34.0 กม./ลิตร

 

LINCOLN CONTINENTAL

DSC_5195 (Copy)   DSC_5176 (Copy)

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน คือ รถติดป้ายชื่อ ลินคอล์น คอนทิเนนทัล (LINCOLN CONTINENTAL) ซึ่งดูจะเป็นรถตลาดสายพันธุ์อเมริกันที่ดึงดูดความสนใจได้มากที่สุดในงานนี้ เป็นรถธงคันใหม่ของค่ายนี้ ซึ่งต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ร่วงของปีลิงจึงจะเริ่มออกโชว์รูม เป็นรถแบบใหม่ในชื่อเก่า เพราะนับแต่ปี 1939 เป็นต้นมา ค่าย ลินคอล์น เคยทำรถชื่อนี้มาแล้วรวม 9 รุ่น และเป็นการผลิตแบบผลุบๆ โผล่ๆ ไม่ต่อเนื่อง ส่วนรถรุ่นใหม่ที่หมายมั่นปั้นมือไว้มากนี้ จัดเป็นรถเก๋งระดับสุดหรูขนาดโตเต็มพิกัด ตัวถังที่ออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด และเป็นผลงานรังสรรค์ของทีมงานที่มี เดวิด วูดเฮาส์ (DAVID WOODHOUSE) นักออกแบบชาวอังกฤษเป็นผู้นำ มีลูกเล่นกระจุ๋มกระจิ๋มที่ไม่เคยพบกันมาก่อนในีรถแบบอื่นๆ ตัวอย่าง คือ มือจับเปิดประตูที่ติดตั้งในแนวเดียวกับขอบตัวถัง ทำให้มองเผินๆ เหมือนไม่มี ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้ คือ เครื่องทวินเทอร์โบเบนซินฉีดตรง วี 6 สูบ 3.0 ลิตร 400 แรงม้า

 

LINCOLN MKZ

DSC_4591 (Copy)   DSC_4588 (Copy)

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน และฉายซ้ำสองที่งานนี้ คือ ลินคอล์น มาร์คเซด (LINCOLN MKZ) รุ่นใหม่ ซึ่งต้องอดใจรอจนถึงฤดูร้อนของปี 2016 นี่แหละจึงจะเริ่มออกโชว์รูมในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2017 เป็นรถเก๋งระดับสุดหรูขนาดกลางซึ่งมีระบบขับให้เลือกใช้ 3 แบบ คือ แบบขับล้อหน้าหรือขับทุกล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง วี 6 สูบ 3.0 ลิตร 350 แรงม้า (ขับล้อหน้า)/400 แรงม้า (ขับทุกล้อ) แบบขับล้อหน้าด้วยพลังของเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร 245 แรงม้า และระบบขับล้อหน้าแบบไฮบริดชนิดไม่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า (นับแต่ออกตลาดเมื่อปี 2005 รถขนาดกลางสุดหรูอนุกรมนี้ขายในเมืองมะกันไปแล้วประมาณ 340,000 คัน)

 

FORD FUSION

DSC_4754 (Copy)

รถอเมริกันพันธุ์แท้อีกแบบหนึ่งซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ ฟอร์ด ฟิวชัน (FORD FUSION) รุ่นใหม่ ซึ่งต้องรอจนถึงฤดูร้อนของปีหนุมานจึงจะเริ่มออกสู่โชว์รูมในเมืองมะกัน เป็นรถเก๋งขนาดกลางในตัวถัง 4 ประตูซีดาน 5 ที่นั่ง ซึ่งจะมีระบบขับให้เลือกใช้ถึง 3 แบบ คือ แบบขับล้อหน้าหรือขับทุกล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซินล้วนๆ (รถที่ใช้ระบบนี้จะติดป้ายชื่อ FORD FUSION) แบบขับล้อหน้าด้วยระบบขับไฮบริดชนิดไม่ต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ (รถที่ใช้ระบบนี้จะติดป้ายชื่อ FORD FUSION HYBRID) และแบบขับล้อหน้าด้วยระบบขับไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ (รถที่ใช้ระบบนี้จะติดป้ายชื่อ FORD FUSION ENERGI) เป็นระบบไฮบริดซึ่งติดตั้งแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ขนาด 7.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง เมื่อชาร์จไฟเต็มหม้อและวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ คาดว่าจะไปได้ไกล 30 กม. และทำความเร็วสูงสุด 137 กม./ชม.

 

FORD ESCAPE

DSC_4746 (Copy)

รถติดตรา “วงรีสีฟ้า” อีกแบบหนึ่งซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ ฟอร์ด เอสเคพ (FORD ESCAPE) ซึ่งมีกำหนดว่าฤดูใบไม้ผลิของปี 2016 นี้จะเริ่มออกสู่โชว์รูมในเมืองมะกันในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2017 ในส่วนของตัวถังภายนอกจุดที่เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนแปลงไปจากรถรุ่นปัจจุบันมีอยู่หลายจุด รวมทั้งดวงโคมไฟหน้า และแผงกระจังหน้าที่เปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัดในตัวถังขนาด 4.524×1.839×1.684 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน มีทั้งแบบขับล้อหน้า ขับทุกล้อ และมีเครื่องยนต์ให้เลือกรวม 3 ขนาด คือ เครื่องเบนซินฉีดตรง ECOBOOST DOHC 4 สูบเรียง 1.5 ลิตร เครื่องเบนซินฉีดตรง ECOBOOST DOHC 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร และเครื่องเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 2.5 ลิตร ส่วนระบบเกียร์มีแบบเดียว คือ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ยักษ์รองเมืองมะกันจะใช้โรงงานในรัฐเคนทัคคีเป็นที่ผลิตรถรุ่นนี้

