บทความ

ใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว


เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนกันยายน 2015/2014
ตลาดโดยรวม - 10.5 %
รถยนต์นั่ง - 25.3 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) 96.8 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) - 30.0 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ - 17.0 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ 41.5 %
อื่นๆ - 18.6 %
เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ประจำเดือนมกราคม-กันยายน 2015/2014
ตลาดโดยรวม - 14.6 %
รถยนต์นั่ง - 22.2 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) 6.5 %
รถอเนกประสงค์ (MPV) - 15.0 %
กระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ - 15.0 %
กระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ 1.0 %
อื่นๆ - 1.9 %

 

เหลืออีกเพียง 3 เดือนก็จะเป็นรายการนำเสนอยอดการขายประจำปี 2558 กันแล้ว และเป็นไปตามความคาดหมาย ว่าตัวเลขของปีนี้ น่าจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน น่าจะอยู่กันแถวๆ 7 แสนกว่าๆ คัน เท่านั้น ไม่สามารถยันขึ้นไปถึงระดับ 8 แสนคัน ได้เลย

บรรดานักการตลาด ต่างพากันทำใจยอมรับแล้วว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ยังไม่สามารถช่วยกระตุ้นได้ทันทีทันใด ยังต้องอาศัยเวลา และการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่ต้องใช้ระยะเวลากันพอสมควร

หนนี้ขอนำเอาเรื่องที่อาจดูว่าไกลตัว แต่ที่จริงเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมาก เพราะมันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจบ้านเราได้อย่างรวดเร็ว

เรื่องที่ว่า เป็นเรื่องของการบรรลุความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค TPP(TRANS-PACIFIC PARTNERSHIP) ระหว่างคู่เจรจา 12 ประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของระเบียบการค้าเสรีแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีประเด็นที่กว้างขวางกว่าเฉพาะด้านการค้า โดยครอบคลุมทั้งในเรื่องของมาตรฐานอุตสาหกรรมและการจ้างงาน การเปิดเสรีภาคบริการ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ตาม การผลักดัน TPP ให้มีผลบังคับใช้จะคืบหน้าเพียงใด คงขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการให้สัตยาบันของแต่ละประเทศสมาชิกในการปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการแก้ไขกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องด้วย อันเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยระยะเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของสหรัฐ ฯ ที่คงต้องเผชิญกับแรงเสียดทานพอสมควรทั้งจากฝั่งการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และประชาสังคม ในการที่รัฐสภาจะลงมติให้ความเห็นชอบเงื่อนไขและข้อตกลง TPP อย่างไรก็ตาม คาดว่ากรอบระยะเวลาที่ TPP จะเริ่มมีผลบังคับใช้ คงไม่เกินไตรมาส 3/2559 ซึ่งเป็นห้วงเวลาก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ ฯ

ในส่วนท่าทีและความเป็นไปได้ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก TPP อย่าง อินโดนีเซีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ รวมถึง ไทย ในการเจรจาเพื่อเข้าร่วมกลุ่มเศรษฐกิจดังกล่าว ในระยะเวลาข้างหน้า คงจะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมของ TPP ที่มีต่อประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งมีสถานะเป็นทั้งแหล่งผลิตสินค้าและปลายทางการลงทุน อันถือเป็นลักษณะร่วมของประเทศในแถบนี้ นอกเหนือจากจังหวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

ในเบื้องต้น ทางออกของไทยอาจอยู่ที่การเร่งออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ถือเป็น GSP REGION ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา รวมถึงเมียนมาร์ที่คาดว่าจะได้รับสิทธิ GSP จากสหรัฐ ฯ ในเร็วๆ นี้ เพื่อสร้างเครือข่ายห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยไทยยังเป็นศูนย์กลางการผลิต หรือในฐานะเจ้าของทุน เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่คงทวีความดุเดือดมากขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างการผลิตและกำลังแรงงานในภาพรวมให้ตอบโจทย์ภูมิทัศน์ทางการค้าและการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกสินค้าขั้นสุดท้ายที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งแตกต่างจากโครงสร้างการส่งออกของประเทศที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้นเป็นหลัก นอกเหนือไปจากความเป็นไปได้ของไทยในการเจรจาเพื่อเข้าร่วมกลุ่มเศรษฐกิจ TPP ในอนาคต เมื่อเงื่อนไขทางการเมืองภายในประเทศเอื้ออำนวยมากขึ้น

นั่นเป็นเรื่องที่อาจมองว่าไกลตัว แต่ที่จริงมันใกล้ตัวมากทีเดียว เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วน ยังไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในสภาพที่เข้มแข็ง พอที่จะรับแรงปะทะ หรือความเปลี่ยนแปลงได้โดยเร็ว ยังคงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักใหญ่

ได้แต่เอาใจช่วย ว่ากลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รวมตัวกันให้เข้มแข็ง เพื่อรับแรงปะทะ หรือลดความกดดันให้ได้ โดยไม่กระทบกระเทือนกิจการ นั่นเป็นสิ่งดีที่สุด

ได้แต่หวังอย่างนั้น



------------------------------
เรื่องโดย : มือบ๊วย
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2558
คอลัมน์ : มาตรวัดตลาดรถ
ลิงค์สำหรับแชร์ : https://autoinfo.co.th/BC03e

Follow autoinfo.co.th