 

MERCEDES-BENZ E-CLASS

DSC_5671 (Copy)   DSC_5654 (Copy)

เนื่องจากสหรัฐอเมริกา คือ ตลาดสำคัญของรถสุดหรูขนาดกลางติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ E-CLASS) จึงเลือกใช้งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์เป็นที่เปิดตัวรถอนุกรมรุ่นใหม่เอี่ยมแกะกล่อง นับเป็นรถรุ่นที่ 10 และเป็นรุ่นที่ค่ายดาวสามแฉกตั้งใจทำเป็นพิเศษ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้รถที่วัยหนุ่มวัยสาวที่อาจไม่เคยชายตามองรถอนุกรมนี้มาก่อน หน้าตาและรูปทรงของตัวถังซีดาน ซึ่งยาวกว่ารถรุ่นเดิม 4.3 ซม. และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่เยี่ยมมาก คือ แค่ 0.23 เหมือนหยิบเอารถอนุกรมน้อง คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ C-CLASS) 1 คัน มาบดบี้รวมเข้ากับรถอนุกรมพี่ คือ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาสส์ (MERCEDES-BENZ S-CLASS) อีก 1 คัน แล้วปั้นเป็นรถคันใหม่ 2 คัน ในเมืองมะกันรถรุ่นใหม่นี้จะเริ่มออกโชว์รูมเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนของปีลิง ส่วนในเมืองแม่เปิดรับการสั่งจองไปแล้ว ค่าตัวเริ่มต้นที่ 45,303 ยูโร

 

MERCEDES-BENZ SLC

DSC_4646 (Copy)

นอกจากรถ เมร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาสส์ ที่เพิ่งผ่านตาไป ยังมีรถอีกหลายแบบหลายรุ่นที่ค่ายดาวสามแฉกนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คันแรกที่เลือกมาให้ชื่นชมกัน คือ รถติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลซี (MERCEDES-BENZ SLC) ซึ่งไม่ใช่รถแบบใหม่แท้ๆ หากเป็นรถสปอร์ทเปิดประทุน เมร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเค (MERCEDES-BENZ SLK) ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเพื่อให้สอดรับกับกลวิธีตั้งชื่อรุ่นของรถที่ค่ายนี้เพิ่งกำหนดขึ้นใหม่เมื่อต้นปี 2015 ในเมืองมะกันรถแบบใหม่และชื่อใหม่นี้จะเริ่มออกโชว์รูมเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิของปีลิง โดยมีรถให้เลือกโมเดลเดียว คือ MERCEDES-BENZ SLC 300 ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,991 ซีซี 180 กิโลวัตต์/241 แรงม้า อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ทำได้ใน 5.7 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 210 กม./ชม.

 

MERCEDES-AMG SLC 43

DSC_4648 (Copy)

อีกหนึ่งในบรรดารถใหม่เป็นกองทัพที่ค่ายดาวสามแฉกนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” คือ รถสปอร์ทเปิดประทุนแบบโรดสเตอร์ติดป้ายชื่อ เมร์เซเดส-เอเอมจี เอสแอลซี 43 (MERCEDES-AMG SLC 43) เป็นผลงานชิ้นโบแดงอีกชิ้นหนึ่งที่สำนักเอเอมจี (AMG) ซึ่งเป็นหน่วยงานออกแบบพัฒนารถแรงรถเร็วของค่ายนี้ทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อดูดเงินก้อนใหญ่จากกระเป๋าใบโตของคนรักรถแรง รถเร็ว รถพิเศษ ที่ไม่เคยเกี่ยงราคา จะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองมะกันพร้อมๆ กันกับรถ MERCEDES-BENZ SLC 300 เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิของปี 2016 เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องไบเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 2,996 ซีซี ที่ปรุงแต่งเป็นพิเศษจนได้กำลังสูงสุด 270 กิโลวัตต์/362 แรงม้า ที่ 5,500-6,000 รตน. เมื่อใช้เครื่องแรงขนาดนี้ อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. จึงทำได้ในเวลาแค่ 4.6 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 155 ไมล์/ชม. หรือ 250 กม./ชม.

 

MERCEDES-AMG S 65 CABRIOLET

DSC_5204 (Copy)

เมร์เซเดส-เอเอมจี เอส 65 กาบริโอเลต์ (MERCEDES-AMG S 65 CABRIOLET) ที่กำลังอวดตัวอยู่นี้ ก็เป็นรถใหม่ซึ่งเพิ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้เช่นเดียวกัน นับเป็นผลงานชิ้นพิเศษอีกชิ้นหนึ่งของสำนักออกแบบพัฒนารถแรงรถเร็ว เอเอมจี และเป็นรถเปิดประทุน 4 ที่นั่ง ที่แรงและเร็วจนน่ากลัวพอๆ กับน่าอิจฉา ขุมพลังของรถรุ่นนี้ คือ เครื่องยนต์ไบเทอร์โบเบนซิน SOHC วี 12 สูบ 5,980 ซีซี ที่ปรับแต่งเป็นพิเศษจนได้กำลังสูงสุดที่สูงถึง 463 กิโลวัตต์/621 แรงม้า ที่ 4,888-5,400 รตน. และส่งทอดสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT PLUS 7G-TRONIC ที่เลือกการทำงานได้ 3 แบบ คือ COMFORT (C) SPORT (S) MANUAL (M) อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 4.0 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 155 ไมล์/ชม. หรือ 250 กม./ชม. มีกำหนดออกโชว์รูมในเมืองมะกันเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนของปี 2016

 

MERCEDES-AMG S 63 4MATIC CABRIOLET “EDITION 130″

DSC_4653 (Copy)

นี่ก็อีกหนึ่งในบรรดารถใหม่เป็นกองทัพซึ่งยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์นำออกอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถขับทุกล้อชื่อยาวกว่าคลองสามวา เมร์เซเดส-เอเอมจี เอส 63 4 เมทิค กาบริโอเลต์ “เอดิชัน 130″ (MERCEDES-AMG S 63 4MATIC CABRIOLET “EDITION 130″) เป็นรถที่ค่ายดาวสามแฉกทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 130 ปี ที่ คาร์ล เบนซ์ (CARL BENZ) และ โกทท์ลีบ ไดมเลร์ (GOTTLIEB DAIMLER) ได้ร่วมกันประดิษฐ์รถยนต์คันแรกของโลกเมื่อปี 1886 ไม่ใช่รถที่นำขึ้นใหม่ทั้งคัน หากเป็นการนำรถรุ่นสามัญที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายปีแพะบ้ามาแต่งเติมให้เกิดความแตกต่าง ตัวอย่างเช่น กระทะล้อห้าแฉกขนาด 20 นิ้ว ที่ทำขึ้นใหม่โดยเฉพาะ การเคลือบสีตัวถังด้วยสีเงิน ALUBEAM SILVER และการใช้ประทุนหลังคาสีแดง จะเริ่มการจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิปี 2016 และจำกัดจำนวนผลิตไว้เพียง 130 คัน ไม่มากหรือน้อยกว่านั้น

 

BMW M2 COUPE

DSC_4126 (Copy)   DSC_4711 (Copy)

ค่ายใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาวนำผลงานใหม่ออกแสดงแบบ “ครั้งแรกในโลก” รวม 2 ชิ้น และเน้นเป็นพิเศษที่รถเล็กติดป้ายชื่อ บีเอมดับเบิลยู เอม 2 คูเป (BMW M2 COUPE) ซึ่งกำลังอวดตัวอยู่นี้ เป็นรถเล็กรถแรงโมเดลหัวกะทิที่ผู้ผลิตกล้ายืนยันอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็น PURIST’S CHOICE หรือ “ทางเลือกของคนรักรถตัวจริง” ตัวถังขนาด 4.468×1.854×1.410 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คน และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.35 มีหน้าตาและรูปทรงองค์เอวที่ผู้ผลิตอธิบายด้วยคำว่า EXTROVERT หรือ “เปิดเผยตัว” ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซิน DOHC 6 สูบเรียง 2,979 ซีซี 272 กิโลวัตต์/370 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.5 วินาที เมื่อใช้เกียร์ธรรมดา และลดเหลือ 4.3 วินาที เมื่อเป็นเกียร์อัตโนมัติ ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.

 

BMW X4 M40I

DSC_4942 (Copy)

งานใหม่อีกชิ้นหนึ่งที่ค่ายใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาวนำออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” คือ รถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ บีเอมดับเบิลยู เอกซ์ 4 เอม 40 ไอ (BMW X4 M40I) รถโมเดลหัวกะทิที่ผู้ผลิตกล่าวอ้างว่า เป็นรถที่กำลังจะสร้างมาตรฐานใหม่ของ PREMIUM MID-SIZE SPORTS ACTIVITY COUPE หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งกึ่งคูเป ระดับสุดหรูขนาดกลาง ตัวถังขนาด 4.671×1.901×1.624 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 5 คน และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.36 ติดตั้งเครื่องยนต์ที่ค่ายนี้ออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ และเพิ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรก คือ เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบเรียง 2,979 ซีซี 265 กิโลวัตต์/360 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หน้า และคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ STEPTRONIC อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 4.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 199 กรัม/กม.

 

VOLKSWAGEN TIGUAN GTE ACTIVE CONCEPT

DSC_4966 (Copy)

ยักษ์ใหญ่ของเมืองเบียร์ซึ่งกำลังมีแผลเหวะหวะเพราะปัญหาไอพิษ เรียกความสนใจด้วย โฟล์คสวาเกน ทีกวน จีทีอี แอคทีฟ คอนเซพท์ (VOLKSWAGEN TIGUAN GTE ACTIVE CONCEPT) ซึ่งเป็นรถใหม่อีกคันหนึ่งซึ่งปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่ไม่ได้ทำขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่พัฒนามาอีกทอดหนึ่งจากรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัด โฟล์คสวาเกน ทีกวน (VOLKSWAGEN TIGUAN) รุ่นใหม่ ซึ่งเดือนเมษายนนี้จะเริ่มการจำหน่ายในเมืองเบียร์ เป็นรถที่ทำขึ้นเพื่ออวดระบบสื่อสารเริงรมย์ (INFOTAINMENT SYSTEM) และระบบขับเคลื่อนทุกล้อแบบไฮบริด ชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ (PLUG-IN HYBRID) ที่เพิ่งพัฒนาขึ้นใหม่ เป็นระบบที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 40 กิโลวัตต์/54 แรงม้า ซึ่งช่วยขับล้อคู่หน้า และมอเตอร์ไฟฟ้า 85 กิโลวัตต์/115 แรงม้า ซึ่งช่วยขับล้อคู่หลัง

 

AUDI A4 ALLROAD QUATTRO

DSC_4897 (Copy)

ค่ายสี่ห่วงนำผลงานใหม่ออกอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” รวม 2 คัน เป็นรถตลาดและรถแนวคิดอย่างละ 1 คัน รถตลาด คือ เอาดี เอ 4 ออลล์โรด กวัตตโร (AUDI A4 ALLROAD QUATTRO) รุ่นที่ 2 ซึ่งเมื่อเข้าฤดูร้อนของปี 2016 นี้จะเริ่มออกโชว์รูมในเยอรมนี และยุโรปประเทศอื่นๆ แทนที่รถรุ่นแรกที่อยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2009 ตัวถังซึ่งพัฒนาจากตัวถังตรวจการณ์ของรถ เอาดี เอ 4 อาวันท์ (AUDI A4 AVANT) รุ่นที่ 3 มีการปรับเปลี่ยนมากมายรวมทั้งการยกพื้นรถให้สูงขึ้น 3.4 ซม. จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกรวม 6 ขนาด ทั้งเครื่องเบนซินเทอร์โบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงและเครื่องเทอร์โบดีเซลฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง เป็นเครื่องยนต์ที่ให้กำลังสูงสุดระหว่าง 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ถึง 200 กิโลวัตต์/272 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์มี 3 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ที่เพิ่งออกแบบขึ้นใหม่

 

AUDI H-TRON QUATTRO CONCEPT

DSC_4910 (Copy)

ผลงานใหม่เอี่ยมแกะกล่องอีกชิ้นหนึ่งที่ค่ายสี่ห่วงนำออกแสดงแบบ “ครั้งแรกในโลก” คือ รถติดป้ายชื่อ เอาดี เอช-ทรอน กวัตตโร คอนเซพท์ (AUDI H-TRON QUATTRO CONCEPT) ซึ่งมองเห็นได้แต่ไกลเพราะตัวถังเคลือบสีเหลืองสดใสสะดุดตา เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ ซึ่งขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์แบบใดๆ เป็นระบบขับซึ่งได้พลังไฟฟ้าจาก FUEL CELL หรือเซลล์เชื้อเพลิงที่ค่ายนี้กำลังพัฒนาอยู่ในเยอรมนี มีถังบรรจุไฮโดรเจนด้วยความดัน 700 เท่าของความดันบรรยากาศจำนวน 3 ถัง ติดตั้งอยู่ใต้พื้นรถ เมื่อเติมไอโดรเจนเต็ม 3 ถังแต่ละครั้งโดยใช้เวลาแค่ 4 นาที รถจะวิ่งได้ไกลถึง 600 กม. โดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาไม่ถึง 7.0 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 200 กม./ชม. และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 1 กก. ของแกสไฮโดรเจนวิ่งได้ไกลประมาณ 100 กม.

 

PORSCHE 911 TURBO/911 TURBO S

DSC_4667 (Copy)   DSC_4895 (Copy)

ออกข่าวเมื่อต้นเดือนธันวาคมปีแพะบ้า แต่คนรักรถสปอร์ทเพิ่งมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเป็นครั้งแรกที่งานนี้ คือ รถสปอร์ทซูเพอร์คาร์ติดป้ายชื่อ โพร์เช 911 เทอร์โบ (PORSCHE 911 TURBO) และ โพร์เช 911 เทอร์โบ เอส (PORSCHE 911 TURBO S) ไม่ใช่รถรุ่นใหม่แท้ๆ หากเป็นรถรุ่นเดิมที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” และขณะนี้เริ่มการจำหน่ายในเมืองแม่ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โมเดลแรกซึ่งมีทั้งตัวถังคูเป และตัวถังเปิดประทุน ติดตั้งเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 6 สูบนอนยัน (BOXER) 2,800 ซีซี 397 กิโลวัตต์/540 แรงม้า สูงกว่ารถรุ่นเดิม 15 กิโลวัตต์/20 แรงม้า ส่วนโมเดลหลังซึ่งก็มีทั้งตัวถังคูเป และตัวถังเปิดประทุน ติดตั้งเครื่องยนต์บลอคเดียวกัน แต่ปรับแต่งเป็นพิเศษจนกำลังสูงสุดพุ่งขึ้นเป็น 427 กิโลวัตต์/580 แรงม้า สูงกว่ารถรุ่นเดิมซึ่งอยู่ในตลาดมาแล้ว 2 ปี ร้อยละ 3.6

 

FIAT 124 SPIDER

DSC_4796 (Copy)

อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีแพะบ้า และฉายซ้ำสองแบบเหงาๆ ที่งานนี้ คือ รถสปอร์ทเปิดประทุนติดป้ายชื่อ เฟียต 124 สไปเดอร์ (FIAT 124 SPIDER) ไม่ใช่รถที่ยักษ์ใหญ่ของเมืองมะกะโรนีทำขึ้นเอง แต่เป็นรถผลิตในญี่ปุ่นตามแบบของรถ มาซดา โรดสเตอร์ (MAZDA ROADSTER) หรือ มาซดา เอมเอกซ์-5 (MAZDA MX-5) แต่แปะป้ายชื่อของ เฟียต รูปทรงองค์เอวดูไม่ต่างกันนัก แม้ว่าตัวถังจะยาวกว่ากันเกือบ 14 ซม. แต่หน้าตากลับไปกันคันละทิศคันละทางเลย และโปรดอย่าถามว่าคันไหนดูดีกว่า ? เพราะตัดสินยาก เข้าทำนองรักพี่เสียดายน้อง ที่ไม่เหมือนกันเลยอีกอย่าง คือ เครื่องยนต์ เพราะคันนี้ไม่ใช้เครื่องยนต์ของค่ายญี่ปุ่น แต่ติดตั้งเครื่องเทอร์โบเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 1,368 ซีซี 119 กิโลวัตต์/160 แรงม้า ที่ค่าย เฟียต ทำเอง ส่วนระบบเกียร์มีให้เลือก 2 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

VOLVO S90

DSC_5061 (Copy)   DSC_5068 (Copy)

เริ่มออกข่าวเมื่อต้นเดือนธันวาคมของปีแพะบ้า แต่ตัวจริงเสียงจริงเพิ่งอวดตัวต่อสายตาสาธารณชนแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือรถเก๋งขนาดกลางติดป้ายชื่อ โวลโว เอส 90 (VOLVO S90) รถอนุกรมใหม่ล่าสุดของผู้ผลิตรถยนต์หมายเลขหนึ่งเมืองฟรีเซกซ์ที่มีเจ้าของอยู่ในเมืองมังกร ตัวถังขนาด 4.963×1.879×1.443 ม. ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.28-0.29 มีหน้าตาและรูปทรงองค์เอวต่างสไตล์กับรถยี่ห้อนี้ในยุคก่อนที่บางคนนิยมเรียกขานว่ารถถัง และดูเป็นรถที่แทบไม่มีจุดเด่นสะดุดตาอะไรเลย เป็นรถที่ออกแบบและพัฒนามาพร้อมๆ กับรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ โวลโว เอกซ์ซี 90 (VOLVO XC90) ชิ้นส่วนหลายชิ้นรวมทั้งพแลทฟอร์มเครื่องยนต์ และระบบขับไฮบริดก็ใช้ร่วมกันกับรถอนุกรมนี้ ในระยะแรกจะมีรถให้เลือกใช้เพียง 2 โมเดล คือ VOLVO S90 T6 AWD ซึ่งเป็นรถเบนซิน กับ VOLVO S90 T8 AWD ซึ่งเป็นรถไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ

 

INFINITI Q60

DSC_5136 (Copy)   DSC_5150 (Copy)

พรีเมียมบแรนด์ของยักษ์รองเมืองยุ่นเรียกความสนใจจากสื่อมวลชนด้วย อินฟินิที คิว 60 (INFINITI Q60) ซึ่งเป็นรถใหม่อีกแบบหนึ่ง ซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ เป็นรถรุ่นที่สอง ซึ่งเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนของปีลิงถือลูกท้อนี้จะออกโชว์รูมแทนที่รถรุ่นแรกซึ่งอยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2008 และเคยใช้ชื่อ อินฟินิที จี 37 คูเป (INFINITI G37 COUPE) มาก่อน เป็นรถเก๋งคูเปขนาดกลางหน้าตาดี ตัวถังขนาด 4.683×1.850×1.385 ม. ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดและมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.28 จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกถึง 3 ขนาด คือ เครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง 1,991 ซีซี 155 กิโลวัตต์/208 แรงม้า กับเครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 2,997 ซีซี ที่ปรับแต่งเป็น 2 แบบ คือ แบบให้กำลังสูงสุด 224 กิโลวัตต์/300 แรงม้า กับแบบ 298 กิโลวัตต์/400 แรงม้า ส่วนระบบเกียร์มีแบบเดียว คือ เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ

 

NISSAN TITAN WARRIOR CONCEPT

DSC_5509 (Copy)

ยักษ์รองเมืองยุ่นมีผลงานใหม่เพียงชิ้นเดียวที่จำเป็นต้องกล่าวถึง คือ รถติดป้ายชื่อ นิสสัน ไททัน วอร์ริเออร์ คอนเซพท์ (NISSAN TITAN WARRIOR CONCEPT) หนึ่งในบรรดารถพิคอัพเพียง 2 คันที่เลือกมาให้ชื่นชมกัน รถที่ตั้งชื่อเหมือนกำลังขับไปทำศึกสงครามนี้ เป็นผลงานรังสรรค์ของศูนย์ออกแบบ NISSAN DESIGN AMERICA ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง LA JOLLA ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเป็นรถแนวคิดที่ค่ายนี้รังสรรค์ขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายของรถพิคอัพ นิสสัน ไททัน เอกซ์ดี (NISSAN TITAN XD) ซึ่งเพิ่งออกจำหน่ายในเมืองมะกันในฐานะรถรุ่นปี 2016 ตัวถังขนาด 6.170×2.200×2.070 ม. ที่นั่งได้รวม 5 คน และมีกระบะบรรทุกยาว 6.5 ฟุต หรือเท่ากับประมาณ 2.00 ม. ติดตั้งระบบขับทุกล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล วี 8 สูบ 5.0 ลิตร ของ CUMMINS และระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ คนอเมริกันเรียกรถพิคอัพแบบนี้ว่า CREW CAB PICKUP

 

MAZDA CX-9

DSC_4855 (Copy)

รถใหม่อีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของปีแพะบ้า แล้วจึงฉายซ้ำสองที่งานนี้ คือ รถสายพันธุ์ยุ่นติดป้ายชื่อ มาซดา ซีเอกซ-9 (MAZDA CX-9) เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดโตเต็มพิกัดรุ่นที่ 2 ซึ่งเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิของปีใหม่นี้ก็จะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองมะกันแทนที่รถรุ่นแรกที่อยู่ในตลาดมาตั้งแต่ปี 2006 และขายได้ไม่ดีนัก เช่นเดียวกับรถแบบอื่นๆ ของค่ายซูม ซูม ตัวถังขนาด 5.075×1.935×1.727-1.735 ม. ของรถรุ่นใหม่นี้ เป็นผลลัพธ์ของแนวทางการออกแบบ ที่ค่ายนี้ตั้งชื่อว่า KODO ซึ่งหมายถึง SOUL OF MOTION หรือ “จิตวิญญาณของการเคลื่อนไหว” มีห้องโดยสารติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 3 แถว นั่งได้รวม 7 คน (2+3+2) ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 2.5 ลิตร 187 กิโลวัตต์/250 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

 

SCION C-HR CONCEPT

DSC_4311 (Copy)

จุดศูนย์รวมความสนใจในบูธของค่าย ไซออน (SCION) ผู้ผลิตรถยนต์ภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่เมืองยุ่นมีอยู้เพียงจุดเดียว คือ รถเล็กติดป้ายชื่อ ไซออน ซี-เอชอาร์ คอนเซพท์ (SCION C-HR CONCEPT) ซึ่งก็เป็นรถใหม่อีกคันหนึ่ง ซึ่งอวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2015 และผู้รังสรรค์นำออกฉายซ้ำที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ที่ก่อกำเนิดขึ้นจากแรงดลใจ เมื่อทีมออกแบบของค่ายนี้ได้ยินลูกค้าผู้หนึ่งกล่าวว่า “POLARIZING IS OK. BORING IS NOT.” หรือ “ความแตกต่างเป็นเรื่องดี ความน่าเบื่อไม่เป็น” ตัวถังซึ่งเคลือบสีแดงสด และมีบางส่วนรวมทั้งหลังคาที่เคลือบสีดำ มีรายละเอียดมากมายที่ดูแตกต่างจากรถประเภทเดียวที่วิ่งกันเกลื่อนถนนในขณะนี้ โดยเฉพาะจุดหนึ่งที่อยากให้สังเกตกันเป็นพิเศษ คือ การออกแบบประตูข้าง ซึ่งมีอยู่ด้านละ 2 บาน ให้ดูเหมือนกับมีบานเดียว

 

LEXUS LC500

DSC_5274 (Copy)   DSC_5283 (Copy)

น่าจะกล่าวได้ว่าเป็นรถตลาดสายเลือดซามูไรที่เรียกความสนใจได้มากที่สุดในงานนี้ คือ เลกซัส แอลซี 500 (LEXUS LC500) ซึ่งก็เป็นอีกคันหนึ่งที่อวดตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” เช่นกัน เป็นรถตลาดอนุกรมใหม่เอี่ยมแกะกล่อง ซึ่งพัฒนาจากรถแนวคิดติดป้ายชื่อ เลกซัส แอลเอฟ-แอลซี (LEXUS LF-LC) ซึ่งปรากฏตัวในงานเดียวกันนี้เมื่อปี 2012 ตัวถังคูเปขนาด 4.760×1.920×1.345 ม. ที่ออกแบบให้นั่งได้ในลักษณะ 2+2 ที่นั่ง มีหน้าตาที่ดูหวือหวาบาละฮึ่ม และรูปทรงองค์เอวที่ดูราวเป็นรถสปอร์ทระดับซูเพอร์คาร์ จุดที่ดูขัดตาขัดใจพิกลจนอดกล่าวถึงไม่ได้ คือ กระจังหน้าที่ดูใหญ่โตมโหฬารจนเกินจำเป็น แก้ตรงนี้เสียหน่อยก็จะกล่าวได้ว่า “เยี่ยมยอด” ส่วนเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 4,968 ซีซี 349 กิโลวัตต์/467 ถ่ายทอดกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ใช้เวลาน้อยกว่า 4.5 วินาที

 

HONDA RIDGELINE

DSC_5509 (Copy)

รถติดป้ายชื่อ ฮอนดา ริดจ์ไลน์ (HONDA RIDGELINE) ซึ่งปรากฏตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ คือ รถพิคอัพอีกแบบหนึ่งที่เลือกมาให้ชื่นชมกัน เป็นรถรุ่นที่สองซึ่งก่อนสิ้นปีลิงหลอกเจ้านี้จะเริ่มออกโชว์รูมในสหรัฐอเมริกาแทนที่รถรุ่นแรกที่ออกตลาดเมื่อปี 2005 และก็เช่นเดียวกันกับรถรุ่นแรก รถรุ่นใหม่นี้เป็นผลงานออกแบบของศูนย์วิจัยและพัฒนา HONDA R&D AMERICAS และจะใช้โรงงานที่เมืองลินคอล์น (LINCOLN) ในรัฐอลาบามาเป็นที่ผลิต ตัวถังหน้าตาธรรมด๊าธรรมดา ซึ่งมีทั้งแบบขับล้อหน้า และขับทุกล้อ มีคุณลักษณะ 2 ประการที่ผิดแผกจากรถพิคอัพขนาดกลางแบบอื่นๆ ที่มีขายในเมืองมะกันขณะนี้ คือ เป็นตัวถังที่มีโครงสร้างแบบ UNIBODY เหมือนรถเก๋ง กับมีประตูกระบะบานท้ายที่ออกแบบได้น่าหยิกมาก คือ เป็นประตูที่เปิดได้ 2 ลักษณะ คือ พลิกเปิดลงข้างล่างเหมือนรถพิคอัพทั่วๆ ไปก็ได้ และพลิกเปิดไปข้างๆ เหมือนประตูท้ายของรถกิจกรรมกลางแจ้งบางแบบก็ได้

 

HONDA CIVIC COUPE

DSC_4507 (Copy)

รถใหม่อีกแบบหนึ่งซึ่งปรากฏตัวแบบ “ครั้งแรกในโลก” ที่งานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนของปีแพะบ้า และผู้ผลิตนำมาฉายซ้ำที่งานนี้ คือ รถติดป้ายชื่อ ฮอนดา ซีวิค คูเป ที่เดือนมีนาคมนี้ก็จะเริ่มออกโชว์รูมในฐานะรถรุ่นปี 2016 นับเป็นหนึ่งในบรรดารถ ฮอนดา ซีวิค รุ่นใหม่ (รุ่นที่ 10) รวม 3 แบบ 3 ตัวถัง ที่ค่ายนี้เสนอให้ลูกค้าในเมืองมะกันเลือกใช้ คือ ฮอนดา ซีวิค ซีดาน (HONDA CIVIC SEDAN) ฮอนดา ซีวิค คูเป (HONDA CIVIC COUPE) ฮอนดา ซีวิค แฮทช์แบค (HONDA CIVIC HATCHBACK) เฉพาะรถคูเปที่เห็นอยู่นี้จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกใช้ 2 ขนาด คือ เครื่องเบนซิน DOHC 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร ซึ่งให้กำลังสูงสุด 118 กิโลวัตต์/158 แรงม้า และถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติ CVT กับเครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC 4 สูบเรียง 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์/174 แรงม้า

 

ACURA PRECISION CONCEPT

DSC_5454 (Copy)

รถสายเลือดซามูไรอีกคันหนึ่งที่เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนได้อย่างล้นหลาม คือ รถติดป้ายชื่อ อคูรา พรีซิชัน คอนเซพท์ (ACURA PRECISION CONCEPT) ผลงานชิ้นโบว์แดงอีกชิ้นหนึ่งของผู้ผลิตรถระดับพรีเมียมสายพันธุ์ยุ่น ซึ่งเป็นรถอีกคันหนึ่งซึ่งอวดตัว “ครั้งแรกในโลก” ที่งานนี้ หน้าตาเหมือนรถตลาดที่พร้อมจะออกสู้โชว์รูม แต่ที่จริงยังมีฐานะเป็นรถแนวคิดที่ค่ายนี้รังสรรค์ขึ้นเพื่อบ่งบอกทิศทางการออกแบบของรถที่จะออกสู่ตลาดในอนาคต เป็นผลงานของศูนย์ออกแบบ ACURA DESIGN STUDIO ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถเก๋งซีดานระดับสุดหรูที่ออกแบบให้นั่งได้รวม 4 คน ตัวถังขนาด 5.180×2.135×1.320 ม. ผู้รังสรรค์อธิบายว่าเป็นผลลัพธ์ของการออกแบบตามแนวทาง QUANTUM CONTINUUM ซึ่งจนปัญญาจะแปลเป็นภาษาไทย แต่ยอมรับว่าทำได้เยี่ยมยอดมาก แม้ว่ามีรายละเอียดบางอย่างที่เห็นแล้วอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า จะได้เห็นในรถตลาดหรือ ?

 

HYUNDAI ELANTRA

DSC_5092 (Copy)

เปิดตัวในเมืองโสมเมื่อต้นเดือนกันยายนปีกลายพร้อมกับป้ายชื่อ ฮันเด อวันเต ซีดาน (HYUNDAI AVANTE SEDAN) แต่ต้องรอจนถึงงานมหกรรมยานยนต์ลอสแองเจลิสตอนปลายเดือนพฤศจิกายน ผู้คนในเมืองมะกันจึงจะมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงจริงของรถแบบเดียวกันนี้ที่เปลี่ยนป้ายชื่อเป็น ฮันเด เอลันทรา (HYUNDAI ELANTRA) ส่วนทีมงานของเราที่ไม่ได้ไปเหยียบงานแสดงรถยนต์รายการที่ว่าก็จำเป็นต้องรอจนถึงงานนี้ นับเป็นรถรุ่นที่ 6 และกำลังจะออกจำหน่ายในเมืองมะกันในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2017 ตัวถังขนาด 4.570×1.800×1.435 ม. ที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด มีการตกแต่งและอุปกรณ์ให้เลือกรวม 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส ECO SE LIMITED สองระดับแรกเริ่มจำหน่ายไปแล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่ายนมา โดยติดป้ายค่าตัวเริ่มต้นที่ 17,150 เหรียญสหรัฐ ฯ หรือเท่ากับประมาณ 617,000 บาทไทย ส่วนระดับแรกซึ่งเน้นความประหยัด จะตามมาเมื่อเริ่มฤดูใบไม้ผลิ

 

KIA FORTE 5

DSC_4784 (Copy)

ปรากฏตัวให้คนรักรถในทวีปอเมริกาเหนือได้สัมผัสกันเป็นครั้งแรกที่งานนี้ คือ รถเก๋งขนาดเล็กกะทัดรัด ซึ่งเมื่ออยู่ในตัวถัง 4 ประตูซีดาน จะติดป้ายชื่อ เกีย ฟอร์เต (KIA FORTE) และจะเปลี่ยนชื่อเป็น เกีย ฟอร์เต 5 (KIA FORTE 5) เมื่ออยู่ในตัวถัง 5 ประตูแฮทช์แบค อย่างที่เห็นอยู่ในภาพขณะนี้ ในเมืองมะกันรถทั้ง 2 ตัวถังนี้กำลังจะออกจำหน่ายในฐานะรถรุ่นปีโมเดล 2017 เฉพาะตัวถังแฮทช์แบคจะแบ่งการตกแต่ง/อุปกรณ์เป็น 3 ระดับ กำกับด้วยรหัส LX EX SX ทุกระดับติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง ความจุ 2.0 ลิตร ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์ 6 จังหวะ และเฉพาะรุ่น SX จะมีเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง ความจุ 1.6 ลิตร เป็นออพชันพิเศษให้เลือกใช้ด้วย ในเมืองแม่ คือ เกาหลีใต้ อย่าเสียเวลาไปหาชื่อ FORTE เพราะรถซีดานจะติดป้ายชื่อ KIA K3 ส่วนตัวถังแฮทช์แบคใช้ชื่อ KIA K3 EURO

 

KIA A1A OPTIMA CONCEPT

DSC_5434 (Copy)

นี่ก็อีกคันหนึ่งที่หน้าตาเหมือนเป็นรถตลาดสมบูรณ์แบบ แต่ที่จริงยังเรียกตัวเองว่ารถแนวคิด คือ รถติดป้ายชื่อ เกีย เอ 1 เอ ออพทิมา คอนเซพท์ (KIA A1A OPTIMA CONCEPT) ซึ่งเปิดตัวที่งานรถยนต์ SEMA SHOW เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีแพะบ้า และฉายซ้ำสองที่งานนี้ เป็นรถแนวคิดที่พัฒนาจากรถเก๋งซีดานขนาดกลาง เกีย ออพทิมา (KIA OPTIMA) และจุดใหญ่ใจความของการพัฒนาที่ว่านี้มีอยู่ 2 จุด จุดแรกก็คือ การตัดส่วนหลังคาออกทั้งหมดจนรถซีดานเปลี่ยนสภาพเป็นรถโรดสเตอร์ไร้หลังคาอย่างที่เห็นในภาพ ส่วนจุดที่ 2 ซึ่งมองไม่ชัดในภาพ คือ เปลี่ยนลักษณะการเปิดปิดของประตูข้างที่มีอยู่ข้างละ 2 บานเหมือนรถ 4 ประตูซีดานทั่วไป เป็นประตูที่เปิดแยกจากกันโดยไม่มีเสาค้ำยันกลาง อย่างที่เรียกกันว่าประตูตู้กับข้าวหรือประตูฆ่าตัวตาย ส่วนชื่อ A1A ซึ่งไม่ใช่บริษัทประกันชีวิตนั้น ได้มาจากชื่อของถนนเลียบชายฝั่งทะเลในรัฐฟลอริดา ซึ่งเหมาะมากสำหรับการขับรถเปิดหลังคา

 

KIA TELLURIDE

DSC_5416 (Copy)   DSC_5377 (Copy)

ปิดรายงานข่าวมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ครั้งล่าสุด ด้วยผลงานด้านรถแนวคิดชิ้นล่าสุดของยักษ์รองเมืองโสมขาว คือ รถติดป้ายชื่อ เกีย เทลลูไรด์ (KIA TELLURIDE) ที่เห็นอยู่ในภาพใหญ่และภาพเล็กขวาสุด เป็นรถแนวคิดในรูปลักษณ์ของรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดโตเต็มพิกัด ที่ผู้รังสรรค์ประกาศยืนยันว่ายังไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนสภาพเป็นรถตลาด ตัวถังขนาด 5.000×2.030×1.800 ม. ติดตั้งประตูข้างที่เปิดแยกจากกันโดยไม่มีเสาค้ำยันกลางอย่างที่เห็นในภาพ และทั้งสองบานเปิดได้เป็นมุม 90 องศา ส่วนภายในห้องโดยสารก็ติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 3 แถว นั่งได้รวม 6 คน (2+2+2) ที่น่าสนใจรองลงไปจากรูปลักษณ์ของตัวถัง คือ ระบบขับทุกล้อแบบไฮบริด ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 3.5 ลิตร 270 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 130 แรงม้า ได้กำลังสุทธิสูงสุด 400 แรงม้า และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 12.8 กม./ลิตรเมื่อวิ่งบนทางหลวง



------------------------------
เรื่องโดย : ชูศักดิ์ ชมจินดา
ภาพโดย : ผู้จัดงาน
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน มีนาคม ปี 2559
คอลัมน์ : มหกรรมยานยนต์ต่างประเทศ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/mvqzn
อัพเดทล่าสุด
10 Nov 2018

Buyer's Guide | คู่มือซื้อรถ

Model Start Price (THB)
1.
524,000
2.
599,000
3.
3,599,000
5.
2,090,000
6.
2,229,000
7.
779,000
8.
3,590,000
10.
1,316,000
11.
1,749,000
12.
1,699,000
14.
3,299,000
15.
5,399,000
16.
6,799,000
17.
3,249,000
18.
4,980,000
19.
13,500,000
20.
6,799,000
  • MAIN SEARCH
  • EASY SEARCH
Make
Model
Price
Engine
More Option >
วัตถุประสงค์ในการใช้รถ (ประเภทรถ)
งบประมาณ
พฤติกรรมการขับรถ

Follow autoinfo.co.th